- หน้าแรก
- ลอบชักกระบี่แสนครั้ง ข้าสำเร็จเป็นเทพกระบี่
- ตอนที่13 เจตนาไม่ได้อยู่ที่สุรา
ตอนที่13 เจตนาไม่ได้อยู่ที่สุรา
ตอนที่13 เจตนาไม่ได้อยู่ที่สุรา
ตอนที่13 เจตนาไม่ได้อยู่ที่สุรา
ภายในสุสานกระบี่ ฉินเฟิงยังคงฝึกฝนการชักกระบี่อย่างต่อเนื่อง
แววตาของฉินเฟิงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
ในยามนี้ กระบี่ทุกครั้งที่ชักออกมา ล้วนมีน้ำหนักมหาศาลถึงหนึ่งแสนชั่ง
การฝึกฝนเช่นนี้ สำหรับฉินเฟิงแล้วหาใช่เรื่องง่ายดาย
เพียงครู่เดียว ฉินเฟิงก็เหงื่อท่วมตัว เหงื่อกาฬไหลย้อยลงมาตามหน้าผากราวกับสายฝน
“ฟู่ว!”
ฉินเฟิงผ่อนลมหายใจยาวเหยียด
นั่งขัดสมาธิลงกับพื้นทันที
หลายวันมานี้ ฉินเฟิงใช้ชีวิตเช่นนี้มาตลอด นอกจากการฝึกฝนชักกระบี่แล้ว
ก็มีเพียงการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอย่างเงียบเชียบ
ไม่เคยหยุดพักเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“เมี๊ยว!”
เจ้าแมวดำตัวน้อยย่องเท้าแผ่วเบา เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วสุสานกระบี่
บางครั้งก็เข้ามาคลอเคลียข้างกายฉินเฟิงเพื่อขอไออุ่น
“หืม?”
“เจ้าตัวเล็ก แผลหายดีแล้วหรือ?”
ฉินเฟิงคว้าตัวมันขึ้นมาอุ้ม ตรวจดูอย่างละเอียด
ดูท่าบาดแผลของเจ้าแมวน้อยตัวนี้จะหายเกือบสนิทแล้ว
เมื่อก่อนฉินเฟิงมัวแต่กังวลเรื่องอาการบาดเจ็บของมัน จึงไม่ได้สังเกตหน้าตาของมันอย่างจริงจังนัก
พอมาดูตอนนี้
เจ้าแมวตัวนี้ดูแปลกตาไปบ้างเหมือนกัน
น่าจะเป็นสัตว์อสูรวิญญาณกระมัง?
“เมี๊ยว!”
ถูกฉินเฟิงจ้องมองเช่นนี้ เจ้าแมวน้อยดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจ
จึงพยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมกอดของฉินเฟิง
ฉินเฟิงเห็นดังนั้นจึงหิ้วคอมันขึ้นมา
“เจ้าตัวดี ข้าอุตส่าห์ช่วยชีวิตเจ้าไว้ เดี๋ยวนี้แค่อุ้มหน่อยก็ไม่ได้แล้วหรือ?”
“แมวนี่มันหยิ่งยโสจริงๆ!”
เจ้าแมวน้อยถูกฉินเฟิงหิ้วต่องแต่ง ก็แยกเขี้ยวกางเล็บใส่ทันที
“โอ้โห ยังจะกล้าขัดขืนอีก?”
“ไหนดูซิ ว่าเจ้ามีน้ำยาแค่ไหน!”
พูดจบฉินเฟิงก็จับมันนอนหงาย แล้วจี้เอวมันไม่หยุด
เจ้าแมวน้อยดูจะรำคาญเต็มทน อ้าปากงับนิ้วของฉินเฟิงเข้าให้
แต่ตอนนี้ร่างกายของฉินเฟิงบรรลุถึงขอบเขตนิพพานแล้ว
มีหรือจะระคายเคืองเขี้ยวเล็บของแมวน้อยตัวนี้
เจ้าแมวน้อยกัดลงไปเต็มแรง แต่กลับทำอะไรฉินเฟิงไม่ได้ มิหนำซ้ำยังรู้สึกเหมือนฟันตัวเองจะหักเสียอีก
“เมี๊ยว!”
เจ้าแมวน้อยดิ้นสุดแรง พลิกตัวหลุดออกมาได้ ก็รีบวิ่งหนีออกไปนอกสุสานกระบี่อย่างรวดเร็ว
ฉินเฟิงส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ
ไม่สนใจมันอีก ก้มหน้าก้มตาฝึกฝนต่อไป
นอกจากการฝึกฝนแล้ว ยังได้เล่นกับแมวบ้าง นี่ก็นับเป็นความสุขเพียงอย่างเดียวของฉินเฟิงแล้ว
...
ในวันนี้
หลินหว่านเหยียนเดินทางกลับมายังสำนักกระบี่ไท่สิง
ทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิงต่างโห่ร้องยินดีกันถ้วนหน้า
เพราะในวันนี้
ไม่ใช่แค่หลินหว่านเหยียนที่กลับมา
แต่ท่านนักบุญที่ยินดีรับนางเป็นศิษย์ก็ตามมาด้วย
อาจกล่าวได้ว่า นี่คือเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักกระบี่ไท่สิงมาเลยทีเดียว
สาเหตุที่ท่านนักบุญต้องเดินทางมาด้วย
เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ
ในโลกต้าชางแห่งนี้ มีกฎที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรข้อหนึ่ง
หากมีนักบุญต้องการรับศิษย์จากสำนักอื่น
จำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักเดิมของศิษย์ผู้นั้น เพื่อแสดงธรรมเทศนาเป็นเวลาหนึ่งเดือน
เพราะการแย่งศิษย์ของสำนักอื่นไปเป็นศิษย์ตนเอง
ย่อมเป็นการพรากของรักของหวง
การมาแสดงธรรมเทศนาหนึ่งเดือน ถ่ายทอดประสบการณ์การบำเพ็ญเพียร ก็เพื่อเป็นการชดเชยให้แก่สำนักนั้น
เปรียบเสมือนลูกสาวแต่งงานออกเรือน ฝ่ายชายย่อมต้องมอบสินสอดทองหมั้นให้บ้างตามสมควร
แม้ฝ่ายหญิงจะบอกว่าไม่รับสินสอด ขอแค่ดูแลลูกสาวให้ดีก็พอ แต่โดยทั่วไปฝ่ายชายก็มักจะมอบสินสอดให้บ้าง เพื่อความเป็นสิริมงคล
ท่านผู้นี้คือนักบุญผู้เลื่องชื่อสะท้านแดนใต้ นามว่าชิงเสวียนจวิน
เพลงกระบี่ชิงเสวียนของเขาเคยสยบหล้ามาแล้ว
ในท้ายที่สุดเขาก็บรรลุวิถีกระบี่จนกลายเป็นนักบุญ
ผู้คนต่างยกย่องให้เป็น ‘นักบุญกระบี่ชิงเสวียน’
หลินหว่านเหยียนอายุยังน้อย แต่สามารถบรรลุถึงขอบเขตเพลงกระบี่ได้แล้ว
นี่คือสิ่งที่นักบุญกระบี่ชิงเสวียนเล็งเห็นในตัวนาง
แม้ระดับการบ่มเพาะของหลินหว่านเหยียนในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน จะยังไม่ถือว่าสุดยอด แต่ก็จัดอยู่ในระดับแนวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
ขอเพียงได้รับการสั่งสอนอย่างใส่ใจ วันหน้าย่อมต้องกลายเป็นนักบุญที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแดนใต้ได้อย่างแน่นอน
“สำนักกระบี่ไท่สิง! ขอน้อมรับเสด็จท่านนักบุญกระบี่!”
“สำนักกระบี่ไท่สิง! ขอน้อมรับเสด็จท่านนักบุญกระบี่!”
“สำนักกระบี่ไท่สิง! ขอน้อมรับเสด็จท่านนักบุญกระบี่!”
...
เสียงโห่ร้องต้อนรับดังกึกก้องพร้อมเพรียงกัน
นักบุญกระบี่ชิงเสวียนสีหน้าเรียบเฉย เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“ไม่ต้องมากพิธี”
“สำนักกระบี่ไท่สิงสามารถสร้างอัจฉริยะอย่างหว่านเหยียนขึ้นมาได้ นับเป็นโชคดีของพวกเราทั้งสองฝ่าย”
“แต่ได้ยินมาว่าสำนักกระบี่ไท่สิงยังมีอัจฉริยะเหนือโลก ผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์อันน่าทึ่งอยู่อีกคนหนึ่ง”
“ไม่ทราบว่าจะแนะนำให้ข้ารู้จักหน่อยได้หรือไม่?”
ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ร้ายกาจนัก
ดูท่าเจตนาที่แท้จริงคงไม่ได้อยู่ที่สุรา
เรื่องรับหลินหว่านเหยียนเป็นศิษย์นั้นเป็นเรื่องจริง
แต่ระหว่างทางพอได้ยินหลินหว่านเหยียนเล่าเรื่องนั้นให้ฟัง ความรักในผู้มีพรสวรรค์ของเขาก็พุ่งพล่านจนฉุดไม่อยู่
ดังนั้น การมาเยือนในวันนี้ของเขา ส่วนหนึ่งก็เพื่ออยากจะพบหน้าอัจฉริยะเหนือโลกผู้นั้น
ดูซิว่าจะสามารถรับเข้าสังกัดได้อีกคนหรือไม่
ตามที่หลินหว่านเหยียนเล่าให้ฟัง
คนผู้นี้เป็นเพียงศิษย์ทั่วไป และอายุไม่น่าจะเกิน 20 ปี
อายุไม่ถึง 20 ปี แต่มีระดับการบ่มเพาะขอบเขตสยบความว่างเปล่าระดับที่ 8 แถมยังบรรลุขอบเขตใจกระบี่
พรสวรรค์ระดับนี้ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในรอบหมื่นปี
เขาจึงอยากจะชิงลงมือก่อน
ตัวตนระดับนี้ หากปล่อยหลุดมือไปสู่โลกภายนอก ย่อมต้องถูกแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตกแน่
สู้เขารีบคว้าตัวมารับเป็นศิษย์เสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า
ได้ยินนักบุญกระบี่ชิงเสวียนกล่าวเช่นนั้น แววตาของหลินหว่านเหยียนก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้ที่งานประลองแห่งแท่นยูงรำแพนจะเริ่มขึ้น จู่ๆ ไป๋เจี้ยนเฉินก็สั่งยกเลิกและเดินทางกลับ ตอนนั้นนางเองก็งุนงงสงสัย
ภายหลังพอได้ฟังประมุขยอดเขาคนอื่นอธิบายเรื่องราว
นางก็รู้สึกสนใจใคร่รู้เป็นอย่างมาก
นางอยากรู้ว่า ผู้ที่ทำให้เจ้าสำนักถึงขนาดยอมทิ้งงานประลองแห่งแท่นยูงรำแพน เพื่อรีบกลับมาตามหาตัวผู้นั้น คือใครกันแน่
ไป๋เจี้ยนเฉินได้ยินวาจานั้น
ก็ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ความนัยในวาจาของนักบุญกระบี่ชิงเสวียน มีหรือเขาจะฟังไม่ออก?
นี่ก็แค่หมายตาทรัพยากรล้ำค่าอย่างศิษย์ลึกลับผู้นั้น
ปากบอกว่าให้แนะนำให้รู้จัก ถึงเวลาจริงก็คงหาทางดึงตัวไปเป็นศิษย์อีกนั่นแหละ
“ไม่ปิดบังท่านนักบุญ ศิษย์ผู้นั้น จนถึงบัดนี้ข้าเองก็ยังหาตัวไม่พบ”
“เกรงว่าจะทำให้ท่านนักบุญต้องผิดหวังแล้ว”
แววตาของชิงเสวียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“หืม? จริงรึ?”
ไป๋เจี้ยนเฉินประสานมือ “เป็นความจริงทุกประการขอรับ”
“หากท่านมีวิธีช่วยตามหาคนผู้นี้ให้พบ ถึงเวลานั้นหากท่านยินดีชี้แนะเขาสักเล็กน้อย”
“สำนักกระบี่ไท่สิงของข้า ย่อมซาบซึ้งในพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้!”
นักบุญกระบี่ชิงเสวียนสีหน้าเรียบเฉย ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง
พยักหน้าเล็กน้อย
“ในเมื่อเจ้าสำนักไป๋ขอร้อง ข้าก็จะลองดูสักครั้ง”
“พรุ่งนี้ให้เรียกศิษย์รุ่นเยาว์ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่”
“ข้ามีวิธีที่จะทำให้เขาเผยตัวออกมาเอง”
หลินหว่านเหยียนในยามนี้ก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง
นางเติบโตมาในสำนักกระบี่ไท่สิง แต่ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของคนผู้นี้มาก่อน
นางอยากรู้ว่า ในบรรดาศิษย์รุ่นเดียวกัน ใครกันที่มีพรสวรรค์เหนือกว่านาง
...
หลังเขาสำนักกระบี่ไท่สิง
ฉินเฟิงกำลังนั่งตกปลาเงียบๆ อยู่ริมแม่น้ำ
อยู่ดีไม่ว่าดี ฉินเฟิงดันเลี้ยงแมวไว้ตัวหนึ่ง ในเมื่อเลี้ยงแล้ว ก็ต้องหาอะไรให้มันกิน
ดังนั้น ฉินเฟิงจึงใช้เวลาว่างมานั่งตกปลาที่นี่ พร้อมกับนั่งสมาธิฝึกลมปราณไปด้วย
เจ้าแมวน้อยตัวนี้ก็นิสัยประหลาด
วันๆ ไม่เห็นหัว จะกลับมานอนก็ตอนดึกๆ เท่านั้น
เวลาอื่นไม่รู้หายหัวไปเที่ยวเล่นที่ไหน
อีกทีก็ตอนที่ฉินเฟิงออกมาตกปลา เจ้าแมวน้อยก็จะตามติดแจ
รอคอยให้ปลากินเบ็ด
ถึงตอนนั้นมันก็จะได้กินอาหารสดๆ ใหม่ๆ
ศิษย์คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
เสียงฝีเท้าทำเอาเจ้าแมวน้อยในอ้อมอกฉินเฟิงสะดุ้งตื่น
“ศิษย์พี่ฉิน ที่แท้ท่านก็อยู่ที่นี่เอง ข้าตามหาท่านตั้งนาน”
“เร็วเข้า รีบไปกับข้า ระหว่างทางค่อยอธิบาย”