- หน้าแรก
- ลอบชักกระบี่แสนครั้ง ข้าสำเร็จเป็นเทพกระบี่
- ตอนที่2 พันธะสัญญาหนึ่งเดียวของระบบ
ตอนที่2 พันธะสัญญาหนึ่งเดียวของระบบ
ตอนที่2 พันธะสัญญาหนึ่งเดียวของระบบ
ตอนที่2 พันธะสัญญาหนึ่งเดียวของระบบ
สักวันหนึ่งยามที่ฉินเฟิงออกจากเขาจะเป็นเวลาที่เขาผงาดง้ำเป็นจอมราชันย์แห่งวิถีกระบี่ ไร้ผู้ต่อต้านในใต้หล้า
สีหน้าและแววตาของฉินเฟิงเผยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าออกมา
ชักกระบี่!
เคร้ง!
ชักกระบี่!
เคร้ง!
ท่วงท่าการชักกระบี่นี้ดูเรียบง่ายธรรมดา ไม่มีลูกเล่นแพรวพราว และปราศจากความยากลำบากใดๆ
ทว่ามีเพียงฉินเฟิงเท่านั้นที่รู้ดี
ในวินาทีที่ชักกระบี่ กระบี่สนิมในมือเล่มนี้จะพลันหนักอึ้งดั่งขุนเขาพันชั่ง
เมื่อชักกระบี่เสร็จสิ้น น้ำหนักจึงจะกลับคืนสู่ปกติ
ยามกวัดแกว่งกระบี่ตามปกติ หรือยามใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์ จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
มีเพียงตอนฝึกฝนการชักกระบี่เท่านั้น
กระบี่ในมือจึงจะหนักดั่งพันชั่ง
นี่อาจจะเป็นความลึกลับซับซ้อนของการฝึกฝนชักกระบี่กระมัง
ฉินเฟิงไม่ได้คิดอะไรมากความ
ด้วยความแข็งแกร่งระดับหลอมกายาระดับที่ 9 ในปัจจุบัน เขาสามารถชักกระบี่ต่อเนื่องได้สิบครั้ง ทว่าความเร็วจะช้าลงเรื่อยๆในแต่ละครั้ง
หลังจากครบสิบครั้งก็จำเป็นต้องหยุดพักครู่หนึ่ง
[ติ๊ง! ยินดีด้วยเจ้าค่ะโฮสต์ ชักกระบี่ครบ 10 ครั้ง]
[ระดับการบ่มเพาะ 1 ปี]
[เคล็ดวิชามหาเต๋าซ่อนเร้น]
เมื่อได้รับระดับการบ่มเพาะหนึ่งปี พลังยุทธ์ของฉินเฟิงก็พุ่งทะยานขึ้นอีกครั้งจนถึงจุดสูงสุดของขอบเขตหลอมกายาระดับที่ 9
และดูเหมือนจะมีทีท่าว่าจะทะลุขีดจำกัดแล้วด้วยซ้ำ
เวลานี้ขอเพียงฉินเฟิงต้องการเขาก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเปิดจิตได้ทุกเมื่อ
ราวกับน้ำที่ไหลเชื่อมคลองอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ไม่ถูกจำกัดด้วยสิ่งใด
เคล็ดวิชามหาเต๋าซ่อนเร้น!
นี่คือเคล็ดวิชาที่ลึกลับพิสดารอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อฝึกฝนแล้วจะสามารถปกปิดระดับการบ่มเพาะทั่วร่าง ทำให้กลิ่นอายพลังเก็บงำอยู่ภายในไม่รั่วไหลออกมาภายนอก
ทำให้ผู้คนยากจะคาดเดาได้
ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือแม้กระทั่งยามใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาอิทธิฤทธิ์ที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินก็ยังสามารถทำให้มันดูเรียบง่ายธรรมดา
ราวกับการฟันกระบี่โง่ๆที่ไร้ซึ่งวิถีกระบี่ใดๆ
[โฮสต์: ฉินเฟิง]
[การบ่มเพาะ: หลอมกายาระดับที่ 9]
[กายา: มนุษย์ปุถุชน]
[จำนวนการชักกระบี่: 10]
[อาวุธ: กระบี่สนิมวิญญาณ]
ชุดข้อมูลปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
กระบี่ที่ 11 ออกจากฝัก!
เคร้ง!
ฉินเฟิงฝึกฝนการชักกระบี่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจนลืมกินลืมนอน
แม้จะเป็นการทำท่าชักกระบี่ซ้ำๆแต่ฉินเฟิงกลับไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย
เหนื่อยก็พัก นั่งขัดสมาธิอยู่กับที่
พอฟื้นตัวก็เริ่มชักกระบี่ใหม่ วนเวียนไปมาเช่นนี้
วันเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว กึ่งเดือนได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ในวันนี้
อาจารย์ของฉินเฟิงได้มาเยี่ยมเยียนเขา
ตามความทรงจำ อาจารย์ของเขามีนามว่าหลี่ไท่หราน
เป็นประมุขยอดเขาไท่ชิง ซึ่งรั้งท้ายในบรรดาสิบสองยอดเขาหลักของสำนักกระบี่ไท่สิง
ยอดเขาไท่ชิงมีศิษย์ในสังกัดมากมาย
แม้จะรั้งอันดับสุดท้าย แต่เนื่องจากเป็นผู้บุกเบิกวิถีกระบี่แห่งธรรมชาติ จึงยังคงดึงดูดผู้คนมากมายให้เลื่อมใสศรัทธา
“เฟิงเอ๋อร์ ครึ่งเดือนมานี้เจ้าอยู่ในสุสานกระบี่สุขสบายดีหรือไม่?” หลี่ไท่หรานเอ่ยถามเสียงเรียบ ไร้ความยินดียินร้าย
ฉินเฟิงนึกในใจว่า สุขสบายดีหรือไม่? เกือบจะหลุดปากออกไปแล้วว่า ศิษย์ของท่านฝึกวิชาจนธาตุไฟเข้าแทรก ตัวตายวิญญาณสลายไปแล้ว
คิดในใจเช่นนั้น แต่ปากกลับกล่าวว่า
“ศิษย์ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เป็นห่วง”
“ศิษย์สุขสบายดีทุกประการขอรับ”
“อยู่ที่นี่ช่วยให้ข้าสงบจิตใจ ขจัดความฟุ้งซ่าน และมุ่งมั่นฝึกฝนได้อย่างวางใจ”
เมื่อเห็นฉินเฟิงแจ้งแต่ข่าวดีไม่แจ้งข่าวร้าย หลี่ไท่หรานก็ทำหน้าเศร้าสร้อย
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสภาพแวดล้อมในสุสานกระบี่เป็นเช่นไร?
ในเมื่อฉินเฟิงกล่าวเช่นนี้ ก็เพียงเพราะไม่อยากให้เขาต้องเป็นห่วงเท่านั้น ฉินเฟิงผู้นี้ช่างรู้ความจริงๆ
มีความเป็นผู้ใหญ่กว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันมากนัก
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลี่ไท่หรานก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “เฮ้อ เป็นความผิดของอาจารย์เอง ก่อนหน้านี้อาจารย์เข้าใจเจ้าผิดไป”
“อาจารย์ได้ฟังเรื่องราวจากหลิงเอ๋อร์แล้ว”
“เจ้าทำเพื่อหลิงเอ๋อร์ถึงได้ไปต่อปากต่อคำกับนักบุญหญิงจนล่วงเกินนางเข้า จึงถูกสำนักสั่งขังในสุสานกระบี่เพื่อสำนึกตน”
ฉินเฟิงโบกมือปฏิเสธ “ข้ากับศิษย์น้องหญิงเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก รักใคร่กลมเกลียวดุจพี่น้องแท้ๆนางถูกรังแก ในฐานะศิษย์พี่ย่อมต้องออกหน้าแทนเป็นธรรมดา”
หลี่ไท่หรานพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่เจ้าวางใจเถิด ภายหลังอาจารย์จะไปพูดคุยกับท่านเจ้าสำนักเพื่อให้เจ้าได้ออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด”
ได้ยินเช่นนั้น รูม่านตาของฉินเฟิงพลันหดเกร็ง
“ไม่ๆๆ”
“เรื่องนี้... เรื่องนี้...”
“ท่านอาจารย์ ช่างมันเถอะขอรับ”
“ข้าอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว ยังไม่คิดจะออกไปในตอนนี้”
“รอให้ข้าอยากออกไปเมื่อไหร่ ค่อยว่ากันอีกทีเถอะขอรับ”
หลี่ไท่หรานประหลาดใจเล็กน้อย เอ่ยถาม “จริงรึ?”
ฉินเฟิงยิ้มแห้งๆพลางเกาหัว “จริงขอรับ”
“เช่นนั้นก็เอาเถอะ รอเจ้าอยากออกไปเมื่อไหร่ก็บอกอาจารย์ ถึงเวลานั้นต่อให้อาจารย์ต้องขายหน้าก็ต้องขอให้ท่านเจ้าสำนักปล่อยตัวเจ้าออกมาให้จงได้”
จากนั้นหลี่ไท่หรานก็พูดคุยสัพเพเหระกับฉินเฟิงอีกไม่กี่ประโยค ก่อนจะรีบจากไป
ดูเหมือนจะยังมีธุระต้องไปจัดการต่อ
ฉินเฟิงหวนรำลึกอยู่ครู่หนึ่ง
นี่คงจะถึงช่วงงานประลองยุทธ์ภายในสำนักที่จัดขึ้นทุกสามปีแล้ว
การประลองยุทธ์แต่ละครั้งจะคัดเลือกศิษย์ยอดเยี่ยมออกมา 30 คนเพื่อศึกษาวิชาระดับปฐพีของสิบสองยอดเขาหลัก
ผู้ที่ติดสิบอันดับแรก ยังจะได้เป็นตัวแทนสำนัก เดินทางไปยังแท่นยูงรำแพนแห่งแดนใต้ เพื่อประลองฝีมือกับศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักต่างๆ
หากคว้าโอกาสเช่นนี้ไว้ได้ ก็อาจมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแดนใต้ได้ทุกเมื่อ
กลายเป็นตัวตนที่ผู้คนนับหมื่นเลื่อมใสบูชา
ทว่า ยามนี้ฉินเฟิงมีระบบอยู่กับตัว สำหรับสิ่งอื่นใดนั้น เขาไม่แยแสแม้แต่น้อย
ทุกสิ่งอย่างล้วนดูไร้ความหมาย
ในสายตาของเขามีเพียงการชักกระบี่เพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นที่เป็นสัจธรรม
วันเวลาผ่านไปเนิ่นนานดุจสายธารแห่งกาลเวลา
กระบี่ที่ 500 ออกจากฝัก!
เคร้ง!
ประกายกระบี่สาดกระจายออกไป พลานุภาพดุจแพรพรรณที่ม้วนกวาดไปทั่ว
จากนั้นเขาก็ลอบโคจรเคล็ดวิชามหาเต๋าซ่อนเร้น
ปราณกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวนั้นพลันถูกเก็บงำเข้าไปในทันที
ไม่เผยคมกล้าออกมาแม้แต่น้อย
[ติ๊ง! ยินดีด้วยเจ้าค่ะโฮสต์ ชักกระบี่ครบ 500 ครั้ง]
[การชำระกายา 10 ปี]
[ระดับการบ่มเพาะ 1 ปี]
[โอสถสร้างเต๋า]
หลังจากชักกระบี่ครบ 500 ครั้ง
ก็ได้รับรางวัลมาอีกหลายรายการ
ในวินาทีนี้ฉินเฟิงไม่อาจกดข่มระดับการบ่มเพาะของตนเองได้อีกต่อไป
เดิมทีฉินเฟิงยังอยากจะลองดูสักตั้งว่าจะทำเหมือนพระเอกในนิยายได้หรือไม่
ที่จงใจกดระดับพลังไว้ที่ขอบเขตหลอมกายา แล้วฝึกฝนสะสมสักหลายหมื่นขั้น จากนั้นค่อยออกไปเข่นฆ่าสังหารรอบทิศ
น่าเสียดายที่ฉินเฟิงไม่อาจสมหวัง
ระดับพลังมันจะล้นทะลักออกมาแล้ว
ขวางอย่างไรก็ไม่อยู่
ในขณะที่การทะลวงขอบเขตกำลังจะมาถึง ฉินเฟิงก็โยนโอสถสร้างเต๋าเข้าปากด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
ทันทีที่เม็ดยาลงสู่ท้อง กระแสความร้อนสายหนึ่งก็แล่นไปตามเส้นชีพจรแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ทำให้ฉินเฟิงรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ไม่ต้องสงสัยเลย ระดับการบ่มเพาะของฉินเฟิงได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปิดจิตแล้ว
ในห้วงความคิด พลังงานสายหนึ่งกำลังพวยพุ่งดุจมหาสมุทร
นี่คือพลังจิตสัมผัสของฉินเฟิง เป็นพลังชนิดใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นหลังจากบรรลุขอบเขตเปิดจิต
พลังจิตสัมผัสนี้ ยังสามารถเรียกได้อีกอย่างว่าพลังญาณหยั่งรู้
[โฮสต์: ฉินเฟิง]
[การบ่มเพาะ: ขอบเขตเปิดจิต ระดับ 1]
[กายา: เส้นเอ็นเหล็กกล้า]
[จำนวนการชักกระบี่: 500]
[อาวุธ: กระบี่สนิมวิญญาณ]
[การชำระกายา 10 ปีหลอมรวมเสร็จสิ้น ยินดีด้วยเจ้าค่ะโฮสต์ กายาบรรลุถึงขั้นเส้นเอ็นเหล็กกล้า]
[ระดับของกายาแบ่งเป็น: มนุษย์ปุถุชน, เส้นเอ็นเหล็กกล้า, กระดูกเหล็กไหล, นิพพาน, กายทองคำ, เหนือมนุษย์, เข้าสู่ธรรม, พลังเทพ, สรรพสิ่ง, อมตะ]
[ยินดีด้วยเจ้าค่ะ โฮสต์บรรลุถึงขอบเขตเปิดจิตเรียบร้อย]
[ระดับของการบ่มเพาะแบ่งเป็น: เปิดจิต, ถมทะเล, เหยียบเวหา, สยบความว่างเปล่า, ตำหนักเทพ, วิถีสูญ, หวนคืนสูญ, นักบุญ, มหาปราชญ์, จักรพรรดิราชันย์]
[การบ่มเพาะขั้นเปิดจิต กายาขั้นเส้นเอ็นเหล็กกล้า ปลดล็อกพันธะสัญญาหนึ่งเดียวของระบบ]
[ผลของพันธะสัญญา 1: เมื่อโจมตี จะสุ่มเพิ่มพลังโจมตี 1-10 เท่า]
[ผลของพันธะสัญญา 2: เมื่อถูกโจมตี จะกระตุ้นกายทองคำอมตะ สามารถเพิกเฉยต่อความเสียหายทั้งปวง โอกาสกระตุ้นครั้งแรก 100%, ครั้งที่สอง 50%, ครั้งที่สาม 25%, ครั้งที่สี่ 12.5% ลดลงตามลำดับ ระยะเวลาคูลดาวน์ 7 วัน]
[ผลของพันธะสัญญา 3: ขณะฝึกฝน สามารถสุ่มกระตุ้นโบนัส 999 เท่า พฤติกรรมการฝึกฝนทั้งหมดล้วนสามารถกระตุ้นผลนี้ได้]
เมื่อได้รับโชควาสนาทั้งหมดนี้ จากที่ฉินเฟิงเพียงแค่มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะร่าอย่างเบิกบานและท้ายที่สุดก็เงยหน้าหัวเราะลั่นฟ้า!
มองดูตลอดห้วงกาลเวลาอันยาวนาน มีเพียงฉินเฟิงเท่านั้นที่มีวาสนาเช่นนี้นับเป็นหนึ่งเดียวในรอบหมื่นปีจริงๆ
อาจเป็นเพราะฉินเฟิงตื่นเต้นมากเกินไป จึงเผลอชักกระบี่ในมือออกมาอีกครั้งโดยไม่ระวัง!