- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์หญิงขี้เซา เรื่องชิงบัลลังก์พักก่อน ตอนนี้ข้าจะนอน
- บทที่ 10 ช่างกล้าเสียจริง!
บทที่ 10 ช่างกล้าเสียจริง!
บทที่ 10 ช่างกล้าเสียจริง!
บทที่ 10 ช่างกล้าเสียจริง!
พอกลับมาถึงตำหนักองค์หญิง ฉินเจาเยว่ก็รีบสั่งขนมหวานและเครื่องดื่มเย็นๆ มาทานทันที ความรู้สึกสบายกายสบายใจพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันตาเห็น
จังหวะนั้นเอง ชิงเฟิงก็เข้ามารายงานว่าร้านยาถูกขายทิ้งไปแล้ว เถ้าแก่และลูกจ้างทุกคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
"แล้วไงต่อ? แค่นั้นเหรอ?"
ถึงแม้การกระทำครั้งนี้จะเป็นการกลบเกลื่อนเรื่องวางยาพิษ แต่ฉินเจาเยว่ก็อยากรู้จริงๆ ว่าใครคือคนบงการ อย่างน้อยจะได้ระวังตัวไว้ในอนาคต
ชิงเฟิงกล่าวด้วยความขมขื่น "ข้าน้อยไร้ความสามารถ ไม่สันทัดเรื่องการสืบสวนขอรับ"
"พวกเจ้ามีกันสองคนไม่ใช่เหรอ? อีกคนไปไหนล่ะ?"
ฉินเจาเยว่จำได้ว่านางมีองครักษ์เงาอยู่ข้างกายสองคน เป็นคนจากหน่วยองครักษ์กิเลนที่เสด็จแม่พระราชทานให้ตอนเข้าพิธีบรรลุนิติภาวะ
"ซีอวี่ก็ไม่ถนัดเหมือนกันขอรับ หรือจะให้พวกเราลองลอบเข้าไปสืบในจวนกั๋วกงดู?"
ชิงเฟิงไม่กล้าเงยหน้า ถ้าเป็นเรื่องคุ้มกันหรือลอบสังหาร พวกเขาคือมือหนึ่ง แต่เรื่องสืบสวนสอบสวนนี่ไม่ใช่ทางจริงๆ
อีกฝ่ายกลบเกลื่อนร่องรอยไปหมดแล้ว หากไม่มีหน่วยข่าวกรองคอยสนับสนุน พวกเขาคนสองคนก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
ฉินเจาเยว่ถอนหายใจ เจิ้งฮุ่ยอินจอมทึ่มนั่นชัดเจนว่าเป็นแค่แพะรับบาปที่ถูกผลักออกมา สืบไปก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก
คนที่มีฝีมือข้างกายนางมีแค่สองคน ถ้าต้องมาเสียไปเพราะเรื่องนี้คงได้ไม่คุ้มเสีย
นางโบกมือ "ช่างเถอะ แล้วเจียงเสวี่ยกับครอบครัวนางล่ะ?"
"หลังจากนางชี้เป้าร้านยาแล้ว ครอบครัวสี่คนนั่นก็ถูกขังไว้ในห้องเก็บฟืนขอรับ"
"จะเก็บไว้ทำไมอีกล่ะ? จัดการซะ"
ชิงเฟิงเงียบกริบ จัดการยังไงดี? เขาไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน เลยไม่แน่ใจความต้องการขององค์หญิง
"เอ่อ... ฆ่าเจียงเสวี่ย แล้วเอาพ่อแม่กับพี่ชายนางไปทิ้งไว้ที่ที่ดินศักดินาหรือขอรับ?"
จุ๊ๆ ฉินเจาเยว่เบ้ปาก องครักษ์เงาคนนี้โง่หรือไง? ทำไมถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้?
"จะเอาไปไว้ที่ที่ดินศักดินาทำไม? เพื่อให้พี่ชายนางมีโอกาสได้เติบโตด้วยความเคียดแค้น ฝึกวิทยายุทธจนไร้เทียมทาน แล้วกลับมาเป็นราชาสังหารข้าเหรอ?"
น้องสาวตายอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือองค์หญิงทรราช ส่วนตัวเองถูกส่งไปเป็นทาส อดอยาก หนาวเหน็บ ทนทุกข์ทรมาน แล้วก็ดิ้นรนเอาชีวิตรอด... นี่มันพล็อตกำเนิดตัวเอกชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?
เอ่อ... ชิงเฟิงอยากจะบอกว่า จะเป็นไปได้ยังไง? วิทยายุทธต้องฝึกตั้งแต่เด็ก พี่ชายของเจียงเสวี่ยอายุยี่สิบแล้ว ร่างกายกระดูกแข็งหมดแล้ว จะไปฝึกวิชาที่ไหนให้ไร้เทียมทานได้?
"องค์หญิง ข้าน้อยหมายความว่า ส่งไปที่ที่ดินศักดินา แล้วบอกพวกคนงานให้รู้ความนัยสักหน่อย
แบบนี้จะไม่กระทบชื่อเสียงองค์หญิง จัดการได้สะอาดหมดจด ไม่มีใครครหาได้ขอรับ"
ฉินเจาเยว่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "เปิ่นกงยังมีชื่อเสียงดีงามอะไรเหลืออยู่อีกเหรอ? ไม่ต้องทำให้ยุ่งยาก ฆ่าทิ้งให้หมด
แค่ไม่ต้องเอิกเกริก แต่แอบปล่อยข่าวในตำหนักให้รู้กันเงียบๆ เข้าใจไหม?"
"รับทราบขอรับ!"
พวกบ่าวไพร่ที่เคยแอบอ้างชื่อองค์หญิงหรืออู้งานมีไม่น้อย ดูเหมือนนางตั้งใจจะเชือดไก่ให้ลิงดู
ชิงเฟิงรับคำสั่งแล้วรีบออกไปจัดการทันที
เรื่องฆ่าคนน่ะง่าย นั่นคืองานถนัดของเขา แต่จะปล่อยข่าวยังไงให้เงียบเชียบและแนบเนียน นี่สิที่ต้องไปปรึกษากับซีอวี่
ฉินเจาเยว่จิบเครื่องดื่มเย็นอย่างสบายใจ ใบหน้าเรียบเฉย
คนทรยศที่ยอมทำลายความบริสุทธิ์ของเจ้านายเพื่อเงินแค่ห้าสิบตำลึง จะเก็บไว้ทำไม?
ในเมื่อกล้าทำ ก็ต้องกล้ารับผลที่จะตามมา นางไม่รู้สึกผิดบาปอะไรเลยแม้แต่น้อย
เมื่อกายใจสบายแล้ว ฉินเจาเยว่ก็เรียกพ่อบ้านมาสั่งการให้เตรียมสมุดบัญชี พรุ่งนี้นางจะตรวจสอบบัญชี
ตำหนักองค์หญิงมีทรัพย์สิน ที่ดิน และร้านค้าอยู่บ้าง แต่เจ้าของร่างเดิมไม่เคยสนใจ ฉินเจาเยว่จึงจำรายละเอียดไม่ค่อยได้
ถ้าอยากใช้ชีวิตเสวยสุขอย่างแท้จริง จะพึ่งแค่ของพระราชทานไม่ได้ การมีเงินเป็นของตัวเองคือรากฐานสำคัญ
นางทะลุมิติมาทั้งที มีทั้งสถานะและเงินทุน การหาเงินย่อมง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก
นางอาบน้ำ แต่งตัว และล้างหน้าภายใต้การปรนนิบัติของสาวใช้โดยไม่ต้องกระดิกนิ้วแม้แต่น้อย
สังคมศักดินาอันชั่วร้ายนี่มัน... ช่างหอมหวานเหลือเกิน...
นอนแผ่หราอยู่บนเตียงเพียงลำพัง นางหลับตาและเพ่งสมาธิ สมุดบัญชีบุญคุณความแค้นก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
"นี่ ไม่ใช่บอกว่ามีของขวัญผูกมัดเหรอ? อยู่ไหนล่ะ? รีบๆ เอาเคล็ดวิชาเซียนออกมาเร็วๆ เข้า!"
รอตั้งนาน ไอ้นิ้วทองคำเฮงซวยนี่ก็ไม่ตอบสนองอะไรเลย บ้าเอ๊ย!
คำอธิบายเดียวก็คือประโยคบนหน้าปก แต่ข้าก็เสนอให้ระดมทุนช่วยผู้ประสบภัยแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมค่ากรรมไม่กระดิกเลย? หรือต้องรอให้เรื่องจบก่อน?
ช่างเถอะ ดูท่าทางของพรรค์นี้คงพึ่งพาไม่ได้เท่าไหร่
พองานบรรเทาทุกข์เสร็จสิ้น ก็น่าจะได้บุญบ้างแหละ ถึงตอนนั้นค่อยไปขอองครักษ์ชิงหลวนจากเสด็จแม่สักสองสามคนคงไม่ใช่ปัญหา
วันแรกของการทะลุมิติ นางปรับตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ กำจัดภัยแฝงที่ใหญ่ที่สุดไปได้ มีฐานะสูงส่ง กินอิ่มนอนหลับ
ถึงจะมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่โดยรวมถือว่าไม่เลว ฉินเจาเยว่พอใจมาก
กลางฤดูร้อนที่ร้อนระอุ แม้ในยามค่ำคืน สายลมก็ยังพัดเอาไอร้อนเข้ามา
แม้คนโบราณจะไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่ภูมิปัญญาของพวกเขาก็ทดแทนเทคโนโลยีได้ โดยเฉพาะในบ้านที่ทั้งรวยทั้งมีอำนาจ
เตียงนอนทำจากไม้หนานมู่ปิดทอง มุ้งโปร่งบางเบาคลุมทับถึงสามชั้น:
ชั้นนอกคือผ้าไหมแสงจันทร์ทอจากเส้นใยโปร่ง ชั้นกลางคือผ้าไหมหมอกเย็นทำจากใยไหมฟ้า และชั้นในสุดคือผ้าไหมหยกครามทอจากใยไหมน้ำแข็งผสมขนนกยูง
เสาเตียงทั้งสี่มีมังกรไร้เขาปิดทองพันรอบ กรงเล็บยึดลูกบอลหยกเย็นที่แกะสลักจากหยกเขียวเหอเถียนทั้งก้อน ภายในลูกบอลกลวงบรรจุใบสะระแหน่บดละเอียด
บนเตียงปูด้วยฟูกนุ่มถึงเจ็ดชั้น: ฟูกผ้าไหมลายเมฆยัดไส้นุ่นน้ำแข็งจากเทือกเขาเทียนซาน เสื่อหยกสานผสมไม้กฤษณา ผ้าห่มไหมทอผสมขนนกยูงและไข่มุกราตรี และผ้าคลุมไหมน้ำแข็งประดับไข่มุกหนานหยางแปดร้อยเม็ดเรียงเป็นแผนที่ดารา... ชั้นบนสุดคือเสื่อสานจากชิ้นหยกเขียวละเอียดอ่อน และเครื่องนอนปักดิ้นทองบนผ้าโปร่ง ลายคลื่นหิมะขลิบทองพลิ้วไหวตามจังหวะการหายใจ
พอนอนลงไป ไม่รู้สึกร้อนเลยสักนิด คุณภาพชีวิตระดับนี้ ฉินเจาเยว่ไม่กล้าแม้แต่จะฝัน ต่อให้ทำงานอีกสองร้อยปีก็ไม่มีปัญญาหามาได้
นางหลับตาลงอย่างพึงพอใจ รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากอย่างห้ามไม่อยู่
หลังจากเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจมาทั้งวัน ความง่วงก็เริ่มถาโถมเข้ามาจริงๆ
ทันใดนั้นนางก็เบิกตาโพลง แยกเขี้ยวยิงฟันด้วยความโมโห
นางยื่นแขนขาวผ่องออกไปเขย่าเตียง ม่านลูกปัดพุทธเจ็ดรัตนะที่ห้อยลงมาจากชายคา ร้อยสลับด้วยโมราและลาพิสลาซูลี ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งใสกังวานราวกับน้ำพุกระทบหินเมื่อถูกสัมผัสเบาๆ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากข้างนอก เป็นเถาฮวา สาวใช้คนสนิทที่เข้าเวรกะดึก
"องค์หญิง มีอะไรหรือเพคะ?"
"เปลี่ยนหมอนเป็นใบที่นิ่มๆ หน่อย"
"หา?"
"หาอะไร? หมอนนิ่มๆ เข้าใจไหม?"
เถาฮวาตะลึงงัน ผ่านไปหลายอึดใจถึงรับคำแล้วรีบวิ่งออกไป
ฉินเจาเยว่หน้าบึ้ง ไม่รู้ว่าคนอื่นที่ทะลุมิติมาสมัยโบราณเขานอนกันยังไง
นางใช้หมอนที่ทำจากหยกเย็นทั้งก้อน นอนไปสักพัก ให้ตายเถอะ รู้สึกเหมือนหัวจะแบนเป็นแผ่นกระดานเลย!
ไม่นานนัก สาวใช้คนสนิทสองคนก็ขนหมอนนุ่มๆ มาให้เลือกหลายใบ
ฉินเจาเยว่เลือกใบที่มีความสูงและความนุ่มพอเหมาะอย่างพิถีพิถันก่อนจะลงตัว
พอล้มตัวลงนอนอีกครั้ง อ่า~~~ สบายกว่ากันเยอะ ไม่ต้องกังวลว่าหัวจะแบนแล้ว นอน!
ปัง ปัง ปัง!
ฉินเจาเยว่ได้ยินเสียงโครมครามวุ่นวายดังมาจากข้างนอกแบบเลือนราง
"องค์หญิง องค์หญิง แย่แล้วเพคะ..."
เถาฮวา สาวใช้จอมเปิ่นวิ่งพรวดพราดเข้ามา ตะโกนประโยคสุดคลาสสิกแห่งความหายนะ
ฉินเจาเยว่พยายามลืมตาขึ้น แต่ลูกตากลอกไปมา มองไม่เห็นโลกภายนอก
ฟุ่บ... ฟุ่บ... "องค์หญิง!"
"ข้ายังไม่หลับ!" ในที่สุดนางก็ลืมตาขึ้น "เกิดอะไรขึ้น?"
"ข้างนอกมีเรื่องกันแล้วเพคะ"
"ใคร? พี่จื่อเฉิงเข้าเมืองมาแล้วเหรอ?"
เถาฮวา: ?
ใบหน้ากลมเล็กของนางเต็มไปด้วยเหงื่อจากความร้อนรน "มีคนบุกเข้ามา! องครักษ์เงาของตำหนักเรากำลังสู้กับพวกมันอยู่เพคะ"
คราวนี้ฉินเจาเยว่ตาสว่างโร่ นางแยกแยะความง่วงกับชีวิตของตัวเองออกได้อย่างชัดเจน
หรือว่าคนบงการที่ใส่ร้ายนางจะปรากฏตัว? พอแผนการล้มเหลว ก็เลยจะมาเอาชีวิตนางงั้นเหรอ?
แววตาของนางหม่นลง ไม่น่าใช่มั้ง องค์หญิงหกที่ไร้อำนาจและไร้ประโยชน์จะมีค่าหัวให้ลอบสังหารตรงไหน?
"ไป หนีออกทางหน้าต่างหลัง"
ฉินเจาเยว่ตัดสินใจเด็ดขาด นางไม่เป็นที่โปรดปรานของเสด็จแม่ ยอดฝีมือในตำหนักก็มีแค่ชิงเฟิงกับซีอวี่
ในเมื่อข้างนอกสู้กันอยู่ อย่างน้อยก็แสดงว่าสองคนนั้นยังต้านศัตรูไม่อยู่ ถ้าไม่หนีตอนนี้จะรอเมื่อไหร่?
สาวใช้คุ้มกันนางตรงดิ่งไปที่หน้าต่างหลัง พอจะชะโงกหน้าออกไปดู ก็เห็นเงาดำวูบผ่าน
เถาฮวาใจเด็ดมาก หลังจากตกใจอยู่แวบหนึ่ง นางก็รีบเอาตัวบังองค์หญิงไว้ทันที
ฉินเจาเยว่ก็ตกใจเหมือนกัน แต่พอมองดีๆ คนผู้นั้นแค่ยืนนิ่งอยู่นอกหน้าต่าง ไม่ได้ขยับเขยื้อน
แถมหน้ากากที่ปิดหน้าอยู่นั่นก็ดูคุ้นตา... เหมือนกับพวกองครักษ์ชิงหลวนที่คุมตัวนางไปจวนอัครเสนาบดีเมื่อวานไม่มีผิด
"เจ้าเป็นองครักษ์ชิงหลวนเหรอ? เสด็จแม่ส่งเจ้ามาคุ้มกันข้าใช่ไหม?"
สิ่งแรกที่ฉินเจาเยว่นึกถึงคือ เสด็จแม่คงสงสัยเรื่องคนบงการเหมือนกัน เลยแอบส่งองครักษ์ส่วนพระองค์มาคุ้มครองความปลอดภัยให้นาง
นึกไม่ถึงเลย! แม้ปกติจะทำเย็นชาใส่ แต่พอลูกสาวมีภัย เสด็จแม่ก็ยังเป็นห่วง นี่แหละรัศมีแห่งความเป็นแม่!
ต้วนโม่:... "ไม่ใช่พะยะค่ะ กระหม่อมได้รับคำสั่งให้พาองค์หญิงไปเข้าประชุมเช้า"
ฉินเจาเยว่: ? อะไรของมันวะ?
ไม่นาน เสียงการต่อสู้ในลานบ้านก็เงียบลง
ภายในห้องนอน ฉินเจาเยว่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย สาวใช้และองครักษ์เงายืนขนาบข้าง ขณะที่นางเผชิญหน้ากับองครักษ์ชิงหลวนผู้ห้าวหาญสี่นาย
นางนั่งสั่นขาอย่างหงุดหงิด ไร้ซึ่งความสำรวมขององค์หญิง แต่ใครดูก็รู้ว่านางกำลังอารมณ์บ่จอยสุดๆ
ไร้สาระ จะไม่ให้หงุดหงิดได้ไง? โดนปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ จะไม่ให้มีอารมณ์เหวี่ยงยามเช้าหน่อยหรือไง?
ตีสาม ตีสามเนี่ยนะ! พวกเจ้าเป็นปีศาจหรือไง?
"สรุปคือ พวกเจ้าองครักษ์ชิงหลวนบุกเข้ามาในตำหนักข้า องครักษ์เงาของข้าเลยนึกว่าเป็นนักฆ่าก็เลยสู้กัน?"
"พะยะค่ะ"
"โอ้โห ยังมีหน้ามาตอบว่า 'พะยะค่ะ' อีกนะ? บ้าหรือเปล่า? ไม่หลับไม่นอนมาเล่นกระโดดข้ามกำแพงกันเนี่ยนะ?"
หัวหน้าองครักษ์ชิงหลวนรู้สึกผิดเล็กน้อย สายตาลอกแลก แต่ก็ยังกัดฟันพูดว่า "เป็นรับสั่งจากฝ่าบาทพะยะค่ะ ว่าถ้าจำเป็นให้มัดองค์หญิงพาไปเข้าประชุมเช้าได้"
ฉินเจาเยว่: !
นี่วางยาพิษกันหรือเปล่า? ขุนนางเก่งๆ มีถมเถ จะต้องการองค์หญิงสวะอย่างนางไปทำซากอะไร?
ฉินเจาเยว่ทิ้งตัวลงนอนทันที ความง่วงถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง ทันทีที่หัวถึงหมอน เปลือกตาก็เริ่มปิดลง
"ขวางพวกมันไว้... ไม่งั้นเบี้ยหวัดปีนี้อดหมดแน่"
เคร้ง! ดาบถูกชักออกจากฝัก องครักษ์เงาสองนายยืนขวางหน้าเตียง แม้แต่สาวใช้ก็ยังร่วมวงด้วย
องค์หญิงไม่ได้ขู่เล่นๆ แน่นอน ถ้านางบอกว่าจะงดเบี้ยหวัด ก็คือทำจริง
เห็นสี่คนที่ยืนระวังภัยอยู่ตรงหน้า พวกองครักษ์ชิงหลวนก็เริ่มปวดหัว
โดยเฉพาะสองคนที่พลาดภารกิจคุมตัวเมื่อวาน พวกเขาสงสัยมาตลอดว่าทำไมหัวหน้าถึงไม่เคาะประตูดีๆ แต่ยืนกรานจะปีนกำแพง ที่แท้องค์หญิงหกก็เป็นคนแบบนี้นี่เอง
นี่เป็นรับสั่งจากฝ่าบาทนะ! นางจะดื้อแพ่งไม่ไปได้เหรอ?
ต้วนโม่ นายกองร้อยองครักษ์ชิงหลวน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางรู้ว่างานนี้ไม่ง่าย
"องค์หญิง ฝ่าบาทรับสั่งว่า ถ้าพระองค์ไม่เข้าประชุม จะถูกเนรเทศไปชายแดนพะยะค่ะ"
ฉินเจาเยว่มุดตัวเข้าไปในผ้าห่มลึกกว่าเดิม แล้วเอาผ้าขนสัตว์คลุมหัว
ทะลุมิติมาเป็นองค์หญิงแล้วยังต้องทำงานอีกเหรอ? แถมต้องเข้างานก่อนฟ้าสางเนี่ยนะ?
ฝันไปเถอะ! งานเฮงซวยแบบนี้ให้ทำนิดเดียวก็ไม่เอา
จะเนรเทศก็เนรเทศไปสิ ตื่นแล้วค่อยเก็บกระเป๋า
องครักษ์ชิงหลวน:... ทำไงดี? คนผู้นี้ช่างกล้าเกินไปแล้ว นี่มันขัดราชโองการชัดๆ
แต่คนผู้นี้มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง จะใช้กำลังก็ไม่ได้ สามคนที่อยู่ข้างหลังได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปที่ต้วนโม่
ต้วนโม่ถอนหายใจยาวเหยียด คราวนี้รู้แล้วว่าการเจรจาคงไม่เป็นผล
"พวกเจ้าสองคน จะขวางข้าจริงๆ หรือ?"
ชิงเฟิงกับซีอวี่หน้าเขียว พวกเขาเดิมทีมาจากหน่วยองครักษ์กิเลนในวัง
องครักษ์ชิงหลวนดูแลเขตพระราชฐานชั้นใน ส่วนองครักษ์กิเลนดูแลเขตพระราชฐานชั้นนอก พูดกันตามตรง ก็เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาก่อน
แต่ดูจากหน้ากากที่ปิดหน้าอยู่ หัวหน้าคนนี้เป็นนายกองร้อย มียศขุนนาง ซึ่งสูงกว่าพวกเขาขั้นหนึ่ง
ถึงอย่างนั้น ทั้งสองก็ไม่ยอมหลีกทาง
นับตั้งแต่วินาทีที่ออกจากหน่วยองครักษ์กิเลน พวกเขาก็มีนายเพียงคนเดียว
อย่าว่าแต่องครักษ์ชิงหลวนเลย ต่อให้องค์หญิงสั่งให้บุกน้ำลุยไฟ พวกเขาก็จะไป!
"เลิกคิดเถอะ พวกข้าไม่มีวันถอย"
"ได้..."
ต้วนโม่ส่งดาบให้ลูกน้องข้างหลัง แล้วเริ่มปลดกระดุมเสื้อตัวเองทันที
"เจ้า... เจ้าจะทำอะไร!"