- หน้าแรก
- ในเมื่อจนนักก็วาดเทพเจ้าแห่งโชคลาภขึ้นมาซะเลย
- บทที่ 454 - มหาศึกปะทะร่างอวตารเทพมาร
บทที่ 454 - มหาศึกปะทะร่างอวตารเทพมาร
บทที่ 454 - มหาศึกปะทะร่างอวตารเทพมาร
"เทพมารตนนี้ยืมม้วนภาพเทพสุริยันมาปรากฏกาย บางทีอาจจะแก้ทางจากจุดนี้ได้" จ้าวกงหมิงวิเคราะห์ "ด้วยความหยิ่งทระนงของเทพสุริยัน ย่อมไม่มีทางยอมก้มหัวให้พลังของเทพมารแน่"
อู๋เสียนดวงตาไหววูบ "พยายามปลุกพลังของเทพสุริยันเหรอครับ"
"ถูกต้อง" จ้าวกงหมิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ทำแบบนี้ก็จะยืมพลังของเทพสุริยันมาประสานโจมตีจากภายในได้ แต่เท่าที่ข้าสังเกต คนตรงหน้าเป็นแค่ร่างอวตารหนึ่งของเทพมารตนนั้น
ต่อให้ทำลายเจ้านี่ได้ ก็อาจจะไม่ระคายผิวร่างจริงของเทพมารเท่าไหร่"
"งั้นก็จัดการเจ้านี่ให้ถอยไปก่อน" อู๋เสียนเข้าใจแจ่มแจ้ง
ส่วนวิธี "ปลุก" พลังของเทพสุริยัน คงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่า [เทพนักษัตรไก่] อีกแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่า ตอนนี้เทพนักษัตรไก่วิวัฒนาการจนมีค่าเทวสภาพแล้ว
คราวก่อนขันทีเดียวเล่นเอาพระอาทิตย์ในโลกแมลงแทบจะโผล่หัวออกมา
ตอนนี้ถึง "เทพสุริยัน" ตนนี้จะไม่สมบูรณ์ แต่ขอแค่มีชีพจรกฎเกณฑ์ของเทพสุริยันอยู่ ก็ต้องถูก [ขันขานรับอรุณ] ปลุกให้ตื่นแน่นอน
"ในเมื่อพูดไม่รู้เรื่อง งั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจก็แล้วกัน" เทพสุริยันเนื้อเยื่อแสยะยิ้มเย็นชา "เมืองเย่าหยางเป็นของข้ามาตั้งแต่ต้น ตอนนี้ก็ย่อมเป็นของข้า"
สิ้นคำ พลังเนื้อเยื่ออันบ้าคลั่งก็ระเบิดออกมา
ชั่วพริบตา ฟ้าดินก็กลายเป็นสีแดงฉาน ราวกับแม้อากาศก็ยังกลายเป็นเลือดเหนียวหนืด
ทุกคนในที่นั้นตั้งท่ารับมือศัตรู
คำพูดของฝ่ายตรงข้าม ทำให้อู๋เสียนและทุกคนตกใจอีกครั้ง
หมายความว่าไงที่บอกว่าเมืองเย่าหยางเป็นของมันมาตั้งแต่ต้น
"หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นนายกเทศมนตรีรุ่นก่อนๆ ในประวัติศาสตร์" ชุยเหวินเซวียนขมวดคิ้ว สงสัยไม่หาย
"ไม่น่าใช่" ผู้อาวุโสสมาคมคนหนึ่งแย้งขึ้นมา "คนผู้นี้ดูเหมือนจะมีตัวตนมาตั้งแต่ตอนก่อตั้งโลกเบื้องบนแล้ว เผลอๆ อาจเป็นนายกเทศมนตรีรุ่นแรกสุด"
ได้ยินแบบนั้น ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"นายกเทศมนตรีรุ่นแรก?" อู๋เสียนอุทาน "หรือว่าคนผู้นี้คือจิตรกรม้วนภาพรุ่นแรกที่วาดเมืองเย่าหยางขึ้นมา แต่ว่า..."
"ก็ไม่แน่เสมอไป" ชุยเหวินเซวียนครุ่นคิด "นายกเทศมนตรีรุ่นแรกกับผู้สร้างอาจจะไม่ใช่คนเดียวกัน อีกอย่างผู้สร้างเมืองเย่าหยางจะเป็นจิตรกรม้วนภาพสายมารได้ยังไง"
สรุปคือ ประโยคเดียวเผยข้อมูลออกมาเยอะเกินไป จนทุกคนย่อยข้อมูลแทบไม่ทัน
เฉินซื่อหลงอาจจะเพราะเหตุผลนี้ ถึงได้ปิดบังเรื่องการมีอยู่ของเทพมารตนนี้
แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ไม่มีทางยกเมืองเย่าหยางให้มันแน่
"ขอโทษที เมืองเย่าหยางเป็นของชาวเมืองเย่าหยางทุกคน" ชุยเหวินเซวียนระเบิดพลัง นำสามยอดเซียนปราบมารเข้าปะทะ "ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง"
"เหอะ" เทพมารเนื้อเยื่อหัวเราะเยาะ "เช่าบ้านอยู่นานเข้า ก็ทึกทักเอาเองว่าบ้านเป็นของตัวเองงั้นสิ"
ฟังผ่านๆ คำพูดฝ่ายตรงข้ามก็ดูมีเหตุผล
แต่พอลองตรองดูดีๆ มันคนละเรื่องกันชัดๆ
"บางทีในอดีต [ม้วนภาพเมืองเย่าหยาง] อาจจะเป็นของแก แต่ตอนนี้เมืองเย่าหยางไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง" ชุยเหวินเซวียนโต้กลับอย่างใจเย็น
เหตุผลง่ายนิดเดียว
ที่ม้วนภาพฟ้าดินเรียกว่าม้วนภาพฟ้าดิน ก็เพราะมันจะหลอมรวมเข้ากับฟ้าดิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของฟ้าดิน
ยกตัวอย่าง [ภูเขาฮัวกั่ว] ของอู๋เสียน
ก่อนจะสร้างเสร็จ อู๋เสียนย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในภูเขาฮัวกั่ว แต่พอสร้างเสร็จแล้ว มันก็เป็นส่วนหนึ่งของโลกมนุษย์
จะมาบอกว่าโลกทั้งใบเป็นของแกคนเดียวได้ไง
โลกจะเป็นของส่วนตัวได้ไง
ต่อให้เป็น "เจ้าของ" ในระบอบศักดินา ก็เป็นแค่เจ้าของชั่วคราวเท่านั้น
โลกนี้เป็นของส่วนรวม ไม่มีทางเป็นของใครคนเดียว
เทพมารตรงหน้าต่อให้เป็นจิตรกรที่วาดเมืองเย่าหยางในอดีต อย่างมากก็เป็นแค่สถาปนิกที่ออกแบบบ้านหลังนี้ ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์
และต่อให้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ก็เป็นแค่ "เจ้าที่ดิน" ภายใต้กฎเกณฑ์เท่านั้น
ไม่มีใครครอบครองผืนดินนี้ได้จริง นอกจากฟ้าดินเอง
เหมือนที่ชุยเหวินเซวียนบอก ตอนนี้เมืองเย่าหยางเป็นของชาวเมืองทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง
"น่าสนใจ" เทพมารเนื้อเยื่อเหยียดยิ้ม "พวกมดปลวก หลงตัวเองชะมัด
แต่ก็ช่างเถอะ ขอแค่พวกเจ้ายินยอม ก็เป็นส่วนหนึ่งของโดโจข้าได้เหมือนกัน"
พูดจบ ก็ไม่พล่ามอีกต่อไป พลังจากเทพมารระเบิดออกมาเต็มพิกัด
ตูม ตูม ตูม
เนื้อเยื่อในฟ้าดินเริ่มบิดเบี้ยว ดิ้นพล่าน งอกแขนขาและหนวดระยางน่าเกลียดออกมามากมาย ราวกับขนในลำไส้ยักษ์ เริ่มไล่ฆ่าทุกคนในที่นั้น รวมถึงมอนสเตอร์จากอีกสามมิติ
สงครามปะทุขึ้นทันที
"ในเมื่อเป็นพวกแก่กะโหลกที่ตกค้างมาจากอดีต ก็ควรจะตามประวัติศาสตร์ลงหลุมไปซะ ไม่ใช่ตะกายออกมาจากโลงมาสร้างความวุ่นวายให้ลูกหลาน"
ชุยเหวินเซวียนแค่นเสียงเย็น สามยอดเซียนปราบมารลงมือพร้อมกัน
ลวี่ต้งปินที่เป็นผู้นำ สะบัดปราณกระบี่พลังหยางบริสุทธิ์กรีดผ่านท้องฟ้า ตัดหนวดเนื้อเยื่อที่น่าขยะแขยงขาดกระจุย
ยอดฝีมือจากกองทัพและสมาคมต่างก็ลงมือ เข้าร่วมในมหาศึกสะเทือนฟ้าดินครั้งนี้
บนท้องฟ้า ดวงตาของเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์จักรกลมองดูการต่อสู้เบื้องล่างอย่างสงบ พลังของอาณาจักรเทพจักรกลเริ่มปั่นป่วนไม่สงบ
เวลานี้เทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์จักรกลดูเหมือนจะกำลังเปลี่ยนโหมด
ดวงตาที่เคยเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดวงตาที่เปล่งแสงสีเทาดำแห่งการทำลายล้าง แม้แต่รูปทรงของดวงตาก็เปลี่ยนไป ดูดุดันเฉียบคมขึ้น
ตูม
แสงเทพสีเทาดำทะมึนพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ถล่มใส่เทพพิทักษ์สุริยันเนื้อเยื่ออย่างไร้ปรานี
ตอนนี้ ต้องเรียกว่าแสงเทพทำลายล้างแล้ว
ทางฝั่งจ้าวกงหมิงก็ไม่ได้อยู่เฉย ในร่างเทพโรคระบาด เขาเริ่มแพร่กระจายโรคระบาดสยองขวัญไปทั่วบริเวณ กดดันพลังเนื้อเยื่อของเทพมารจากรากฐาน
อู๋เสียนมีรัศมีแห่งความมั่งคั่งล้อมรอบตัว ม้วนภาพแกนหยกเทพนักษัตรไก่ลอยอยู่ข้างกาย
"หือ"
เทพพิทักษ์สุริยันเนื้อเยื่อที่เพิ่งถูกแสงเทพทำลายล้างยิงแตก เพิ่งจะรวมร่างใหม่ พอเห็นเทพนักษัตรไก่ข้างกายอู๋เสียน แววตาก็ไหววูบ ลางสังหรณ์ไม่ดีแวบเข้ามาในใจ
"กลิ่นอายของค่าเทวสภาพ" เทพมารเนื้อเยื่อสีหน้าเปลี่ยนไปมา "มีคนหลอมรวมค่าเทวสภาพในม้วนภาพได้โดยไม่ต้องมีเจตจำนงเทพแท้จริงงั้นรึ"
อาจเพราะเกิดความสนใจในตัวอู๋เสียน
เทพมารเนื้อเยื่อวูบเดียวก็มาโผล่ตรงหน้าอู๋เสียน ยกมือหมายจะจับตัวอู๋เสียน
แต่กลับถูกรัศมีแห่งความมั่งคั่งรอบตัวอู๋เสียนกันไว้
"ไม่สิ นี่มันพลังอะไรกัน ถึงกับต้านข้าได้"
อู๋เสียนถอยฉากด้วยความตกใจ สัมผัสได้ว่ารัศมีแห่งความมั่งคั่งลดฮวบฮาบจนใจหาย
เมื่อกี้ที่กันเทพมารได้ ไม่ใช่แค่รัศมีแห่งความมั่งคั่ง แต่ยังมีชั้นพลังธูปเทียนและแต้มบุญช่วยซับแรงไว้อีกชั้น
"น่าสนใจ เจ้าหนู ดูเหมือนเจ้าจะไม่ใช่ผู้ถูกเลือกทั่วไปนะเนี่ย"
เทพมารยิ่งสนใจอู๋เสียนมากขึ้น กำลังจะบุกเข้ามาจับตัวอู๋เสียนต่อ แต่ถูกม้วนภาพแกนหยกเทพนักษัตรไก่และตี้ทิงขวางไว้
ขณะเดียวกัน จ้าวกงหมิงก็ส่งการสนับสนุนข้ามอากาศมาถึง
เหนือหัวอู๋เสียน เมฆสายฟ้าที่เต็มไปด้วยแรงกดดันก่อตัวขึ้น สายฟ้าแลบแปลบปลาบในเมฆดำ ราวกับพลังสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวกำลังก่อตัว
อู๋เสียนไม่รอช้า เรียกจักรกล-เต้าเต๋อเทียนจุนออกมา เปิดค่ายกลจักรวาลจักรกล
จากนั้น ยี่สิบสี่มุกตรึงสมุทรก็ลอยวนออกมา เปล่งแสงรัศมีห้าสี
เทพมารเนื้อเยื่อตาบอดฉับพลัน ลืมตาไม่ขึ้น ประสาทสัมผัสทั้งหมดถูกตัดขาดทันที
เปรี้ยง
สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ถาโถมลงมาดั่งมังกรสายฟ้า ฟาดใส่เทพมารเนื้อเยื่อ
นี่ไม่ใช่คาถาสายฟ้าหรือไฟฟ้าธรรมดา แต่เป็นสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่มีพลังอำนาจแห่งฟ้าดิน
และนี่คือร่างสุดยอดของ [บัญชาสายฟ้า] หลังจากจ้าวกงหมิงมีค่าเทวสภาพ
พลังของทัณฑ์สวรรค์ไม่ต้องพูดถึง
เทพมารเนื้อเยื่อหลบไม่พ้น โดนสายฟ้าฟาดจนตัวเละเทะไหม้เกรียม เนื้อเยื่อประหลาดนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากบาดแผล แล้วก็ถูกสายฟ้าเผาไหม้อีกรอบ
ทั้งตัวเหมือนเกิดปฏิกิริยาเคมีบางอย่าง
ภายใต้การทำลายล้างและเผาผลาญของสายฟ้า ร่างกายขยายตัวบิดเบี้ยวกลายเป็นก้อนเนื้อไหม้เกรียม
ตูม
ก้อนเนื้อไหม้ที่ทับซ้อนกันระเบิดออก
เทพมารเนื้อเยื่อพุ่งออกมาเหมือนเกิดใหม่ หน้าเขียวคล้ำ "ไอ้พวกเวร"
วินาทีต่อมา แสงสีทองสองสายก็พุ่งเข้าใส่
ฉับ
เทพมารเนื้อเยื่อที่กำลังด่ากราดถูกตัดขาดครึ่งตัว
น่าเสียดายที่พลังทำลายของกรรไกรทองคำคู่มังกรไม่มีผลกับเทพมารเนื้อเยื่อเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่ขัดจังหวะและก่อกวน
เพราะไอ้หมอนี่ต่อให้โดนแสงเทพทำลายล้างยิงจนไม่เหลือซาก ก็ยังรวมร่างใหม่ได้
ซู่ ซู่ ซู่
เป็นไปตามคาด เทพมารเนื้อเยื่อที่ถูกตัดครึ่งท่อนเริ่มสมานแผลกลับมาอย่างรวดเร็ว
"น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ เจ้าหนูนี่ชักจะทำให้ข้าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ"
เทพมารเนื้อเยื่อจู่ๆ ก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
แต่น่าเสียดายที่หัวเราะได้ไม่กี่ที ก็ถูกเสียงไก่ขันอันเป็นเอกลักษณ์ขัดจังหวะ
เทพนักษัตรไก่ภายใต้การควบคุมของอู๋เสียน อาศัยจังหวะนี้ โก่งคอขัน
เสียงขันขานรับอรุณดังก้อง ฟ้าดินเปลี่ยนสี
"หือ" เทพมารเนื้อเยื่อสะดุ้ง สีหน้าแข็งค้างดูไม่จืด
พลังของเทพพิทักษ์สุริยันในร่างอวตารนี้ดูเหมือนจะถูกเสียงไก่ขันปลุกให้ตื่นขึ้น เริ่มอาละวาดในตัวเขา จำกัดการใช้พลังของเขาอย่างมาก
ด้านบน เทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์จักรกลเห็นโอกาส ยิงแสงเทพทำลายล้างลงมาตูมหนึ่ง เป่าร่างนั้นกระจุย
คราวนี้ กระบวนการรวมร่างใหม่ของเทพมารเนื้อเยื่อช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
"ไอ้ร่างอวตารบัดซบ ก็แค่ของกึ่งสำเร็จรูปที่ตกค้างมาจากอดีต คิดจะต่อต้านข้าเรอะ"
เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นของเทพมารเนื้อเยื่อดังก้องมาจากเนื้อเยื่อที่กำลังถักทอกันอยู่กลางอากาศ
"อย่าเพิ่งรีบ เพิ่งจะเริ่มต้นเอง"
อู๋เสียนแสยะยิ้ม ข้างกายม้วนภาพแกนหยกเทพนักษัตรไก่ ปรากฏเงาร่างของเทพนักษัตรอีกหกตน
เจ็ดนักษัตรพยัคฆ์ขาวประจำที่
วิง
อาณาจักรเทพเซิ่งหลิงปรากฏขึ้นข้างอาณาจักรเทพจักรกล กางท้องฟ้าดวงดาวอันลึกล้ำโบราณออกมา
เสียงเสือคำรามสะเทือนวิญญาณดังมาจากส่วนลึกของดวงดาว แสงดาวเจิดจรัสส่องสว่างทั่วฟ้าดิน
วินาทีนี้ [พยัคฆ์ขาวศักดิ์สิทธิ์] ที่ได้รับการเสริมพลังจากอาณาจักรเทพเซิ่งหลิงได้เผยโฉมอย่างแท้จริง แค่ไอสังหารที่แผ่ออกมารอบตัว ก็ทำให้เขี้ยวเล็บและหนวดระยางเนื้อเยื่อรอบๆ สลายกลายเป็นจุณ
เทพมารเนื้อเยื่อที่กำลังรวมร่างใหม่ถึงกับเอ๋อรับประทาน
"บ้าเอ๊ย นั่นมันตัวบ้าอะไรวะ"
ชั่วขณะหนึ่ง พลังที่กำลังรวมตัวใหม่ถูกกดดันจนราบคาบ
จากนั้นภายใต้การตะปบอันรุนแรงของพยัคฆ์ขาวศักดิ์สิทธิ์ ร่างนั้นก็แตกกระจายโดยสมบูรณ์ ตัดขาดการเชื่อมต่อระหว่างจิตสำนึกกับพลังของ [เทพพิทักษ์สุริยัน] อย่างสิ้นเชิง
และหลังจากเทพมารเนื้อเยื่อถูกทำลายจนสิ้นซาก ก็เหลือเพียงเงาภูตภาพวาดจางๆ ทิ้งไว้
"ดูเหมือนจะเป็นเทพพิทักษ์สุริยันของนายกเทศมนตรีเฉิน?"
อู๋เสียนตรวจสอบดู แล้วเก็บม้วนภาพเทพพิทักษ์สุริยันที่หลงเหลืออยู่นี้เข้าทะเลจิตสำนึกเงียบๆ เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
"แปลกจริง เขาไม่ใช่ผู้สร้างเมืองเย่าหยางเหรอ"
ตามหลักแล้ว เก้าเทพพิทักษ์ก็น่าจะเป็นผลงานของเขาด้วย ในทางทฤษฎีเขาน่าจะเสกเก้าเทพพิทักษ์ตัวไหนออกมาก็ได้
ทำไมต้องยืมเทพพิทักษ์สุริยันสองตนในมือเฉินซื่อหลงด้วย
ขณะที่กำลังสงสัย กลิ่นอายอันทรงพลังอีกสายหนึ่งก็พุ่งมาจากรอยแยกมิติ และท่ามกลางเนื้อเยื่อที่พลิกตัวตลบตะแลง ก็ก่อตัวเป็นรูปร่างของเทพพิทักษ์จันทราอีกตน
"ดูถูกเจ้าเด็กนี่เกินไปหน่อยแฮะ" เทพพิทักษ์จันทราเวอร์ชันเนื้อเยื่อหน้าตาบิดเบี้ยว "ดูท่าเทพที่เจ้าอัญเชิญมาจะไม่ธรรมดา แต่ก็ดี จะได้กลายเป็นปุ๋ยให้ข้าทั้งหมด"
พูดจบ ก็เริ่มอาละวาดอีกครั้ง
กลิ่นอายเนื้อเยื่ออันน่าสะพรึงกลัวทรงพลังกว่าเมื่อครู่มาก
อู๋เสียนถอยฉาก ต้นไม้ยักษ์ที่เปล่งแสงสลัวผุดขึ้นมาจากพื้นดินด้านหลัง ปรากฏการณ์จันทร์กระจ่างฟ้าปรากฏขึ้น
เมื่อกี้ [เจ็ดนักษัตรพยัคฆ์ขาว] กินพลังไปเยอะ กำลังจะฟื้นมานาอยู่พอดี อะไรจะบังเอิญขนาดนี้
สัมผัสได้ถึงพลังของ [ต้นกุ้ยฮวา] เทพมารเนื้อเยื่อที่เตรียมจะเอาคืนถึงกับตาค้าง พลังของเทพพิทักษ์จันทราในตัวเริ่มก่อกบฏอีกรอบ ทำให้เขาเรี่ยวแรงหดหาย
ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือ หลังจากต้นกุ้ยฮวาหยั่งรากลงดิน รากไม้ที่งอกออกมาดูดซับพลัง กลับบ้าคลั่งยิ่งกว่าพลังเนื้อเยื่อของเขาเสียอีก
ถึงขั้นเริ่มขับไล่และเบียดเบียนพลังเนื้อเยื่อรอบๆ แล้วด้วยซ้ำ
จ้าวกงหมิง เทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์จักรกล ชุยเหวินเซวียน และยอดฝีมือคนอื่นๆ รับหน้าที่สกัดกั้นเทพมารเนื้อเยื่อเวอร์ชันเทพพิทักษ์จันทรา
ส่วนอู๋เสียนก็เงียบๆ สะสมพลังวิญญาณ เตรียมจัด [เจ็ดนักษัตรพยัคฆ์ขาว] อีกสักดอก
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
เทพมารเนื้อเยื่อที่กำลังตะลุมบอนอยู่ จู่ๆ ก็แตกเป็นเศษเนื้อปลิวว่อน
อู๋เสียนและทุกคนตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าดีใจสุดขีด
ท่ามกลางหมอกเลือดที่พยายามจะรวมตัวใหม่ เงาร่างหนึ่งที่มี [นิมิตวิญญาณ] รูปเสือไหลเวียนรอบตัวขมวดคิ้วมุ่น พลังวิญญาณและพลังเลือดลมในกายถักทอกัน หมุนวนด้วยความเร็วสูง ก่อเกิดเป็นพลังที่มองไม่เห็น บดขยี้พลังเนื้อเยื่อรอบๆ จนแหลกละเอียด
"ก็แค่ร่างอวตารของเทพมารงั้นเหรอ"
ปู่อู๋ชางหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รอบตัวเหมือนมี "ชีพจร" สั่นสะเทือน ปล่อยคลื่นกระแทกออกมาเป็นระลอก บดขยี้พลังเนื้อเยื่อเหล่านั้นจนเละ
"ปู่ ปู่กลับมาแล้วเหรอครับ" อู๋เสียนรีบเข้าไปหาด้วยความดีใจ
สัมผัสได้ชัดเจนว่า หลังจากปู่ทำความเข้าใจแนวคิดม้วนภาพมังกรเขียวและเสือขาว พลังนิมิตวิญญาณก็ยกระดับขึ้นมาก
นิมิต "พยัคฆ์ขาว" ยิ่งดูชัดเจนขึ้น เผยกลิ่นอายองอาจน่าเกรงขาม ดูทรงพลังสุดๆ
อู๋ชางหมิงพยักหน้าเบาๆ กวาดสายตามองความวุ่นวายและสภาพอันน่าสังเวชรอบๆ แววตาฉายแววโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดข่มไว้
ในอดีต เขาคือคนที่ทนเห็นเบื้องบนทำร้ายผู้คนไม่ได้ ถึงได้ลุกขึ้นสู้
ตอนนี้ภาพความโหดร้ายที่เทพมารสร้างขึ้น ย่อมทำให้เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
"จริงสิ แล้วคุณย่าล่ะครับ" อู๋เสียนมองซ้ายมองขวาด้วยความสงสัย "ไม่ได้กลับมาพร้อมปู่เหรอ"
"ช่วยงานอยู่ในเมืองเย่าหยางน่ะ" อู๋ชางหมิงตอบเสียงเครียด "ถึงพวกหลานจะอพยพชาวบ้านออกไปก่อนแล้ว แต่สถานการณ์ในเมืองเย่าหยางตอนนี้ก็ยังสาหัสอยู่ดี"
อู๋เสียนใจหายวาบ เริ่มร้อนรนขึ้นมา
ชุยเหวินเซวียนและคนอื่นๆ ก็ตระหนักถึงจุดนี้เช่นกัน ไม่มีเวลามาพักหายใจ รีบถอยกลับไปป้องกันเมืองเย่าหยางทันที
ตอนนี้รอยแยกมิติปรากฏขึ้นแล้ว ในเมืองเย่าหยางย่อมต้องเผชิญกับการรุกรานของมิติอย่างหนักหน่วง บวกกับการแทรกซึมของพลังแดนมารอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์คงดูไม่จืดแน่ๆ
(จบแล้ว)