- หน้าแรก
- ลอบชักกระบี่แสนครั้ง ข้าสำเร็จเป็นเทพกระบี่
- ตอนที่3 สำนักกระบี่ซิวหลัว จอมกระบี่คลั่ง
ตอนที่3 สำนักกระบี่ซิวหลัว จอมกระบี่คลั่ง
ตอนที่3 สำนักกระบี่ซิวหลัว จอมกระบี่คลั่ง
ตอนที่3 สำนักกระบี่ซิวหลัว จอมกระบี่คลั่ง
วิถีกระบี่ที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินแผ่ซ่านไปทั่วสุสานกระบี่
ฉินเฟิงสัมผัสได้ว่าอานุภาพของกระบี่ในครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆหลายเท่าตัวนัก
เขาเฝ้ามองตนเองที่ชักกระบี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆมุมปากพลันยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
เคล็ดวิชามหาเต๋าซ่อนเร้นถูกโคจรขึ้นเพื่อปกปิดความเคลื่อนไหวทั้งหมด
ทุกสรรพสิ่งโดยรอบกลับคืนสู่ความเงียบสงบดังเดิม ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ณ ตำหนักใหญ่บนยอดเขาไท่สิงซึ่งเป็นยอดเขาเอกแห่งสิบสองยอดเขาหลักของสำนักกระบี่ไท่สิง
ไป๋เจี้ยนเฉินผู้เป็นเจ้าสำนักมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
วิถีกระบี่ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!
เขารำพึงในใจ
ความเคลื่อนไหวที่ส่งมาจากทิศทางของสุสานกระบี่นั้นมาเร็วและไปเร็ว
เพียงปรากฏขึ้นชั่วพริบตาก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
สิ่งนี้ทำให้ไป๋เจี้ยนเฉินขมวดคิ้วมุ่น
หรือว่าสัมผัสผิดไป?
“ท่านเจ้าสำนัก ในงานประลองยุทธ์ครั้งนี้จะให้ท่านนักบุญหญิงเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศโดยตรงเลยหรือไม่?” ประมุขยอดเขาที่สามเสนอความเห็น
“โอ้? เหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น?”
ประมุขยอดเขาที่สามครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าว “ระดับการบ่มเพาะของท่านนักบุญหญิงในยามนี้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปิดจิตแล้ว นับเป็นผู้โดดเด่นที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์”
“หากให้ท่านนักบุญหญิงเริ่มแข่งตั้งแต่รอบคัดเลือก ด้วยความแข็งแกร่งของนาง เกรงว่าจะทำให้ศิษย์ที่มีฝีมือดีคนอื่นๆต้องตกรอบไปเสียก่อน”
ไป๋เจี้ยนเฉินได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยเล็กน้อย
ก็จริงดังว่า
ในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์นั้น ส่วนใหญ่มีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตหลอมกายาระดับที่ 5
พวกที่มีพรสวรรค์หน่อยก็อยู่ที่ระดับ 8 หรือ 9
ผู้ที่ก้าวถึงขอบเขตเปิดจิตมีเพียงหลินหว่านเหยียนที่เป็นนักบุญหญิงเพียงคนเดียว
หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ไป๋เจี้ยนเฉินก็อนุมัติตามข้อเสนอนี้
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ทุกคนต่างทยอยออกจากตำหนักไป เหลือเพียงหลี่ไท่หรานผู้เดียว
“ทำไมเจ้าถึงยังไม่ไปอีก?”
“หรือเป็นเรื่องลูกศิษย์สุดที่รักของเจ้าอีกแล้ว?”
“หากเป็นเรื่องนั้น ก็ไม่ต้องพูดให้มากความ!”
หลี่ไท่หรานยังไม่ทันได้เอ่ยปากสักคำ ก็ถูกเจ้าสำนักปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ทำให้รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
เมื่อเห็นหลี่ไท่หรานทำหน้าเศร้าสร้อยเช่นนั้น ไป๋เจี้ยนเฉินก็เริ่มใจอ่อน เดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบแผ่วเบาว่า
“ที่ข้าทำเช่นนี้ ความจริงก็เพื่อผลดีต่อลูกศิษย์ของเจ้าเอง”
“นิสัยของนักบุญหญิงเจ้าก็รู้ดีไม่ใช่หรือ”
“หากไม่ลงโทษศิษย์ของเจ้าบ้าง เจ้าคิดหรือว่าลับหลังแล้วนางจะไม่ไปหาเรื่องเขาอีก?”
“สู้ให้เขาไปสงบสติอารมณ์ในสุสานกระบี่สักพัก ขัดเกลาจิตใจ และให้นักบุญหญิงหายโกรธจะได้ไม่ไปสร้างความลำบากใจให้เขา”
“เจ้าวางใจเถอะ หลังจบงานประลองยุทธ์ ข้าจะรีบปล่อยเขาออกมาทันที”
เมื่อได้ฟังวาจาของไป๋เจี้ยนเฉิน หลี่ไท่หรานจึงเข้าใจในเจตนาดีของอีกฝ่าย
“เป็นข้าที่มองตื้นเขินเอง ไม่ได้มองการณ์ไกลเหมือนท่านเจ้าสำนัก” หลี่ไท่หรานประสานมือคารวะ
ไป๋เจี้ยนเฉินเลิกคิ้วขึ้น “เอาเถอะ เจ้าอย่าได้กังวลไปนักเลย ไม่แน่ว่าลูกศิษย์ของเจ้าอาจจะเคยชินกับการอยู่ในสุสานกระบี่ จนถึงตอนนั้นอาจจะไม่ยอมออกมาก็ได้”
...
ชั่วพริบตาเดียว
งานประลองยุทธ์ของสำนักกระบี่ไท่สิงก็ดำเนินมาถึงรอบชิงชนะเลิศ
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือ ผู้ที่ทะลุเข้ามาถึงรอบชิงและต้องตัดสินแพ้ชนะกับหลินหว่านเหยียนกลับเป็นโจวเหิงศิษย์จากยอดเขาไท่ชิง
นี่นับเป็นม้ามืดตัวจริง
ใครจะคาดคิดว่าเขาจะฝ่าฟันมาจนถึงรอบชิงได้
โจวเหิงศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาไท่ชิง มีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตหลอมกายาระดับที่ 9 ขั้นสูงสุด ห่างจากขอบเขตเปิดจิตเพียงก้าวเดียว
“ท่านนักบุญหญิง ประเดี๋ยวช่วยออมมือให้ข้าหน่อยนะขอรับ อย่าให้ข้าแพ้น่าเกลียดเกินไปนัก ได้โปรดเถิด” โจวเหิงกระซิบเสียงเบา
หลินหว่านเหยียนยังคงมีท่าทีเย็นชา ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
“เลิกพูดไร้สาระ ชักกระบี่เสีย”
โจวเหิงได้ยินดังนั้นร่างกายพลันสั่นสะท้าน จบเห่แน่
แม้ใจจะคิดเช่นนั้นแต่มือก็ยังขยับไม่หยุด
เขาชักกระบี่ออกมา ประกายกระบี่เจิดจ้าดุจสายรุ้งขาวพาดผ่านตะวัน
“เอ๊ะ ศิษย์พี่ใหญ่สัมผัสได้ถึงขอบเขตของวิถีกระบี่แห่งธรรมชาติแล้วหรือ?”
บนยอดสุสานกระบี่ ฉินเฟิงเฝ้าดูการประลองของสำนักอยู่อย่างเงียบๆ
ในขณะเดียวกัน หลินหว่านเหยียนก็ชักกระบี่ออกมาเช่นกัน
เสียงกระบี่กังวานใสดุจเสียงนกขานขับ พลิ้วไหวดั่งสายลม
กระบี่ชิงหมิง!
หลินหว่านเหยียนได้รับการยอมรับจากกระบี่ชิงหมิงแล้วหรือ?
ผู้คนจำนวนมากต่างอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
เมื่อหลินหว่านเหยียนได้ครอบครองกระบี่ชิงหมิง การต่อสู้ครั้งนี้ก็ไร้ความหมายอีกต่อไป
ปราณกระบี่ขนาดมหึมาร้อยจ้างพุ่งทะยานออกมา
ทำลายกระบวนท่าของโจวเหิงจนสิ้นซากในชั่วพริบตา จากนั้นอานุภาพของปราณกระบี่ก็ยังไม่ลดทอน พุ่งเข้ากระแทกร่างของโจวเหิงจนปลิวออกนอกสนามไป
“เปราะบางยิ่งนัก”
หลินหว่านเหยียนทิ้งท้ายไว้เพียงคำพูดเย็นชาประโยคเดียว
ส่วนบนยอดสุสานกระบี่ ฉินเฟิงก็เอ่ยประโยคเดียวกันออกมาโดยไม่นัดหมาย
“เปราะบางยิ่งนัก”
แต่สิ่งที่เขาหมายถึงไม่ใช่โจวเหิง
แต่เป็นนักบุญหญิงหลินหว่านเหยียน
แม้หลินหว่านเหยียนจะสามารถเอาชนะได้ในกระบวนท่าเดียว
แต่ในสายตาของฉินเฟิง กระบี่นี้เต็มไปด้วยช่องโหว่ เปราะบางจนไม่น่าดูชม
นี่ไม่ใช่เพราะฉินเฟิงหยิ่งผยอง
แต่สำหรับฉินเฟิงในยามนี้ กระบี่นั้นช่างเปราะบางจริงๆ
“ช่างเถอะ อย่าไปสนเรื่องคนอื่นเลย”
“ข้าฝึกกระบี่ต่อดีกว่า”
เรื่องราวหลังจากนั้น ฉินเฟิงก็ไม่ได้สนใจอีก
เขาตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนการชักกระบี่ต่อไป
เมื่อจำนวนการชักกระบี่ผ่านพ้นหลัก 1,000 ครั้ง น้ำหนักของกระบี่ในยามชักก็เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ชั่ง
แต่ทว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาฉินเฟิงก็ใช่ว่าจะไม่มีการพัฒนา
อย่างน้อยที่สุด ระดับการบ่มเพาะในปัจจุบันก็ก้าวมาถึงขอบเขตเปิดจิตระดับที่ 3 แล้ว
หากฉินเฟิงในยามนี้ออกไปสู่โลกภายนอกย่อมเป็นตัวตนที่มีระดับการบ่มเพาะสูงที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์อย่างแน่นอน
หลังจบงานประลองยุทธ์ มีคนมาแจ้งฉินเฟิงว่าสามารถออกไปได้แล้ว
แต่ฉินเฟิงกลับปฏิเสธ
ภายในสุสานกระบี่แห่งนี้เงียบสงบกว่ามาก
ทำให้ฉินเฟิงสามารถมุ่งมั่นกับการชักกระบี่เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างวางใจ
ฉินเฟิงย่อมไม่ออกไปให้โง่ รังแต่จะนำพาความยุ่งยากมาให้เสียเปล่าๆ
ในวันนี้ หลี่ซานหลิงศิษย์น้องของฉินเฟิงได้มาเยี่ยมเยียน
หลี่ซานหลิงคือหลานสาวของหลี่ไท่หราน เติบโตมาพร้อมกับฉินเฟิงตั้งแต่เล็ก
เมื่อเห็นหลี่ซานหลิงมาหา ฉินเฟิงก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ทว่าหลี่ซานหลิงในยามนี้กลับมีสีหน้าโศกเศร้า ดูอมทุกข์ไม่สดใส
“หลิงเอ๋อร์เป็นอะไรไป? ใครทำให้เจ้าไม่พอใจงั้นหรือ?”
หลี่ซานหลิงส่ายหน้า
“ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆเจ้าค่ะ”
“ตั้งแต่ท่านปู่ล้มเหลวในการทะลวงด่านเข้าสู่ขอบเขตตำหนักเทพ ร่างกายก็ทรุดโทรมลงทุกวัน”
“แม้ท่านปู่จะไม่พูด แต่ข้าก็รู้ดีว่า ท่านคงจะมีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว”
พูดจบหลี่ซานหลิงก็น้ำตาไหลพราก
ฉินเฟิงปลอบโยนว่า “วางใจเถอะ เรื่องราวคงไม่เลวร้ายอย่างที่เจ้าคิด ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น”
หลี่ซานหลิงสะอึกสะอื้นกล่าว “ท่านพี่ฉินเฟิงยังไม่รู้ ตั้งแต่จบงานประลองยุทธ์คราวนั้น อิทธิพลของยอดเขาไท่ชิงก็ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว”
“ยอดเขาที่ห้าได้ดึงตัวศิษย์พี่โจวเหิงไปแล้ว”
“จากนั้นศิษย์คนอื่นๆก็ทยอยลาออกจากยอดเขาไท่ชิงไปเข้าร่วมกับยอดเขาหลักอื่นๆ”
“ตอนนี้ยอดเขาไท่ชิง เหลือเพียงข้ากับท่านแค่สองคนเท่านั้น”
ฉินเฟิงถึงกับชะงักงัน ตนเองถูกขังอยู่ในสุสานกระบี่ไม่ถึงสองเดือน ยอดเขาไท่ชิงถึงกับล่มสลายเร็วปานนี้เชียวหรือ?
...
ณ ตำหนักใหญ่
หลังจากผ่านพ้นงานประลองยุทธ์ ทุกคนต่างมองหลินหว่านเหยียนด้วยความชื่นชมและยำเกรงมากยิ่งขึ้น
“ท่านเจ้าสำนัก พรสวรรค์ของท่านนักบุญหญิงช่างล้ำเลิศนัก ไม่เพียงได้รับการยอมรับจากกระบี่ชิงหมิง แต่ในระยะเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งเดือน ก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเปิดจิตระดับที่ 2 ได้แล้ว”
“ช่างน่าชื่นชมยินดียิ่งนัก”
มีคนหนึ่งออกมาเยินยอ ย่อมมีอีกหลายคนออกมาผสมโรง
“ที่พูดมาถูกต้องแล้ว เชื่อว่าในการประลองที่แท่นยูงรำแพนที่จะถึงนี้ ท่านนักบุญหญิงจะต้องโดดเด่นเหนือใครอย่างแน่นอน”
ไป๋เจี้ยนเฉินโบกมือห้าม
“ตอนนี้พูดเรื่องพวกนี้ยังเร็วเกินไป”
“พวกเจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้”
“เย่ฉานศิษย์จากสำนักกระบี่ขวงหลาน ตอนนี้บรรลุถึงขอบเขตเปิดจิตระดับที่ 3 แล้ว”
“หลินอวิ๋นจากสำนักกระบี่หยุนเทียน ขอบเขตเปิดจิตระดับที่ 5”
“ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือ จางควงจากสำนักกระบี่ซิวหลัว มีระดับการบ่มเพาะสูงถึงขอบเขตเปิดจิตระดับที่ 7 ได้รับฉายาว่าจอมกระบี่คลั่ง”
“ได้ยินว่าจอมกระบี่คลั่งผู้นี้กำลังตระเวนท้าประลองกับศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักอื่นๆไปทั่ว และจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยพ่ายแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว!”
ได้ฟังวาจาของไป๋เจี้ยนเฉิน ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด
แต่พวกเขาก็ยังเชื่อมั่นว่า ด้วยพรสวรรค์ของหลินหว่านเหยียน ก่อนที่การประลองแห่งแท่นยูงรำแพนจะเริ่มขึ้น นางจะต้องไล่ตาม หรือแม้กระทั่งก้าวข้ามคนเหล่านั้นไปได้อย่างแน่นอน
แสงเวลาดุจลูกศร วันคืนดุจกระสวยทอผ้า
เวลาผ่านไปอีกครึ่งเดือน
ตอนนี้ฉินเฟิงชักกระบี่ไปแล้ว 9,998 ครั้ง
ทุกครั้งที่ชักกระบี่ เงากระบี่จะพวยพุ่งหวีดหวิวปกคลุมไปทั่วทั้งสุสานกระบี่
หากไม่ใช่เพราะมีเคล็ดวิชามหาเต๋าซ่อนเร้นคอยปกปิดทุกสิ่งไว้ คงจะก่อให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่เป็นแน่
ในวันนี้เอง
ชายหนุ่มผู้มีความสูงถึงสองเมตร จมูกโด่งหน้าผากนูน ได้มายืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าสำนักกระบี่ไท่สิง
บนแผ่นหลังของเขาสะพายกระบี่ใหญ่ที่ดูหนาหนัก เพียงแค่มองก็รู้ว่ากระบี่เล่มนี้ต้องหนักอย่างน้อยหลายพันชั่ง
กล้ามเนื้อที่ปูดโปนบนแขนของเขาราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
“จางควงแห่งสำนักกระบี่ซิวหลัว มาขอเยี่ยมเยียน!”
น้ำเสียงของเขาดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้องคำราม จนประตูทางเข้าสำนักกระบี่ไท่สิงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น