เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 455 - ยมโลกกลัวคนตายที่ไหน?

บทที่ 455 - ยมโลกกลัวคนตายที่ไหน?

บทที่ 455 - ยมโลกกลัวคนตายที่ไหน?


กองกำลังหลักของสมาคมและกองทัพรีบถอนกำลังกลับมาป้องกันเมือง

ส่วนอู๋เสียนยังมีเรื่องต้องเก็บกวาดอีกเล็กน้อย

เขาอาศัยจังหวะที่ปู่ช่วยกดดันพลังของเทพมาร ใช้อำนาจของ [ต้นกุ้ยฮวา] ที่มีความเชื่อมโยงกับเทพพิทักษ์จันทรา กระชากเอาเศษเสี้ยวภูตภาพวาดที่หลงเหลืออยู่ของเทพพิทักษ์จันทราออกมาจากกองเนื้อเยื่อนั้น

เมื่อขาดภูตภาพวาดสองตนนี้ไป เทพมารเนื้อเยื่อก็คงสร้างร่างอวตารออกมาอาละวาดไม่ได้ชั่วคราว

แต่พลังเนื้อเยื่ออันไร้ที่สิ้นสุดก็ยังคงรุกรานโลกนี้อย่างต่อเนื่อง

หลังจากจัดการเสร็จ เขาก็รีบกลับเข้าเมืองเย่าหยางพร้อมกับปู่

"นี่เหรอคุณปู่ของบ้านเรา" จ้าวกงหมิงมองปู่ด้วยความสนใจ จ้องมองสำรวจไม่วางตา "ที่แท้โลกนี้ก็ฝึกตนเข้าสู่วิถีได้ตามปกติงั้นเหรอ

ไม่สิ วิธีการดูเหมือนจะไม่ใช่การเข้าสู่วิถีแบบปกติซะทีเดียว น่าสนใจจริงๆ

สวัสดีครับคุณปู่ ตัวข้าแม้จะเป็นเทพแท้จริง แต่ก็นับว่าเป็นหลานชายในอนาคตของท่านคนหนึ่งครับ"

จ้าวกงหมิงประสานมือคารวะปู่อย่างให้เกียรติ ทั้งในฐานะผู้อาวุโสและในฐานะยอดฝีมือที่มีพลังรบน่าสะพรึงกลัว

"สวัสดีครับ" อู๋ชางหมิงรับไหว้ตามมารยาท

เรื่องที่หลานชายสุดที่รักมีเจตจำนงเทพแท้จริงติดตัวมาด้วย ปู่ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่

ก็ดูผลงานที่อู๋เสียนทำมาตลอดสิ ถ้าบอกว่าไม่มีของดีติดตัวมาเลยคงเป็นไปไม่ได้

ปู่เลยเดาไว้ล่วงหน้าแล้ว

แค่สงสัยว่าทำไมเจตจำนงเทพแท้จริงตนนี้เพิ่งจะโผล่หัวออกมา

"ร่างกายคุณปู่แข็งแรงมาก กายาเต๋าโดยกำเนิดชัดๆ" จ้าวกงหมิงเดาะลิ้นชมเปาะ แววตาแฝงความอิจฉา

ร่างกายที่เข้าหาธรรมชาติแห่งเต๋าได้ขนาดนี้ ถ้าเป็นโลกฝั่งเขา คงนอนเฉยๆ ก็บรรลุเซียนได้สบาย

บอกไม่ตาร้อนก็คงโกหก

ถ้าเลือกได้ เขาอยากได้ปู่มาเป็นร่างสถิตมากกว่าด้วยซ้ำ

ติดตรงที่ผูกติดกับอู๋เสียนไปแล้วนี่สิ

ก่อนหน้านี้ตอนเจอเซวียเจิ้งอิง จ้าวกงหมิงก็ตกใจทีหนึ่งแล้ว มาเจอปู่เข้าอีกคน ยิ่งช็อกหนักเข้าไปใหญ่

ใครจะไปคิดว่ากายาสุดโกงแบบนี้จะโผล่มาทีเดียวสองคน

ถ้าพาคนพวกนี้กลับไปโลกฝั่งเขาได้ พวกสำนักใหญ่ๆ คงแย่งกันรับเป็นศิษย์หัวแตก

"ท่านมาโดยอาศัยม้วนภาพประจำตัวของเจ้าเสียนรึ" ปู่ถามเพื่อความแน่ใจ

"ถูกต้อง"

ได้ยินแบบนั้น ปู่ก็พยักหน้ายิ้ม ความกังวลในใจพลันมลายหายไป

การที่เจตจำนงเทพแท้จริงลงมาจุติในโลกม้วนภาพ แม้จะเป็นผลดีต่อโลก แต่สำหรับตัวผู้ถูกเลือกเอง ย่อมมีความเสี่ยงแฝงอยู่

แต่กรณีของม้วนภาพประจำตัวถือเป็นข้อยกเว้น

ในทางทฤษฎีคือปลอดภัยหายห่วง

จ้าวกงหมิงดูออกว่าปู่กังวลเรื่องอะไร ก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ

พูดตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะม้วนภาพประจำตัวผูกมัดกับร่างต้นแน่นหนาขนาดนี้ เขาอาจจะมีความคิดแบบนั้นจริงๆ ก็ได้

แหม ก็ร่างใหม่สดซิงแถมมีบ่อเงินบ่อทองแห่งแต้มบุญรออยู่ ใครบ้างจะไม่หวั่นไหว

ถึงบอกว่าอนาคตรวมร่างกับอู๋เสียนก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่ใครบ้างไม่อยากมีความเป็นตัวของตัวเอง

"จะว่าไป พวกท่านที่เป็นเจตจำนงเทพแท้จริงจากต่างโลก มาที่โลกเราเพื่ออะไรกันแน่" ปู่ถามด้วยความสงสัย

"เอ่อ อู๋เสียนไม่ได้บอกท่านเหรอ พวกเราส่วนใหญ่มาโดยอุบัติเหตุ แล้วก็ติดแหง็กอยู่ที่นี่" จ้าวกงหมิงหัวเราะแห้งๆ "อีกอย่าง คำว่าจากต่างโลก ข้าไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่

ถ้าเป็นเทพจากต่างโลกจริงๆ แล้วทำไมก่อนพวกข้าจะมา ถึงมีเงาฉายกฎเกณฑ์ของพวกข้าปรากฏอยู่ในโลกนี้ล่ะ"

ฟังดังนั้น อู๋ชางหมิงก็ตกอยู่ในห้วงความคิด "ท่านหมายความว่า โลกม้วนภาพเดิมทีก็มีพลังส่วนหนึ่งของพวกท่านแฝงอยู่?"

"แน่นอน" จ้าวกงหมิงตอบอย่างปวดหัว "แต่ที่แปลกคือ ก่อนจะข้ามมา พวกข้าสัมผัสถึงพลังในโลกนี้ไม่ได้เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีสถานที่มหัศจรรย์แบบนี้อยู่

สาเหตุที่แท้จริง ข้าเองก็ยังมองไม่ออก เทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์จักรกลกับคนอื่นๆ ก็คงเหมือนกัน"

อู๋ชางหมิงพยักหน้าเข้าใจ ไม่ซักไซ้ต่อ

เรื่องระดับแก่นแท้ของโลกแบบนี้ ชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องที่ "คนธรรมดา" อย่างพวกเขาต้องไปขบคิด

ปู่กับจ้าวกงหมิงคุยกันถูกคอขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนอู๋เสียนกำลังเร่งเร้าให้ตี้ทิงตรวจสอบสถานการณ์

"เป็นไง ได้เรื่องไหม" อู๋เสียนถามเสียงเครียด "เทพมารตนนั้นสถานการณ์เป็นไงแน่"

"จากที่ดู เทพมารตนนั้นน่าจะข้ามมาโดยตรงไม่ได้ หรือจะพูดว่าข้ามมาแล้วก็ได้" ตี้ทิงทำหน้าพิลึก

"พูดภาษาคนสิเฮ้ย"

ตี้ทิงอธิบาย "อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ทางฝั่งรอยแยกมิตินั้นคือโลกที่เต็มไปด้วยเนื้อเยื่อ และเนื้อเยื่อพวกนั้นก็คือร่างต้นของมัน หรือจะพูดว่าโลกทั้งใบทางฝั่งนั้นคือร่างต้นของมันก็ได้

สถานการณ์ตอนนี้คือ รูมันเล็กเกินไป มุดข้ามมาไม่ได้ หรือมุดมาได้แค่ส่วนนี้

ต่อจากนี้ก็คงเหมือนบีบยาสีฟัน ค่อยๆ บีบข้ามมาทีละนิด หรือไม่ก็ใช้วิธีสร้างร่างอวตารเนื้อเยื่อแบบเมื่อกี้ข้ามมาแทน"

ได้ยินแบบนั้น อู๋เสียนก็ตกใจระคนแปลกใจ

ตกใจที่ร่างต้นของเทพมารน่ากลัวขนาดนั้น เป็นก้อนเนื้อยักษ์ขนาดเท่าโลกใบนึงเลยเหรอ

ส่วนที่แปลกใจก็คือสถานการณ์ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ของเทพมารเนื้อเยื่อตนนี้

ตัวใหญ่เกิน รูเล็กไป คิดแล้วก็ตลกพิลึก

ข่าวดีคือ ช่วงสั้นๆ นี้ไม่ต้องห่วงว่าเทพมารเนื้อเยื่อจะลงมาจุติในโลกม้วนภาพแบบเต็มตัว

ข่าวร้ายคือ สักวันมันต้องมาแน่ เพราะรูรั่วถูกฉีกออกแล้ว

จากนั้น เขาติดต่อผ่านจักรกล-เต้าเต๋อเทียนจุนไปคุยกับเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์จักรกล ความกังวลก็ลดลงไปอีกเปราะ

ตามการวิเคราะห์ของเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์จักรกล รอยแยกมิตินี้เหมือนกับช่องโหว่ที่เกิดจากอาการบาดเจ็บของ "ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์"

ตราบใดที่ "ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์" ยังร่อแร่ ช่องโหว่นี้ก็ยากจะถูกฉีกให้กว้างขึ้น

ปัญหาหลักที่พวกเขาต้องเผชิญตอนนี้ คือพลังเนื้อเยื่อที่ทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และการล่มสลายของเมืองเย่าหยางจากการแทรกซึมของแดนมาร

"รีบอัญเชิญเต้าเที่ยออกมาเถอะ แล้วเอาไปเฝ้าหน้าประตูมิติให้กินบุฟเฟต์ไปเลย" จ้าวกงหมิงวิเคราะห์ "แต่พลังของเต้าเที่ยต้องกดข่มเทพมารตนนั้นได้นะ

ถ้าสามารถปลูกถ่ายสายเลือดสัตว์ร้ายพันธุ์พิเศษนั่นได้สำเร็จ เงื่อนไขก็น่าจะลดลงมาได้หน่อย"

"รับทราบ" อู๋เสียนพยักหน้าจริงจัง

พูดง่ายๆ ถ้าจะเอา [เต้าเที่ย] ไปเฝ้าหน้าประตูมิติกินบุฟเฟต์ อย่างน้อยเต้าเที่ยต้องมีความสามารถต้านทานพลังเนื้อเยื่อนั้นได้ด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นยังไม่ทันได้กิน จะโดนฝ่ายตรงข้ามจับกลืนเป็นพวกเดียวกันซะก่อน

และถ้าเต้าเที่ยถูกกลืนกินกลายเป็น "ร่างอวตาร" ของเทพมารเนื้อเยื่อ งานนี้คงขำไม่ออก

ดูจากทรงแล้ว อย่างน้อยต้องเป็นเต้าเที่ยม้วนภาพแกนหยก แถมควรใส่สสารต้นกำเนิดกฎเกณฑ์เข้าไปด้วย ให้แตะระดับกึ่งแกนดำ

เพราะตอนนี้เต้าเที่ยยังไม่มีพลังอาณาจักรเทพหนุนหลัง ต้องพึ่งพื้นฐานของม้วนภาพล้วนๆ ไปวัดกัน

ดังนั้น สเปคและวัสดุของเต้าเที่ยตัวนี้ต้องจัดเต็มให้สุด!

หรือจะเปลี่ยนแนวคิด

หาทางผสานสายเลือด "สัตว์ร้าย" เข้าไปในม้วนภาพเต้าเที่ย ให้ได้ผลลัพธ์กินไปวิวัฒนาการไป แบบนี้ก็ไม่ต้องใช้เต้าเที่ยระดับสูงมากก็ได้

ทำแค่ระดับทองคำก็พอ ช่วงแรกเสียเวลาคอยคุ้มกันหน่อย รอให้เติบโตวิวัฒนาการได้ที่ ค่อยปล่อยให้หากินเอง

อู๋เสียนคิดจะทำควบทั้งสองทาง

รวบรวมวัสดุระดับสูงเกี่ยวกับเต้าเที่ยจากทุกช่องทาง เตรียมทำเต้าเที่ยระดับเทพ

ระหว่างนั้นก็ร่วมมือกับโจวฉีวิจัยการปลูกถ่ายและผสานสายเลือดสัตว์ร้าย ถ้าสำเร็จก็ประหยัดแรงไปได้เยอะ ถ้าไม่สำเร็จก็ยังมีแผนสำรอง

ตามหลักแล้ว เต้าเที่ยที่เป็นหนึ่งในสี่สัตว์อสูรบรรพกาล น่าจะมีจุดที่เข้ากันได้กับสายเลือด "สัตว์ร้าย" อยู่บ้าง

โอกาสสำเร็จน่าจะสูงทีเดียว

รายละเอียดคงต้องรอดูตอนลงมือทำจริง

พอดีสวีชิงซานก็จะมาด้วย มีผู้เชี่ยวชาญระดับวงในมาช่วย โอกาสสำเร็จยิ่งมากขึ้นไปอีก

ไม่นานนัก อู๋เสียนกลับมาถึงน่านฟ้าเมืองเย่าหยางด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง

ด้วยการปรากฏของรอยแยกมิติ การรุกรานเต็มรูปแบบของขุมนรกเนื้อเยื่อ และการแทรกซึมของแดนมาร

โครงสร้างม้วนภาพฟ้าดินของเมืองเย่าหยางสั่นคลอนจวนเจียนจะพังทลาย เหมือนเทียนไขกลางพายุ

แต่จุดจบของเมืองเย่าหยางไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลักคือสภาพการสู้รบอันน่าสยดสยองภายในเมือง

มองลงไปเห็นแต่แขนขาและหนวดระยางบิดเบี้ยวแกว่งไกวเต็มไปหมด

แม้เนื้อเยื่อในเมืองเย่าหยางจะถูกโรคระบาดปกคลุม แต่ถึงจะเน่าเฟะแค่ไหน แขนขาและหนวดระยางเหล่านั้นก็ยังคงอาละวาดไม่หยุด

การกัดกร่อนของโรคระบาดต้องใช้เวลา

นอกจากนี้ มอนสเตอร์ที่เกิดจากเนื้อเยื่อก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

เหล่าผู้ควบคุมภูตและกองกำลังต่อต้านในเมืองเย่าหยางแม้จะเก่งกาจ แต่คนย่อมมีความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง ในขณะที่เนื้อเยื่อไร้สิ้นสุดพวกนั้นไม่มี

เวลานี้ที่อีกฟากของเมืองเย่าหยาง พี่สะใภ้รองคุนโย่วเนียงก็นำทัพเผ่าแมลงมาสมทบแล้ว

มอนสเตอร์แมลงยักษ์จำนวนมากนำฝูงแมลงมหาศาล ลัดเลาะไปตามซอกมุมต่างๆ ของเมืองเย่าหยาง วางไข่ขยายพันธุ์ ใช้แผน "คลื่นมนุษย์" สู้กลับ

แต่ก็ยังติดปัญหาเดิม สเกลและปริมาณของพลังเนื้อเยื่อมันมหาศาลเกินไป

"ไม่ไหวแล้ว... ไม่ไหวแล้ว... อั๊วแดกไม่ไหวแล้วโว้ย ใครจะกินก็กินไป อึก..."

กลางฝูงแมลงที่กำลังตะลุมบอน หนอนยักษ์สามหัวระดับลอร์ดแปลงร่างเป็นมนุษย์นอนแผ่หลากลางทะเลสาบเนื้อเน่า ทำหน้าสิ้นหวังเหมือนท้องจะแตก

ลูกหลานแมลงรอบข้างตัวอื่นๆ ก็พุงกางกันถ้วนหน้า สงสัยในชีวิตแมลงกันเป็นแถว

เผ่าแมลงอื่นอาจจะรังเกียจเนื้อเน่าที่โดนโรคระบาดเล่นงาน แต่พวกมันดันเป็นพวกกินซากกินของเน่า กินได้ไม่มีภาระทางใจ

ติดแค่ว่า "อาหาร" มันเยอะเกินไป กินไม่หมด กินยังไงก็ไม่หมด!

อีกด้านหนึ่ง กองทัพยมโลกกำลังนำโดยสมาชิกสโมสร ไล่ล่าสังหารไปทั่วทุกมุมเมือง

ในจำนวนนั้นมีทหารผีที่ถูกจ้าวกงหมิง "ชุบเลี้ยง" เป็นผีโรคระบาดอยู่ไม่น้อย

ทีมของเจ๊เถียวจากสำนักเครื่องจักรก็กำลังสู้ยิบตา ฟังจากที่เจ๊เถียวบอก กองทัพใหญ่ของสำนักเครื่องจักรก็น่าจะใกล้มาถึงแล้ว

และดูจากสถานการณ์ สำนักเครื่องจักรน่าจะเพิ่มกำลังพลมาอีกเพียบ

กลับมาที่ฝั่งสโมสร

เพราะมี [ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง] คอยคุ้มครอง พื้นที่รอบสโมสรจึงยังไม่ถูกแดนมารแทรกซึม

แต่เมื่อเมืองเย่าหยางกำลังจะล่มสลาย พลังของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองก็อ่อนแรงลงเรื่อยๆ พลังเนื้อเยื่อที่ลามมาจากรอบด้านเริ่มบีบอัดเข้ามา กองทับถมกันจนกลายเป็นแอ่งกระทะขนาดเล็กที่มีภูเขาเนื้อล้อมรอบ

อาจารย์พี่เซวียหลิงหลิงยังคงคุมสถานการณ์อยู่ที่สโมสร สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ที่มากยิ่งกว่าคือความโศกเศร้าและเจ็บใจ

"สถานการณ์เป็นไงบ้างครับ" อู๋เสียนถามด้วยความหนักใจ

"พอจะยันไหว แต่เรื่องการสูญเสียคงหลีกเลี่ยงไม่ได้..." เซวียหลิงหลิงสีหน้าเศร้าหมอง "ตอนนี้พี่น้องเราตายไปไม่น้อย กลุ่มผู้ควบคุมภูตอิสระยิ่งตายกันเกลื่อน

แล้วก็... ตู้กออีฝานกับลุงจางหน้าปรุก็เสียชีวิตแล้ว"

อู๋เสียนชะงักงัน ก่อนจะเงียบไป ความรู้สึกหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนถาโถมเข้ามาในใจ

ตัวเลขความสูญเสียแต่ละตัว คือชีวิตที่เคยมีเลือดเนื้อ มีความกล้าหาญ กดทับลงบนบ่าของพวกเขาอย่างหนักหน่วง

และเบื้องหลังทุกชีวิต คือครอบครัวหนึ่งครอบครัว

แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ในชาติก่อนที่ไม่กล้ากลับบ้านเกิด คงรู้สึกแบบเดียวกันสินะ

แต่ในขณะที่อู๋เสียนกำลังโศกเศร้า จ้าวกงหมิงก็พูดประโยคหนึ่งที่ทำเอาเขาเอ๋อไปเลย "โครงร่างยมโลกก็อยู่ในมือนายแล้ว จะมานั่งเศร้าหาพระแสงอะไร?"

"หือ?!" อู๋เสียนเปลี่ยนจากเศร้าเป็นดีใจทันควัน

นั่นสิ ยมโลกกลัวคนตายที่ไหนกันเล่า?

"อาจารย์พี่ เร็วเข้า เรียกสมาชิกระดับแม่ทัพยมโลกมาส่วนหนึ่ง รีบไปรับวิญญาณพี่น้องที่ตายมาที่ป้อมสังเกตการณ์ยมโลกด่วน" อู๋เสียนตื่นเต้นขึ้นมาทันที

เซวียหลิงหลิงไม่เข้าใจ "จะส่งพวกเขาครั้งสุดท้ายเหรอ แต่นี่มันช่วงวิกฤตนะ"

เห็นได้ชัดว่า ในสายตาของเซวียหลิงหลิงและทุกคนในสโมสร ยมโลกก็แค่ที่สำหรับส่งคนตายไปเกิดใหม่

"วางใจเถอะ ขอแค่พวกเขายังมีวิญญาณอยู่ ก็ไม่มีวันตายจริง!" อู๋เสียนหัวเราะลั่น

"อะไรนะ" เซวียหลิงหลิงและสมาชิกสโมสรต่างตกใจระคนดีใจ "หรือว่า..."

อู๋เสียนยิ้มไม่ตอบ แต่ก็เท่ากับยอมรับกลายๆ

ชั่วพริบตา ฝูงชนที่เคยจมอยู่ในความโศกเศร้าก็พากันดีใจจนเนื้อเต้น

ครู่ต่อมา ทีม "หน่วยรับส่งวิญญาณนักรบ" ที่นำโดยเซวียชิงหยางและคนอื่นๆ ก็ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว เริ่มนำม้วนภาพแม่ทัพยมโลกออกไปรับวิญญาณนักรบที่ตายในเมืองเย่าหยาง

ส่วนกลุ่มอู๋เสียนก็รีบไปที่ป้อมสังเกตการณ์ยมโลกทันที

ปู่ในฐานะผู้ถือครองพญายมราช กลับมาประจำการทำงานอีกครั้ง

"ส่งวิญญาณคืนชีพต้องจ่ายค่าตอบแทนใช่ไหมครับ"

อู๋เสียนค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง เริ่มปรึกษากับจ้าวกงหมิง

"แน่นอน การกระทำที่ฝืนกฎธรรมชาติย่อมต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน" จ้าวกงหมิงตอบเรียบๆ "แต่พวกเด็กๆ ของเจ้ายังดีที่มีแต้มบุญติดตัว การส่งกลับมาเกิดใหม่ถือว่าถูกกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม

แต่ชาวเมืองเย่าหยางที่ตายไป ต้องจ่ายค่าตอบแทน"

"ค่าตอบแทนอะไรครับ"

อู๋เสียนสูดหายใจลึก เตรียมใจจะจ่ายหนัก

"อะไรก็ได้" จ้าวกงหมิงตอบ "เช่นแต้มบุญที่เจ้ากับข้าสะสมมา หรือพลังอาณาเขตของยมโลกตอนนี้"

"แต้มบุญกับพลังอาณาเขตเหรอครับ" อู๋เสียนครุ่นคิด

พลังอาณาเขตยมโลก จริงๆ ก็คือหลอดค่าประสบการณ์ในการอัปเกรดป้อมสังเกตการณ์ยมโลก

ถ้าใช้พลังนี้ ยมโลกจะเลเวลลด หรืออาจถึงขั้นระดับตก

"แต้มบุญไม่เอาดีกว่า อย่างแรกคือเสียดาย" จ้าวกงหมิงว่า "อย่างที่สองคือแต้มบุญแค่นี้ช่วยคนได้ไม่กี่คนหรอก"

"งั้นคงต้องยอมให้ยมโลกเลเวลลดสินะ" อู๋เสียนจนใจ แต่ไม่ลังเลสักนิด

เลเวลลดเดี๋ยวค่อยปั๊มใหม่ก็ได้

"บางที อาจจะมีอีกวิธี" จ้าวกงหมิงยิ้ม

"วิธีไหนครับ" อู๋เสียนตาวาว

"ง่ายมาก เอาชีวิตแลกชีวิต" จ้าวกงหมิงเย้าแหย่ "ใช้อายุขัยของเจ้า แลกกับการเกิดใหม่ของวิญญาณเหล่านั้น"

"นี่มัน..."

อู๋เสียนอึ้งไปพักใหญ่ เกือบจะหลุดขำออกมา

สำหรับเขา นี่มันต่างอะไรกับของฟรี?

ถึงตอนนี้กำลังการผลิตยายุวัฒนะจะจำกัด แต่การช่วยชีวิตพี่น้องนักรบไม่ได้รีบขนาดนั้น ค่อยๆ จัดการทีหลังก็ได้

หรือจะให้ทุกคนฟื้นคืนชีพมาก่อนสักปี หรือสักเดือน แล้วค่อยๆ เติมวันเวลาให้ทีหลัง

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 455 - ยมโลกกลัวคนตายที่ไหน?

คัดลอกลิงก์แล้ว