- หน้าแรก
- ลอบชักกระบี่แสนครั้ง ข้าสำเร็จเป็นเทพกระบี่
- ตอนที่11 ซวีเฉิน: สยบกาลเวลา
ตอนที่11 ซวีเฉิน: สยบกาลเวลา
ตอนที่11 ซวีเฉิน: สยบกาลเวลา
ตอนที่11 ซวีเฉิน: สยบกาลเวลา
“เจ้าเป็นใคร?”
ฉินเฟิงไร้ซึ้งวาจาตอบกลับ
เขาทะยานกระบี่ในมือขึ้นทันที ตวัดฟันลงไปตรงหน้าอย่างรุนแรง!
“หืม?”
“เจตจำนงแห่งใจกระบี่งั้นหรือ?”
เพียงชั่วพริบตา ร่างของชายชุดดำสวมผ้าคลุมก็แตกสลาย วิญญาณดับสูญไปในทันที!
ทว่าแม้กายหยาบจะมอดม้วย แต่ทะเลเลือดอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นกลับยังมิได้เลือนหายไป
“เจี๊ยกๆ!”
“เปล่าประโยชน์!”
“เจ้าไม่มีวันฆ่าข้าได้หรอก!”
“ต่อให้เจ้าสังหารข้าไปหนึ่งคน ก็ยังมีตัวข้าอีกเป็นพันเป็นหมื่นคนปรากฏออกมาไม่จบสิ้น!”
ฉินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง
ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากทะเลเลือดนั่นอย่างนั้นหรือ?
ดูท่า... หากไม่ทำลายทะเลเลือดนี้ให้สิ้นซาก ก็คงมิอาจเอาชนะคนผู้นี้ได้
กลิ่นอายอันทรงพลังที่ชวนให้ผู้คนสั่นประสาทระเบิดออกมาจากร่างของฉินเฟิง ทันใดนั้นแผ่นดินพลันสั่นสะเทือน ขุนเขาโยกคลอนราวกับจะพังทลาย
รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวฉินเฟิงเจิดจ้าขึ้นทวีคูณ
พื้นที่ที่เขายืนอยู่ดูราวกับถูกแทนที่ด้วยจักรวาลอันไพศาล
พลังแห่งดวงดาราไหลเวียนวน
กลิ่นอายกดดันพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน ผืนปฐพีใต้เท้าก็มิอาจรองรับพลังอำนาจมหาศาลนี้ได้ รอยแตกร้าวลุกลามขยายตัวออกไปประดุจใยแมงมุม
“แกรก!” เสียงกัมปนาทดังสนั่น!
ฉินเฟิงถีบตัวทะยานขึ้นสู่ห้วงนภาอย่างรวดเร็ว ปรากฏภาพหมู่ดาวหมุนวนติดตามร่างของเขาไปด้วย
แสงดาวระยิบระยับไร้ขอบเขต กลิ่นอายยิ่งใหญ่ตระการตาครอบคลุมไปทั่วสารทิศ
วินาทีถัดมา อานุภาพกระบี่ที่เปี่ยมด้วยพลังดวงดาราก็ถูกฟาดฟันออกไป เป็นท่วงท่าที่เปลี่ยนจากความเชื่องช้าที่สุดสู่ความรวดเร็วถึงขีดสุด ก่อเกิดภาพลักษณ์ที่ขัดแย้งจนสะกดสายตาผู้พบเห็น
หนึ่งกระบี่... ปะทะเข้ากับกลางใจทะเลเลือด!
ราวกับอุกกาบาตยักษ์พุ่งดิ่งลงสู่มหาสมุทร ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สีโลหิตโหมกระหน่ำระลอกแล้วระลอกเล่า คลื่นนั้นสูงเสียดฟ้าถึงร้อยจ้าง!
มวลโลหิตอันบ้าคลั่งแผ่กระจายออกไปทุกทิศทาง
ทั่วทั้งทะเลเลือดและแผ่นฟ้าต่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไม่หยุดหย่อน
ท่ามกลางความปั่นป่วน มีเสียงอู้อี้ด้วยความเจ็บปวดดังลอดออกมา
การโจมตีของฉินเฟิงครั้งนี้ มิได้หายลับไปดั่งหินจมสมุทร แต่มันกลับเขย่ารากฐานของศัตรูได้อย่างรุนแรง!
“บัดซบ!”
“นี่มันเคล็ดวิชากระบี่อันใดกัน?”
“เหตุใดจึงมีอานุภาพน่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้!”
“ดูท่า... คนของพรรคโลหิตสังหารสองคนนั้น ก็คงถูกเจ้าปลิดชีพไปแล้วสินะ!”
การโจมตีเมื่อครู่แม้จะทรงพลัง ทว่ากลับยังมิอาจปลิดชีพมันได้ทันที
เห็นได้ชัดว่าหลังจากมันยืมพลังจากทะเลเลือด ความแข็งแกร่งของมันก็ก้าวกระโดดขึ้นอย่างมหาศาล
เหนือทะเลเลือดนั้น ใบหน้าอันบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
“วิถีกระบี่ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้! เจี๊ยกๆ!”
“อีกไม่นาน... มันจะต้องตกเป็นของข้า!”
“เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของข้าเสียเถิด!”
ใบหน้านั้นยิ่งดูดุร้ายกระหายเลือดขึ้นเรื่อยๆ จู่ๆ วิญญาณโลหิตนับหมื่นนับแสนดวงก็ปรากฏขึ้นใจกลางทะเลเลือด แต่ละดวงล้วนมีเพียงใบหน้าที่บิดเบี้ยวกรีดร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง
เสียงแหลมสูงบาดลึกเข้าถึงโสตประสาท ราวกับจะฉีกกระชากวิญญาณของผู้ที่ได้ยินให้ขาดสะบั้น
ทว่าฉินเฟิงกลับนิ่งสงบดั่งขุนเขา
เขาวาดกระบี่ใช้ออกด้วยกระบวนท่า ‘ทะเลดาราแปรเป็นกระบี่’
อานุภาพกระบี่อันกว้างใหญ่ไพศาลเข้าปะทะกับวิญญาณโลหิตนับไม่ถ้วน ทุกประกายกระบี่ล้วนพุ่งเป้าสังหารวิญญาณเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
เหนือความว่างเปล่า การต่อสู้ที่สะเทือนฟ้าดินกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ภาพเหตุการณ์ช่างวิจิตรตระการตาและน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด
อันอวี่ชิงกุมหน้าอกที่บาดเจ็บ มองดูภาพตรงหน้าด้วยความระทึกใจ
คนผู้นี้สวมชุดศิษย์ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงศิษย์ชั้นนอกของสำนักกระบี่ไท่สิง... แต่ในสำนักมียอดฝีมือระดับนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
นางไม่เคยได้ยินชื่อเรียงนามของเขามาก่อนเลยแม้แต่น้อย
การต่อสู้ยังคงยืดเยื้อ
ฉินเฟิงรู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นผลดี
“ดูท่า... ข้าคงต้องเอาจริงเสียหน่อยแล้ว”
เขาเพิ่มแรงบีบที่ด้ามกระบี่ในมือ
วินาทีนั้น แสงสว่างพลันวาบขึ้นบนตัว ‘กระบี่สนิมจักรพรรดิ’
มันส่องประกายเจิดจ้าครอบคลุมทั้งตัวเล่ม พร้อมกับมีมวลหมอกเซียนล่องลอยอวลอยู่โดยรอบ
อาวุธเฉพาะตัว... กระตุ้นอิทธิฤทธิ์!
“ซวีเฉิน! สยบกาลเวลา!”
นี่คืออิทธิฤทธิ์จำแลงที่ติดมากับกระบี่ซวีเฉิน อาวุธคู่กายของฉินเฟิงที่บัดนี้ได้รับการเลื่อนขั้นจนกลายเป็นกระบี่สนิมจักรพรรดิ และได้ปลุกพลังเร้นลับที่ซ่อนอยู่ให้ตื่นขึ้น!
ประกายกระบี่เสียดฟ้าพาดผ่านความว่างเปล่า ราวกับจะผ่าแยกโลกใบนี้ออกเป็นสองซีก
กระบี่นี้... สยบฟากฟ้า สะเทือนทศทิศ สั่นคลอนดวงดารา!
เมื่อฟาดฟันออกไป ดุจดังห้วงดาราจักรพุ่งเข้าปะทะ ก่อเกิดเสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นประดุจภูเขาทลายแผ่นดินสิ้น ท้องนภาปริแยกแตกเป็นเสี่ยงๆ แม้แต่มวลเมฆก็ยังม้วนตัวถดถอยด้วยความหวาดหวั่น
อำนาจทำลายล้างระดับนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับพิโรธแห่งจักรวาล... มิอาจต้านทานได้เลยแม้เพียงนิด!
ทะเลเลือดอันกว้างใหญ่ถูกพลังกระบี่นี้กวาดหายไปถึงสามส่วนในพริบตา
มวลโลหิตที่ถูกแยกออกสลายกลายเป็นปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์คืนสู่ฟ้าดินทันที ก่อนจะเลือนหายไปในความว่างเปล่า
“สมควรตาย!”
“รอให้ข้า ‘เสวี่ยโยว’ กลับคืนสู่ขอบเขตตำหนักเทพเมื่อใด ข้าจะกลับมาทวงแค้น และทำให้สำนักกระบี่ไท่สิงของพวกเจ้าไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป!”
สิ้นคำอาฆาต ทะเลเลือดผืนใหญ่นั้นก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
มันหายไปอย่างสมบูรณ์แบบจนแม้แต่สัมผัสของฉินเฟิงก็ยังไม่อาจตามร่องรอยได้
การต่อสู้สะท้านภพจบลงแล้ว
ฉินเฟิงต้องงัดอิทธิฤทธิ์ของอาวุธเฉพาะตัวออกมา จึงจะสามารถขับไล่เสวี่ยโยวไปได้
จากน้ำเสียงของมัน คาดว่าตอนนี้พลังของมันน่าจะยังไม่ถึงขอบเขตตำหนักเทพ อาจจะอยู่ในขอบเขตสยบความว่างเปล่าเช่นเดียวกับเขา
เพียงแค่ขอบเขตสยบความว่างเปล่า กลับบีบให้ฉินเฟิงต้องใช้ไม้ตายก้นหีบเพื่อขับไล่มันไปเท่านั้น... ยิ่งไปกว่านั้น เขายังทำได้เพียงขับไล่ มิใช่สังหาร
ในขอบเขตนี้ แม้ฉินเฟิงจะถือว่ายืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่เขาก็รู้ซึ้งแล้วว่าตนเองยังมิใช่ตัวตนที่ไร้เทียมทานอย่างแท้จริง
อย่างน้อยที่สุด... ก็ยังไม่ใช่ตอนนี้
แต่เขายังอยู่เพียงระดับที่ 8 ของขอบเขตสยบความว่างเปล่าเท่านั้น หากเขาก้าวไปถึงขั้นสูงสุดเมื่อใด เมื่อนั้นเขาจึงจะเป็นผู้ไร้เทียมทานในระดับเดียวกันได้อย่างแท้จริง
“ดูท่าวันเวลาต่อจากนี้คงไม่สงบสุขเสียแล้ว” ฉินเฟิงส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจยาว
ร่างของเขาไหววูบ หายลับไปจากจุดเดิมในพริบตา
เมื่อกลับมาถึงสุสานกระบี่ เขาจึงผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก
“น่าจะไม่มีใครเห็นข้ากระมัง?”
เขาทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกอย่างดูแนบเนียนดี ไม่น่าจะมีใครจดจำตัวตนของเขาได้
ทันใดนั้น รูม่านตาของฉินเฟิงพลันหดเกร็ง
หลี่ซานหลิงปรากฏตัวอยู่ในสุสานกระบี่ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้!
“หลิงเอ๋อร์ เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
เมื่อหลี่ซานหลิงเห็นฉินเฟิงกลับมา นางก็โผเข้ากอดเขาเต็มแรงพลางร้องไห้โฮออกมา
“ศิษย์พี่... ฮือๆๆ... ข้า... ข้านึกว่า... จะไม่ได้เจอท่านอีกแล้ว...”
ฉินเฟิงลูบหลังนางเบาๆ อย่างอ่อนโยน “เป็นอะไรไป ข้าก็อยู่นี่แล้วมิใช่หรือ? ไยจู่ๆ จึงกล่าววาจาอัปมงคลเช่นนี้”
หลี่ซานหลิงสะอึกสะอื้นพลางเล่าความจริง “ยอดเขาไท่ชิง... ไม่เหลือแล้วเจ้าค่ะ”
นางเล่าเหตุการณ์เลวร้ายที่เพิ่งประสบมาให้เขาฟังทั้งหมด โดยที่ฉินเฟิงทำเพียงแสร้งสีหน้าตกใจตามน้ำไป
เมื่อมองดูหลี่ซานหลิงที่ยังคงขวัญผวาอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกจุกอกก็แล่นพล่านขึ้นมา
นางเติบโตมาในสำนักโดยมิเคยพบเจอเรื่องเลวร้าย บัดนี้หลี่ไท่หรานจากไปแล้ว คนที่นางสนิทที่สุดและพึ่งพาได้ในโลกใบนี้... ก็เหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
ฉินเฟิงใช้เวลานานกว่าจะปลอบโยนให้นางสงบลงได้
“จริงสิศิษย์พี่ เมื่อครู่ท่านไปไหนมา?”
“ตอนข้ามาถึงที่นี่ ท่านไม่อยู่ในสุสานกระบี่นี่นา”
ฉินเฟิงเริ่มทำตัวไม่ถูก
จะให้บอกความจริงได้อย่างไรว่า คนที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้เมื่อครู่ก็คือข้านี่เอง?
เขาเกาหัว ยิ้มแห้งๆ “เมื่อครู่ข้างนอกเสียงดังเอะอะ ข้าเลยออกไปชะโงกดูเสียหน่อยว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
“ยังดีที่ตอนนี้ทางสำนักจัดการเรียบร้อยแล้ว”
ทว่าในขณะที่พูด หลี่ซานหลิงกลับจ้องมองเขาด้วยสายตาที่แปลกประหลาดตลอดเวลา
ทำเอาฉินเฟิงรู้สึกอึดอัดจนแทบจะทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว