- หน้าแรก
- ในเมื่อจนนักก็วาดเทพเจ้าแห่งโชคลาภขึ้นมาซะเลย
- บทที่ 22 - วิกฤตภาพลวงตามิติ!
บทที่ 22 - วิกฤตภาพลวงตามิติ!
บทที่ 22 - วิกฤตภาพลวงตามิติ!
จ้าวเหอกับเจ้าหัวทองอ้าปากค้างอยู่นาน เสียงสั่นเครือ "สะ... เสี่ยพูดจริงเหรอครับ?"
"แน่นอน" อู๋เสียนพยักหน้ายิ้ม "ตอนนี้พี่จ้าวมีเงินเท่าไหร่?"
"ห้า... ห้าแสนสี่ครับ" จ้าวเหอตอบตะกุกตะกัก
พระเจ้าช่วย ห้าแสนนี่ยังไม่พอค่าดาวน์อีกเหรอ พวกจิตรกรม้วนภาพในตลาดนี่มันหน้าเลือดขนาดไหนเนี่ย?
มิน่าล่ะใครๆ ก็บอกว่าอาชีพนี้รวยเละ
"ห้าแสนเดี๋ยวฉันจัดการให้ ไม่ต้องกู้ต้องผ่อนอะไรทั้งนั้น" อู๋เสียนโบกมือป๋าๆ "จ่ายตอนนี้ พรุ่งนี้ของมา"
"จริงเหรอครับ?"
จ้าวเหอกลืนน้ำลายเอือก ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล
"วางใจเถอะ ฉันไม่โกงเงินแค่นี้หรอก แต่ช่วยเก็บเป็นความลับหน่อยนะ จิตรกรเบื้องหลังฉันเขายังไม่อยากดังตอนนี้" อู๋เสียนกำชับเสียงเข้ม
"ได้ครับ"
จ้าวเหอมือสั่นหยิบมือถือออกมา ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็กัดฟันโอนเงินห้าแสนให้อู๋เสียน
สำหรับคนรวย ห้าแสนอาจเป็นแค่เศษเงิน แต่สำหรับจ้าวเหอ นี่คือเงินเก็บทั้งชีวิตที่แลกมาด้วยเลือดและเหงื่อ
แสดงให้เห็นว่าเขาเชื่อใจอู๋เสียนมาก
"ชะตาชีวิตครึ่งหลังของพี่ ฝากไว้ที่นายแล้วนะ"
"พรุ่งนี้เช้ามารับของ" อู๋เสียนยิ้มอย่างมีเลศนัย "เชื่อผมเถอะ นี่จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตพี่"
เจ้าหัวทองหายตื่นเต้นแล้วถามบ้าง "เอ่อ... แล้วน้องจะมีโอกาสแบบนี้บ้างไหมครับ?"
"มีสิ" อู๋เสียนยิ้ม "เก็บเงินครบเมื่อไหร่ก็มาหาฉันได้เลย"
จากนั้นเขาก็แนะนำสรรพคุณให้จ้าวเหอเลือก
สุดท้ายจ้าวเหอก็เลือกพยัคฆ์เทพพิทักษ์เรือนตามคาด
ลูกผู้ชายก็ต้องคู่กับเสือสิครับ มันถึงจะเท่
มองส่งอู๋เสียนเดินจากไป จ้าวเหอกับเจ้าหัวทองยังคงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อดกังวลไม่ได้
"ลูกพี่ เสี่ยแกไว้ใจได้แน่นะ?" เจ้าหัวทองกระซิบถาม
"จ่ายเงินไปแล้ว ไว้ใจไม่ได้ก็ต้องไว้ใจแล้วล่ะ" จ้าวเหอกัดฟัน จริงๆ ก็หวั่นใจ แต่เขาเชื่อสายตาตัวเอง "เอ็งไม่เห็นเหรอว่าม้วนภาพสองอันนั้นของเสี่ย ขอบปักดิ้นทองทั้งนั้น เป็น [ต้นฉบับ] นะเว้ย"
"เออ จริงด้วย"
"ถ้าไม่มีจิตรกรม้วนภาพหนุนหลัง จะมีปัญญาครอบครอง [ต้นฉบับ] ได้ไง?" ดวงตาจ้าวเหอเป็นประกาย "ถ้าไม่ใช่ว่าเสี่ยแกเด็กเกินไป ฉันคงสงสัยว่าแกนั่นแหละคือจิตรกรคนนั้น"
...
"มีครับ" เถ้าแก่ร้านตอบอย่างมั่นใจเช่นเคย "อยากได้อะไรบ้าง?"
อู๋เสียนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก รีบบอกรายการวัสดุที่ต้องใช้
ตอนแรกกะว่าจะซื้อวัสดุเกรดต่ำมาเพิ่ม เพื่อเอามาทดลองผสมสี แต่ก็เสียดายเงิน
"เถ้าแก่มีพวกวัสดุตกเกรด หรือของโละสต็อกขายถูกๆ ไหมครับ?" อู๋เสียนลองถามดู
"มี! เอาเท่าไหร่?" เถ้าแก่ตอบทันที "แต่ของพวกนี้ปกติผมจะดองไว้สักพักแล้วขายเหมาให้โรงงานเล็กๆ นะ แบ่งขายให้นายได้ไม่เยอะหรอก"
"มีจริงดิ?" อู๋เสียนดีใจ "ราคาเท่าไหร่ครับ?"
"ระดับหนึ่ง 200 ระดับสอง 300 ระดับสาม 500 ขายชั่งกิโล" เถ้าแก่เสนอราคาคล่องปรื๋อ "ถ้าระดับสี่ ไม่มีของตกเกรดนะ"
"ขอดูของหน่อยได้ไหมครับ?"
จากนั้นก็เดินตามเถ้าแก่ไปหลังร้านดูของ
ราคาแพงกว่าขยะที่เก็บมานิดหน่อย แต่คุณภาพดีกว่าเยอะ คุ้มราคาอยู่
วันหน้าถ้าจ้าวเหอส่งของไม่ทัน ก็มาเหมาของที่นี่ได้
"ยังไม่รู้ชื่อเถ้าแก่เลย ขอช่องทางติดต่อไว้หน่อยสิครับ?"
"หูเต๋อโหย่ว ใครๆ ก็เรียกเถ้าแก่หู" เถ้าแก่ยิ้มแลกคอนแทคกับอู๋เสียน "ว่าแต่น้องชายทำงานอะไรเนี่ย? มาซื้อของแต่ละทีสะเปะสะปะเหลือเกิน"
"ซื้อให้เพื่อนครับ เขาทำอะไรผมก็ไม่ค่อยรู้หรอก"
อู๋เสียนตอบปัดๆ แล้วขอตัวกลับ
แวะไปร้านขายยาซื้อ [น้ำยาเร่งพลังวิญญาณ] มาสิบกล่องรวด แล้วไปร้านเครื่องเขียนซื้อกระดาษกับสีทั่วไปมาเติม
กลับถึงบ้าน ก็รีบวาดพยัคฆ์เทพให้จ้าวเหอก่อนเลย
ล้มเหลวไปสองรอบ เสียกระดาษเกรดดีไปสองแผ่นกับสีอีกนิดหน่อย รอบที่สามถึงจะสำเร็จ ได้ [ฉบับสำเนา] ออกมา
ที่เขาเรียกกันว่า "ม้วนภาพตัวหลัก" หรือตัวท็อป จริงๆ ก็คือม้วนภาพ [ฉบับสำเนา] นี่แหละ
เพราะ [ฉบับคัดลอก] อัปเลเวลภูตไม่ได้ มีแต่ฉบับสำเนาที่อัปได้ ถึงจะคุ้มค่าแก่การปั้นเป็นตัวหลัก
แน่นอน ถ้าเงินหนา จะใช้ [ฉบับทางการ] หรือ [ต้นฉบับ] ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่
"ล้มเหลวสองรอบ ต้นทุนยังไม่ถึงสองแสนเลย?"
อู๋เสียนคำนวณดู ต้นทุนการสร้างพยัคฆ์เทพฉบับสำเนานี้ไม่ถึงสองแสนด้วยซ้ำ กำไรเละเทะ
อันเดียวฟันกำไรสามแสน สิบอันก็สามล้าน ร้อยอันก็สามสิบล้าน...
แค่คิดก็ฟินแล้ว
ตกเย็น ปู่กลับมาจากเดินเล่น พร้อมขวดพลาสติกเต็มรถซาเล้ง ทำเอาอู๋เสียนพูดไม่ออก
เอาเถอะ คนแก่มีความสุขก็ปล่อยแกไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
ตื่นมาจากการฝึกฝน ด้วยความช่วยเหลือของน้ำยาเร่งพลังวิญญาณกับไอวิญญาณจากต้นกุ้ยฮวา พลังวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ดูทรงแล้ว อีกไม่เกินสองเดือน น่าจะทะลวงระดับสามได้
มองส่งปู่ขี่ซาเล้งคู่ใจออกไป "เดินเล่น" อู๋เสียนก็หมกตัววิจัยต่อในบ้าน
ไม่นานนัก จ้าวเหอกับเจ้าหัวทองก็นำขบวนลูกน้องมารับของ หน้าตาแต่ละคนตื่นเต้นปนกังวล
วินาทีที่ได้รับ [พยัคฆ์เทพพิทักษ์เรือน] จ้าวเหอน้ำตาไหลพรากด้วยความปลาบปลื้ม
"เสี่ยครับ พี่ไม่รู้จะพูดยังไง ต่อไปเสี่ยสั่งอะไร พี่บุกน้ำลุยไฟก็ยอม!"
เจ้าหัวทองกับลูกน้องต่างส่งเสียงเฮสนับสนุน
ตอนนี้อู๋เสียนในสายตาพวกเขา คือผู้มีพระคุณที่เปลี่ยนชะตาชีวิตชัดๆ
"เอ่อ... ถ้าตอนนี้ผมอยากเอาไปลงดันเจี้ยน จะไหวไหมครับ?" จ้าวเหอประคองม้วนภาพถามอย่างระมัดระวัง
อู๋เสียนยิ้มมุมปาก "บอกเลยนะ ดันเจี้ยนมือใหม่ระดับต่ำ เดินตบชิลๆ!"
"จริงเหรอครับ?"
จ้าวเหอเสียงสั่น เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่อยากไปลองของเต็มแก่แล้ว
ส่งพวกจ้าวเหอกลับไป อู๋เสียนก็กลับมาวิจัยต่อ
"เครื่องจักร วิญญาณ อุณหภูมิ?"
ลองสร้างโครงสร้างตามหลักกลศาสตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่สัมผัสถึง "วิญญาณและอุณหภูมิ" ที่ว่า
เผลอแป๊บเดียวก็เที่ยง สั่งเดลิเวอรี่มากินง่ายๆ เตรียมจะลองวาดออปติมัสไพรม์ดู เผื่อจะได้ไอเดียระหว่างวาด
กริ๊งงง...
จ้าวเหอโทรมา
"เสี่ยครับ! พ่อแก้วแม่แก้ว! เสี่ยไม่รู้หรอกว่าเสือเทพมันโหดขนาดไหน พวกผีในดันเจี้ยนกลัวจนหัวหดเป็นหลานเลย" จ้าวเหอโม้ความเก่งกาจของพยัคฆ์เทพอย่างออกรส
"พี่ลงดันเจี้ยนไปแล้วเหรอ? ทำไมออกมาเร็วจัง?" อู๋เสียนงง
"อย่าให้พูดเลย กำลังฆ่ามันส์ๆ อยู่ดีๆ ก็ได้รับประกาศให้ถอนกำลังด่วน" จ้าวเหอบ่น "เห็นบอกว่าจะปิดดันเจี้ยนชั่วคราวทั้งหมด ก็ไม่รู้เกิดเรื่องอะไรขึ้น"
"ปิดดันเจี้ยนชั่วคราว?" อู๋เสียนใจหายวาบ "ไม่ได้บอกสาเหตุเหรอ?"
"ไม่อะ งงกันหมดเนี่ย" จู่ๆ เสียงจ้าวเหอก็ขาดหาย สัญญาณเหมือนจะมีปัญหา "นั่น... นั่น... นั่นมันอะไรวะ?"
"ฮัลโหล เกิดอะไรขึ้น?"
"เสี่ย ดูบนฟ้าเร็ว..."
จ้าวเหอยังพูดไม่จบ สัญญาณก็ตัดไปดื้อๆ
ในขณะเดียวกัน อู๋เสียนก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล รีบวิ่งออกไปดูนอกบ้าน เงยหน้ามองฟ้า
บนท้องฟ้าที่ "เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น" รอยแยกมิติกำลังบิดเบี้ยวเหมือนระลอกคลื่น แผ่คลื่นสะเทือนมิติที่น่าขนลุกออกมา ราวกับวันสิ้นโลก
เสียงไซเรนเตือนภัยดังระงมไปทั่วเมืองเย่าหยาง
"เกิดอะไรขึ้น?"
อู๋เสียนคอแห้งผาก หนังหัวชาหนึบ
ทันใดนั้น มือถือก็ส่งเสียงร้องเตือนถี่ยิบ หน้าจอเด้งข้อความฉุกเฉิน:
"ประกาศเตือนภัย! ประกาศเตือนภัย!
เกิดเหตุการณ์ 'ภาพลวงตามิติ' ฉับพลัน ขอให้ชาวเมืองเย่าหยางหยุดกิจกรรมทุกอย่าง และอยู่แต่ในอาคาร ห้ามออกมาข้างนอกโดยไม่จำเป็น รอจนกว่าภาพลวงตามิติจะสลายไป"
"ภาพลวงตามิติ?!" อู๋เสียนหัวใจแทบหยุดเต้น
วินาทีถัดมา ทัศนียภาพรอบเขตสลัมก็เริ่มบิดเบี้ยวเลือนราง เหมือนมีภาพของอีกโลกหนึ่งมาซ้อนทับ
เส้นขอบฟ้าปรากฏเงาเทือกเขาทะมึนซ้อนทับขึ้นมา ดูมืดมนน่ากลัวราวกับกรงเล็บปีศาจ
แมลงยักษ์ขนาดมหึมาเดินผ่านน่านฟ้าเมืองไปอย่างช้าๆ เสียงย่ำเท้าหนักหน่วงดังก้อง ราวกับอยู่ตรงหน้านี้เอง
(จบแล้ว)