- หน้าแรก
- ในเมื่อจนนักก็วาดเทพเจ้าแห่งโชคลาภขึ้นมาซะเลย
- บทที่ 29 - เซวียหลิงหลิงในตำนาน
บทที่ 29 - เซวียหลิงหลิงในตำนาน
บทที่ 29 - เซวียหลิงหลิงในตำนาน
"เอ๊ะ ข้างในโรงงานเหมือนจะมีคนอื่นอยู่ด้วย" ชายร่างผอมสัมผัสได้
ตู้กออีฝานพยักหน้า "เมื่อกี้ฉันก็รู้สึก กลิ่นอายแข็งแกร่งมาก ไม่รู้เป็นม้วนภาพระดับไหน?"
"น่าจะเป็นจิตรกรม้วนภาพรุ่นพี่ท่านหนึ่งครับ" อู๋เสียนบอก
"จิตรกรม้วนภาพ?" ตู้กออีฝานทั้งสามตาลุกวาว ถามรัวๆ "ปรมาจารย์ท่านไหน? หน้าตาเป็นยังไง?"
"ผู้หญิงครับ อายุราวยี่สิบกว่าๆ เหยียบโลงศพไม้แดงเป็นพาหนะ ดูค่อนข้าง... อืม... มีเอกลักษณ์ครับ" อู๋เสียนอธิบายคร่าวๆ "มีรุ่นพี่ท่านนี้อยู่ ทางโรงงานคงไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ"
"ผู้หญิง? ยี่สิบกว่า?" ชายร่างท้วมงง "ไม่เคยได้ยินว่าเมืองเย่าหยางมีจิตรกรม้วนภาพแบบนี้นะ พวกนายเคยได้ยินไหม?"
ชายร่างผอมส่ายหน้า
แต่ตู้กออีฝานเหมือนจะนึกอะไรออก "โลงศพไม้แดง? หรือว่าจะเป็นท่านที่ประจำการอยู่เมืองภูผามรณะ?"
"พี่ตู้รู้จักเหรอ?" ร่างท้วมกับร่างผอมแปลกใจ
"อืม" ตู้กออีฝานทำหน้าจริงจัง "คุณหนูเล็กตระกูลเซวีย สองวันก่อนโชคดีได้เจอครั้งหนึ่งที่เขตถนนเหนือ เสียดายไม่ได้เข้าไปคุย"
ได้ยินคำว่าตระกูลเซวีย ทั้งสองคนก็ตกใจ "เซวียหลิงหลิง? ธิดาสวรรค์ในตำนานคนนั้นน่ะเหรอ?"
ตู้กออีฝานไม่ปฏิเสธ
"ซี้ด~ ตั้งแต่เธอถูกรับเข้าสำนักเติงเฟิงเป็นกรณีพิเศษเมื่อหลายปีก่อน ก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย" ชายร่างท้วมรำพึง "ไม่นึกว่าจะกลับมาที่เมืองเย่าหยาง"
"ไม่รู้ว่าเซวียหลิงหลิงรับผู้ติดตามไหมนะ?"
ชายร่างผอมตาเป็นประกาย นั่นมันจิตรกรจากสำนักเติงเฟิงเชียวนะ!
"รับไม่รับไม่รู้ แต่ไปเสนอหน้าให้คุ้นๆ ไว้ก่อนไม่เสียหาย" ชายร่างท้วมเก็บอาการไม่อยู่ "แถมในฐานะคนบ้านเดียวกัน ยังไงก็ได้เปรียบกว่าคนอื่น"
"มีเหตุผล"
ตู้กออีฝานเห็นด้วย สายตาร้อนแรง
ตอนนี้ทั้งสามคนแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะบุกเข้าไปในโรงงาน เพื่อไปเสนอหน้ากับเซวียหลิงหลิง
อู๋เสียนมองดูเหตุการณ์แล้วก็ได้แต่เดาะลิ้น
นี่สินะพลังดึงดูดของจิตรกรม้วนภาพสำนักดัง?
"เซวียหลิงหลิงงั้นเหรอ?"
ตระกูลเซวียเป็นตระกูลมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองเย่าหยาง อู๋เสียนเคยได้ยินว่าหลายปีก่อนตระกูลเซวียมีธิดาสวรรค์คนหนึ่ง อายุน้อยแต่ถูกสำนักเติงเฟิงรับเข้าเป็นกรณีพิเศษ เมืองเย่าหยางยังคงเล่าขานตำนานของเธอจนถึงทุกวันนี้
แค่ไม่นึกว่าเซวียหลิงหลิงในตำนานจะมีสภาพ "หลอน" ขนาดนี้
"ไปๆๆ" ตู้กออีฝานทั้งสามคึกเหมือนโดนฉีดยา "โอกาสไขว่คว้าอนาคตและโชคชะตามาถึงแล้ว"
พูดจบก็จะลากอู๋เสียนเข้าไปด้วย
"หะ? ผมไม่ไปดีกว่าครับ" อู๋เสียนรีบปฏิเสธ
"น้องชายโง่หรือเปล่า" ชายร่างท้วมทำท่าสั่งสอน "โอกาสจะได้โชว์ตัวต่อหน้าจิตรกรสำนักดังไม่ได้มีบ่อยๆ นะ ทำไมไม่ไป?"
"ผมกลัวตายครับ" อู๋เสียนทำหน้าซื่อ
"..."
ตู้กออีฝานทั้งสามถึงกับพูดไม่ออก
เห็นอู๋เสียนยืนกราน ทั้งสามก็ไม่เซ้าซี้ บุกตะลุยเข้าไปในโรงงานอย่างกระตือรือร้น
อู๋เสียนเบ้ปาก แล้วฟาร์มป่าแถวนั้นต่อ
เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยเข้าใจความสูงส่งของจิตรกรม้วนภาพ วันนี้ได้เห็นกับตาแล้ว
ลองคิดดูสิ [ม้วนภาพเหนือธรรมชาติ] สำหรับโลกนี้ มันคือกำลังการผลิตและกำลังรบที่แท้จริง
ใครครอง [ม้วนภาพเหนือธรรมชาติ] ก็เท่ากับครองกำลังการผลิตและกำลังรบ ยิ่งม้วนภาพไฮเอนด์เท่าไหร่ เทพเท่าไหร่ สถานะก็ยิ่งสูงส่ง
ยังดีที่อู๋เสียนไม่ขาดแคลนของพวกนี้ ขาดแต่เงินกับทรัพยากร
ไม่จำเป็นต้องไปเลียแข้งเลียขาจิตรกรม้วนภาพ
...
เนินสามหายนะ เขตเมืองเก่า
เนื่องจากอยู่ใกล้ท่ามิติทั้งสาม สถานการณ์ทางนี้เลยตึงเครียดกว่า
ดีที่เนินสามหายนะเป็นแหล่งรวมตัวของนักผจญภัยและผู้ควบคุมภูตหน้าใหม่ บวกกับกองทัพเข้ามาคุมสถานการณ์ทันท่วงที สถานการณ์เลยยังพอนิ่ง
ถังเถียวเถียวพาทีมตะลุยฆ่าฟันมาตลอดทาง ยิ่งสู้ยิ่งเก่ง
ระหว่างทางยังแวะไปเยี่ยมเยียนลูกน้องสมัยมัธยมปลาย กระต่ายหยกกับอัศวินจันทราก็อัปเกรดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไปที่ไหนก็มีแต่ผู้ควบคุมภูตมองด้วยความทึ่ง
"เจ๊เถียว เราจะไปไหนกันเนี่ย?"
เห็นทีมเริ่มออกห่างจากตัวเมือง เพื่อนร่วมทีมก็อดสงสัยไม่ได้
"เขตสลัม" ถังเถียวเถียวเลือดร้อน ไฟแรงเวอร์ "ไม่รู้เจ้าหนูเสียนเป็นไงบ้าง?"
ถึงม้วนภาพสองตัวของเจ้าหนูเสียนจะเก่งพอตัว ไม่น่ามีอันตราย แต่เธอก็ยังไม่วางใจ
แน่นอน ประเด็นหลักคืออยากไปอวดอัศวินจันทรา ฮิฮิ
"หา?" เพื่อนร่วมทีมตกใจ "ได้ยินว่าแถวนั้นอันตรายมาก โดนกักบริเวณไปแล้วนะ"
"ทำไม กลัวเหรอ?"
...
อู๋เสียนฟาร์มป่าแถวโรงงานขยะจนพุงกาง
จน [กำไลมิติ] เริ่มจะยัดไม่ลงแล้ว
"สงสัยต้องหากระเป๋าใบใหญ่กว่านี้แล้วสิ"
เห็นมอนสเตอร์รอบๆ ยังเหลืออีกเพียบ อู๋เสียนได้แต่ตัดใจด้วยความเสียดาย
กำลังจะถอนตัว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงผีกรีดร้องดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทางโรงงาน อู๋เสียนรู้ว่าท่าไม่ดี รีบขี่ราชันไก่หนี
พอมองกลับไป ก็เห็นเหนือโรงงานมีไอสีดำพวยพุ่ง แสงเทพสาดส่อง เงาม้วนภาพที่คุ้นตาคลี่ออก
ตามมาด้วยเสียงการต่อสู้ดุเดือด
ไม่นานนัก กลิ่นอายความชั่วร้ายที่น่ากลัวนั้นก็ค่อยๆ จางลง เห็นได้ชัดว่าเซวียหลิงหลิงคุมสถานการณ์อยู่
"เมื่อไหร่เราจะเก่งแบบนั้นบ้างนะ"
วิกฤตคลี่คลาย อู๋เสียนถอนหายใจโล่งอก
แต่เพิ่งจะผ่อนคลายได้ไม่กี่วินาที ข้างหลังก็รู้สึกขนลุกซู่
"เกิดอะไรขึ้น?!"
หันกลับไปดู หมอกสีเทาหม่นกำลังแพร่กระจายออกมาจากในโรงงานเหมือนแก๊สพิษรั่ว
ในหมอกสีเทามีเสียงผีร้องหมาหอน คลื่นควันพวยพุ่งออกมาเป็นรูปหน้าปีศาจ เหมือนมีวิญญาณคนตายจำนวนนับไม่ถ้วนดิ้นรนอยู่ข้างใน
พริบตาเดียวก็ลามมาถึงหน้าอู๋เสียน
โชคดีที่สองยมทูตซ้ายขวา เฮยไป๋อู๋ฉางพึ่งพาได้ กันหมอกสีเทาประหลาดนั่นไว้ ธงเรียกวิญญาณกับโซ่ตรวนวิญญาณทำงานประสานกัน เร่งชำระล้างหมอกสีเทารอบๆ
อู๋เสียนที่ขวัญผวาเริ่มตื่นเต้น "เวลม้วนภาพขึ้นเร็วขนาดนี้เลย?"
"เร็วๆๆ ดูดเข้าไปเยอะๆ!"
สัมผัสได้ว่าระดับภูตภาพวาดของ [เฮยไป๋อู๋ฉาง] พุ่งกระฉูด อู๋เสียนยิ้มจนปากฉีกถึงหู
นี่มันอันตรายที่ไหน นี่มันถังข้าวสารหนูตกถังชัดๆ
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง เซวียหลิงหลิงยืนเหยียบฝาโลง มีภาพม้วนจิตวิญญาณลอยเหนือหัว ควบคุมปีศาจเขี้ยวโง้งยักษ์ให้กลืนกินอย่างบ้าคลั่ง
โฮก—!
ปากยักษ์ของปีศาจเขี้ยวโง้งเหมือนหลุมดำ ดูดหมอกสีเทาที่กระจายออกไปกลับคืนมา
"เอ๊ะ~" ระหว่างดูดกลืน เซวียหลิงหลิงเหมือนจะจับสังเกตอะไรได้ มองไปทางด้านนอกโรงงานด้วยความแปลกใจ "ช่างกล้าจริงๆ บังอาจมาขโมยกินเหยื่อของคุณหนู"
หมอกสีเทาที่กระจายไปทั่วเริ่มหดกลับเข้าเมือง ถูกปีศาจเขี้ยวโง้งกินจนเกลี้ยง
"ไม่ถูก ทำไมหายไปเยอะขนาดนี้?"
เซวียหลิงหลิงหน้ามืด ทั้งตกใจทั้งสงสัย
ค่าประสบการณ์และวิญญาณของปีศาจระดับสี่ผู้บัญชาการ [วิญญาณหมอกอาฆาต] หายไปเกือบหนึ่งในสี่
ต้องรู้ก่อนนะว่า [วิญญาณหมอกอาฆาต] พอถูกตีจนแตกเป็นสถานะตายทิพย์ ก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ด้วยการกลืนกินสิ่งชั่วร้ายอื่นผ่านหมอกสีเทา ถ้าไม่มีวิธีจัดการเฉพาะทาง ยากจะรับมือหมอกสีเทานั้นได้ อย่าว่าแต่จะทำลายหรือดูดกลืนมันเลย
ภูตภาพวาดระดับสองสามดาวทั่วไป พอโดนหมอกสีเทาพันธนาการ ก็มีแต่รอความตาย
แต่ทว่า กลับมีคนแย่งผลประโยชน์ของ [วิญญาณหมอกอาฆาต] ไปจากปาก [ราชันผีกลืนวิญญาณ] ของเธอได้เกือบหนึ่งในสี่
"เหมือนจะเป็นกลิ่นอายภูตภาพวาดสายวิญญาณ แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว..." ส่งพลังจิตอันแข็งแกร่งออกไปสำรวจ เซวียหลิงหลิงดวงตาเป็นประกาย "คิกคิก หนีเร็วใช้ได้นี่นา~!"
จังหวะนั้นเอง ตู้กออีฝานทั้งสามที่ขวัญหนีดีฝ่อก็โผล่หน้ามา
"รุ่นพี่เซวียสมคำร่ำลือจริงๆ พวกเรา..."
แต่เซวียหลิงหลิงไม่แม้แต่จะชายตามองทั้งสามคน เหยียบโลงศพพุ่งทะยานออกไป
พูดตรงๆ นะ ถ้าเมื่อกี้ไม่ใช่เพราะไอ้ทหารหน้าโง่สามคนนี้เกะกะ เจ้าวิญญาณหมอกอาฆาตคงไม่มีโอกาสแตกตัวหนีเป็นสถานะตายทิพย์หรอก
(จบแล้ว)