- หน้าแรก
- ฮันเตอร์ เจ็ดอารมณ์แปลวิถี
- ตอนที่ 17
ตอนที่ 17
ตอนที่ 17
สัญลักษณ์ของคอเธอร์กรุ๊ปคือตัวอักษร X ตัวใหญ่ที่มีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสล้อมรอบทั้งสี่ทิศ
​รปภ. ตรงประตูยืนตรงทำความเคารพเมื่อเห็นคนทั้งสองเดินเข้ามา เดรคพาอิลูมิเดินตรงไปยังโซนลิฟต์ทันที
​ด้านหน้าลิฟต์มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ต้องใช้บัตรพนักงานของคอเธอร์กรุ๊ปในการผ่านเข้าออก แต่เดรคกลับเดินไปหยิบการ์ดจากพนักงานต้อนรับสาวมาหน้าตาเฉย
​“ติ๊ด!”
​ไฟสัญญาณเปลี่ยนเป็นสีเขียว เดรคเบี่ยงตัวออกพลางผายมือให้อิลูมิเดินเข้าไปก่อน
​“เชิญแขกก่อน”
​อิลูมิเดินผ่านประตูตรวจเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วนเดรคก็รูดบัตรพนักงานของตัวเองตามเข้าไปติดๆ ก่อนจะส่งบัตรคืนให้พนักงานสาวที่หน้าเคาน์เตอร์
​“ขอบใจนะอาเธนี ไว้คืนนี้ฉันเลี้ยงข้าว”
​เดรคส่งจูบให้พนักงานสาวหนึ่งที แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้านิ่งสนิท ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาด้วยซ้ำ
​“เย็นชาชะมัด”
​เดรคยักไหล่อย่างเซ็งๆ เมื่อมุกไม่ทำงาน ก่อนจะรีบก้าวเท้าตามอิลูมิไปที่ลิฟต์
​เมื่อเข้ามาในลิฟต์ เดรคกดปุ่มชั้น 50 ซึ่งอิลูมิคาดว่าน่าจะเป็นชั้นของห้องทำงานประธานบริษัท
​ลิฟต์ตัวนี้เป็นแบบความเร็วสูง เพียงแค่ยืนนิ่งๆ อิลูมิก็ได้ยินเสียงวิ้งๆ ดังก้องอยู่ในหู
​ผ่านไปเพียงไม่ถึงนาที เสียง “ติ๊ง” ก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูลิฟต์ที่เปิดออก
​“ตามมาทางนี้”
​เดรคเดินนำออกจากลิฟต์โดยมีอิลูมิเดินตามหลังมาติดๆ
​ทั้งคู่เดินผ่านห้องประชุมขนาดใหญ่หลายห้อง จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้จริงบานหนึ่งที่มีป้ายติดไว้ว่า ‘ห้องประธานกรรมการ’
​เดรคเคาะประตูส่งๆ สองสามครั้ง แล้วผลักประตูเข้าไปทันทีโดยไม่รอให้คนข้างในอนุญาต
​“พวกเรามาแล้วจ้า~”
​เขาก้าวเข้าไปในห้องแล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่บนโซฟาอย่างถือวิสาสะ
​การตกแต่งภายในห้องทำงานไม่ได้ดูหรูหราฟุ่มเฟือย ออกจะดูเรียบง่ายด้วยซ้ำ แต่เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่มีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นนั้น ดูปราดเดียวก็รู้ว่ามีมูลค่ามหาศาล
​ตรงข้ามกับประตูที่อิลูมิเพิ่งเดินเข้ามา มีโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่หน้ากระจกใสบานยักษ์ เบื้องหลังโต๊ะนั้นมีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่หันหลังให้อิลูมิอยู่
​“คุณเดรคคะ กรุณามีมารยาทขณะอยู่ต่อหน้าท่านประธานด้วยค่ะ”
​เลขาสาวสวยผมบลอนด์ที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานขยับแว่นกรอบทองของเธอ พลางมองไปยังเดรคที่นอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาด้วยสายตาจริงจัง
​“น่าน่า อย่าพูดแบบนั้นสิ คริสติน่าจัง~”
​“ความสัมพันธ์ของฉันกับท่านประธานน่ะ ไม่จำเป็นต้องใช้พิธีรีตองพวกนั้นหรอก”
​เดรคยันตัวลุกขึ้นนั่งพลางส่งสายตากรุ้มกริ่มให้เลขาสาวผมบลอนด์
​“อย่าเสียมารยาทต่อหน้าแขกสิ เดรค”
​จังหวะนั้นเอง คนที่นั่งหันหลังอยู่บนเก้าอี้ก็เอ่ยปากขึ้น พร้อมกับค่อยๆ หมุนเก้าอี้กลับมา
​“ยินดีที่ได้พบ ผมคือประธานของคอเธอร์กรุ๊ป อัดกินส์ คอเธอร์”
​อิลูมิมองไปยังใบหน้าของชายวัยกลางคนที่มีริ้วรอยตามวัย ผมสีดำเซ็ตเรียบแปล้ไปด้านหลัง ในปากคาบซิการ์ ข้อมือสวมนาฬิกาแบรนด์หรู สวมเสื้อนอกสูทดูภูมิฐาน
​ประเมินจากสายตาน่าจะอายุราวๆ 40 ปี รอบตัวเขามีรังสีแห่งอำนาจแผ่ออกมา ในขณะเดียวกันก็ถูกปกคลุมด้วยออร่าสีน้ำเงินจางๆ ที่สื่อถึงความเยือกเย็น สุขุม และความระแวดระวังที่เปี่ยมไปด้วยเหตุผล
​“ต้องขออภัยที่เชิญคุณมาในเวลาที่กำลังยุ่งแบบนี้”
​“คุณอิลูมิ โซลดิ๊ก”
​อัดกินส์ คอเธอร์ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบซิการ์เคาะเถ้าลงในที่เขี่ยบุหรี่ ก่อนจะวางมันลงแล้วประสานมือเข้าด้วยกันไว้ที่หน้าอก
​“คุณรู้จักตัวตนของผมดีนี่ครับ ท่านประธาน”
​อิลูมิค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาอัดกินส์ ก่อนจะหยุดลงที่หน้าโต๊ะทำงานด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
​แม้ตระกูลโซลดิ๊กจะเป็นที่เลื่องชื่อ แต่ความลับนี้จะรู้กันเฉพาะในกลุ่มคนที่มีชนชั้นทางสังคมระดับหนึ่งเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้ หรือต่อให้รู้ก็คงไม่มีใครเชื่ออยู่ดี
​“ติดต่อหาผม…จะให้ฆ่าใครล่ะ?”
​อัดกินส์หลุดขำออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินแบบนั้น
​จากนั้นเขาก็เพ่งมองอิลูมิด้วยแววตาที่เริ่มจริงจังขึ้น
​“ความขัดแย้ง”
​“คุณอิลูมิคิดว่า วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับความขัดแย้งคืออะไรครับ?”
​“ฆ่า”
​อิลูมิตอบกลับสั้นๆ ง่ายๆ และตรงประเด็น
​“ฮ่าฮ่าฮ่า สมกับที่เป็นสมาชิกของตระกูลโซลดิ๊กจริงๆ สไตล์นักฆ่าชัดเจนมาก”
​อัดกินส์หัวเราะอย่างร่าเริง ก่อนจะปรับสีหน้าให้ขรึมลงแล้วกล่าวต่อ
​“ถ้าจะพูดให้รวบรัด วิธีการน่ะมีนับไม่ถ้วน”
​“ทั้งการไกล่เกลี่ย การเจรจา การโน้มน้าว แต่ในบรรดาวิธีพวกนี้ สิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือ...”
​“ความรุนแรง”
​“การใช้ความรุนแรงที่เหนือกว่ากดดันฝ่ายตรงข้ามให้ราบคาบ”
​“โลกใบนี้ แม้เบื้องหน้าจะดูสวยงามรุ่งเรือง แต่ในมุมมืด ความขัดแย้งประเภทเลือดล้างด้วยเลือดนั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งกลางวันและกลางคืน”
​“ซึ่งต้นตอของเรื่องทั้งหมด ก็หนีไม่พ้นคำว่าผลประโยชน์”
​“ข่มขู่กันไปมา หลอกลวงต้มตุ๋น จ้างวานฆ่า สรรหาทุกวิถีทางเพื่อเตะคู่แข่งให้ตกเวที”
​อัดกินส์จ้องมองอิลูมิด้วยสายตาคมกริบ น้ำเสียงต่ำลึก
​“เมื่อหนึ่งเดือนก่อน โครงการที่คอเธอร์กรุ๊ปหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องได้มา กลับถูกบริษัทหนึ่งตัดหน้าไป”
​อิลูมิเห็นอีกฝ่ายร่ายยาวมาตั้งนาน ในที่สุดก็เข้าเรื่องเสียที เขาจึงเผยยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า
​“ตกลง”
​“ฮ่าฮ่าฮ่า... คุณอิลูมินี่พูดด้วยง่ายดีจัง”
​อัดกินส์หัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะหยิบซิการ์ที่วางไว้ขึ้นมา
​“แต่เท่าที่ผมรู้มา คุณอิลูมิยังไม่มีผลงานอะไรในวงการนักฆ่าเลยนี่นา”
​“ผมฆ่าเดรคได้ภายในวินาทีเดียว”
​มุมปากของอิลูมิยกขึ้นเล็กน้อย เดรคที่นอนอยู่บนโซฟาถึงกับหน้าเหวอ ก่อนจะพุ่งพรวดมาตรงหน้าอิลูมิด้วยความโมโห
​“อย่าคิดว่าชนะไอ้สวะอีวานมาได้แล้วจะมาทำจองหองนะ...”
​เดรคยังพูดไม่ทันจบ อิลูมิก็หายวับไปจากสายตาดัง ‘ฟุ่บ’
​“ปัง!”
​เสียงกระแทกดังสนั่น กว่าเดรคจะรู้สึกตัว เขาก็ลงไปกองอยู่กับพื้นเรียบร้อยแล้ว
​“แปะ แปะ แปะ...”
​อัดกินส์มองอิลูมิที่ล้มเดรคได้ในชั่วพริบตาพลางตบมือให้
​“สมแล้วที่เป็นตระกูลโซลดิ๊กอันเลื่องชื่อด้านการลอบสังหาร ต่อให้ยังเป็นเด็ก แต่ก็ไม่ใช่คนที่คนทั่วไปจะต่อกรได้จริงๆ”
​“เฮ้ย! เมื่อกี้ฉันยังไม่ได้เอาจริงเลยนะ!”
​เดรคกัดฟันลุกขึ้นมาท้าสู้อีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ แต่อิลูมิไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้วโยนไปทางอัดกินส์
​“โอนเงินเข้าบัญชีนี้”
​“แล้วก็เอาข้อมูลเป้าหมายมาให้ผม”
​กระดาษร่อนลงบนโต๊ะทำงาน อัดกินส์หยิบขึ้นมาดูแวบหนึ่งก่อนจะส่งให้เลขาสาวพลางพยักหน้า
​“ไม่มีปัญหา ทั้งเงินและข้อมูลเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว”
​เลขาผมบลอนด์ส่งแฟ้มข้อมูลเป้าหมายที่เตรียมไว้ให้อิลูมิ เด็กหนุ่มยืนอ่านรายละเอียดอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่
​“อีกสามวัน พวกคุณจะได้รับข่าวการตายของเป้าหมาย”
​“ถึงตอนนั้นก็โอนเงินเข้าบัญชีผมซะ”
​พูดจบ อิลูมิก็เดินตรงไปยังประตูห้องทำงานและหายลับไปจากสายตาของทั้งสามคน
​“จะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอคะ?”
​“ท่านประธาน”
​คริสติน่า เลขาสาวหันไปมองอัดกินส์ด้วยสีหน้ากังวล
​“ต่อให้เขาจะเป็นคนของตระกูลโซลดิ๊กนั่น แต่เขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งนะคะ”
​อัดกินส์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาอัดซิการ์เข้าปอดลึกๆ แล้วค่อยๆ พ่นควันเป็นวงกลมออกมา มุมปากหยักยิ้มอย่างมีเลศนัย