- หน้าแรก
- ลุยดันเจี้ยน เจอแต่เห็ด
- บทที่ 8: 'หนามเงิน' ที่พึ่งพาได้
บทที่ 8: 'หนามเงิน' ที่พึ่งพาได้
บทที่ 8: 'หนามเงิน' ที่พึ่งพาได้
บทที่ 8: 'หนามเงิน' ที่พึ่งพาได้
โรงเตี๊ยมตะวันทอง
ในฐานะหนึ่งในโรงเตี๊ยมเพียงสองแห่งในเมืองดัมบ์วินด์ เมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองใต้ดินผลึกม่วงมากที่สุด โรงเตี๊ยมตะวันทองแตกต่างจากคู่แข่งที่ขายแต่เหล้าเกรดต่ำและเนืองแน่นไปด้วยผู้คนร้อยพ่อพันแม่ เพราะที่นี่เสิร์ฟเฉพาะไวน์รสเลิศ เข้มข้น และกลมกล่อมเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ราคาที่สูงลิบลิ่วจึงคัดกรองให้มีเพียงนักผจญภัยที่มีฝีมือระดับหนึ่งเท่านั้นที่แวะเวียนมา
ทว่าวันนี้ เหล่านักผจญภัยที่ปกตินั่งกระจัดกระจายกลับรวมกลุ่มกันอย่างประหลาดที่ฝั่งขวา ทำให้คนสี่คนที่นั่งโดดเดี่ยวอยู่ทางฝั่งซ้ายดูราวกับเหมาพื้นที่ครึ่งหนึ่งไปครอง
ก็แน่ละ นั่นคือหน่วย 'ซิลเวอร์ธอร์น' (หนามเงิน) ทีมนักผจญภัยระดับเพชรที่สมาชิกทุกคนมีเลเวลสูงกว่า 50
ไม่ใช่ว่าหน่วยซิลเวอร์ธอร์นจะวางก้ามใหญ่อะไร แต่ใครที่มีตาดูย่อมเห็นได้ว่าบรรยากาศรอบตัวพวกเขาช่างดูมาคุ และไม่มีใครอยากจะเข้าไปกระตุกหนวดเสือในเวลานี้
ทุกคนได้แต่ดื่มกินเงียบๆ อยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ปนอยากรู้อยากเห็น หวังว่าจะแอบได้ยินเรื่องซุบซิบอะไรสักอย่างไปคุยโม้ต่อในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
สมาชิกที่โดดเด่นที่สุดของหน่วยซิลเวอร์ธอร์นคือ 'การ์' ลูกครึ่งมังกร ด้วยความสูง 2.3 เมตร แม้แต่นั่งอยู่ก็ยังสูงกว่าคนปกติยืนเสียอีก และเมื่อรวมกับเกราะหนักที่เสริมพลัง เขาจึงดูเหมือนกำแพงเมืองเคลื่อนที่
อันที่จริง เขาคือกำแพงเมืองที่คอยปกป้องเพื่อนร่วมทีมอย่างแท้จริง ในการต่อสู้โชกโชนนับครั้งไม่ถ้วน เขายืนหยัดอยู่แนวหน้า ต้านทานศัตรูที่ดาหน้าเข้ามา สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เพื่อนร่วมทีมได้โจมตี
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือการ์ไม่ได้รับความสามารถในการพ่นลมหายใจมังกรมาจากแม่ที่เป็นเผ่ามนุษย์มังกร มิเช่นนั้น การพ่นลมหายใจมังกรใส่ศัตรูขณะตั้งรับ คงทำให้แม้แต่นายพลสัตว์อสูรเถื่อนต้องสิ้นชีพคาที่
อย่างไรก็ตาม คำพูดที่หลุดออกจากปากลูกครึ่งมังกรในตอนนี้กลับไร้ซึ่งความห้าวหาญโดยสิ้นเชิง
"จบเห่ จบเห่แน่ๆ พวกเราคงอยู่ในสหราชอาณาจักรต่อไปไม่ได้แล้ว
หัวหน้า ถ้าถามฉันนะ ภารกิจนี้มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ชิงหนีไปหมู่เกาะตะวันตกก่อนที่พวกนั้นจะทันตั้งตัวล่ะ
ขืนออกมาจากเมืองใต้ดินเมื่อไหร่ เราคงไม่มีโอกาสหนีแล้ว!"
เคร้ง—
ใบมีดคมกริบพุ่งปักเข้าที่แผ่นเกราะหน้าอกของการ์แล้วกระดอนไปตกบนโต๊ะ ชาโดว์วอล์กเกอร์สาว 'ไนท์อาวน์' (นกฮูกราตรี) เล่นใบมีดอีกสองเล่มในมืออย่างสบายอารมณ์
เอลฟ์สาวผู้ปาดคอสัตว์ประหลาดมานับไม่ถ้วนด้วยมีดบิน กำลังจ้องมองตัวแทงค์ของทีมด้วยสีหน้าราวกับกำลังมองกองขี้ก็อบลิน
"นายลืมไปแล้วเหรอว่าคราวที่แล้วแค่นั่งเรือในแม่น้ำสองวัน นายก็แทบจะอ้วกจนไส้ไหล?
แล้วยังจะหนีไปหมู่เกาะอีก? นายคงตายบนเรือตั้งแต่กลางทางแล้วมั้ง
อีกอย่าง ภารกิจยังไม่ทันเริ่มเลย และถ้าทำสำเร็จ เราอาจได้เมืองมาครองเลยนะ!"
ดวงตาของไนท์อาวน์เป็นประกายเมื่อพูดถึงเมือง ใครจะไปรู้ว่าทำไมเอลฟ์แท้ๆ ถึงได้สนใจอยากได้เมืองมนุษย์นัก
"แต่มันต้องทำให้สำเร็จสิ!
พวกเขาบอกว่าต้องพานางกลับมาแบบไร้รอยขีดข่วน แต่นี่มันผ่านไปครึ่งเดือนแล้วนะ!
อย่าบอกนะว่าเธอไม่รู้สภาพนักผจญภัยที่ติดอยู่ในเมืองใต้ดินผลึกม่วงแล้วยังไม่ตาย
มันก็มีแค่ต้นไม้ปรสิตที่ชั้นห้า หรือไม่ก็รังสัตว์ประหลาดหนวดที่ชั้นเก้า ต่อให้เราช่วยออกมาได้ สมองคงเละเป็นโจ๊กไปแล้ว เธอคิดว่าท่านดยุกจะนับว่านั่นคือ 'ไร้รอยขีดข่วน' งั้นเหรอ?
สถานการณ์ดีที่สุดคือถูกพวกสัตว์อสูรเถื่อนเร่ร่อนจับไปเป็นเสบียงสำรอง ป่านนี้แขนขาคงถูกแยกส่วนไปเกือบหมดแล้ว
แถมยังต้องภาวนาไม่ให้สติแตกเพราะความสิ้นหวังไปซะก่อน
ภารกิจนี้มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย!
ตอนที่ท่านดยุกมาทวงคำอธิบายด้วยตัวเอง ไนท์อาวน์ เธอคงใช้ 'เคลื่อนย้ายเงา' หนีไปได้ แต่พวกเราสามคนคงโดนทุบเละเป็นโจ๊ก!"
ไม่แปลกที่การ์จะกลัวดยุกอารามาร์ขนาดนั้น สิบปีก่อน ตอนที่พวกเขายังอยู่แค่ระดับทองและเงิน อารามาร์ก็เป็นยอดฝีมือเลเวล 70 ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมนุษยชาติแล้ว
อย่าให้ความจริงที่ว่าทั้งสี่คนมีเลเวลห้าสิบกว่าๆ ห่างจากดยุกแค่นับสิบเลเวลมาหลอกตา ในความเป็นจริง ต่อให้มัดรวมกันสี่คน ก็คงเป็นได้แค่คู่ซ้อมวอร์มอัพให้ยอดฝีมือเลเวลตันอย่างท่านดยุกเท่านั้น
ช่องว่างระหว่างเลเวลยิ่งสูงยิ่งห่างไกล ไม่ต้องพูดถึงตัวตนระดับเลเวลตันอย่างท่านดยุกที่ตันมานาน ย่อมต้องมีสกิลระดับสูงมากมาย ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากจักรวรรดิเร้นลับที่ชายแดนได้นานขนาดนี้
"พอได้แล้ว พอได้แล้ว การ์ อย่าพูดมากน่า"
เมื่อเห็นการ์ทำท่าจะปลุกระดมความพ่ายแพ้ต่อ หัวหน้าทีม 'โนว่า' จึงจำต้องขัดจังหวะ
"มันยังพอเป็นไปได้ที่จะช่วยเธอไม่ใช่เหรอ? ถ้าสมองเสียหาย เราคงทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าแขนขาหายไปสักข้างสองข้าง ก็แค่ใช้น้ำยาฟื้นฟูอวัยวะ
ความเสี่ยงสูงจริง แต่ผลตอบแทนก็น่าสนใจ
จะยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวคนได้ยังไง?
มาวัดดวงกันเถอะ ถ้าช่วยมาได้แค่คนปัญญาอ่อน ฉันจะไปอธิบายกับท่านดยุกเอง ส่วนพวกนายก็ถือโอกาสหนีไปซะ"
ในความเป็นจริง โนว่าก็รู้ดีว่านักรบของเขาพูดถูก ถ้าเป็นเมื่อ 10 ปีก่อน เขาคงเลือกที่จะหนี หายตัวไปในหมู่เกาะตะวันตกหรือดินแดนของเอลฟ์และคนแคระ ต่อให้ดยุกอารามาร์จะเก่งแค่ไหนก็แตะต้องเขาไม่ได้
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป สหราชอาณาจักรและจักรวรรดิเร้นลับมีข้อพิพาทกันไม่หยุดหย่อน จวนเจียนจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ในเวลาแบบนี้ ทั้งเอลฟ์และคนแคระคงไม่ยอมให้ยอดฝีมือต่างถิ่นเข้าเมืองง่ายๆ แน่
ที่เดียวที่ไปได้คือหมู่เกาะตะวันตก อย่างไรเสียในฐานะมนุษย์ เขาคงไม่เต็มใจไปจักรวรรดิเร้นลับเพื่อเป็นทาสเลือดให้พวกแวมไพร์หรอก
แต่หมู่เกาะก็ไม่ใช่ที่ที่ดีนัก หมอกปริศนาทางทิศตะวันตกขยายตัวไม่หยุด กลืนกินเกาะแก่งไปเรื่อยๆ พวกล่าทาสบนเกาะเหล่านั้นต่างพากันตื่นตระหนก
ในเวลาแบบนี้ ถ้านักผจญภัยระดับเพชรจนตรอกหลงเข้าไป คงโดนบังคับให้ไปต้านหมอกเป็นแน่
งานนั้นมีอัตราการตายสูงกว่าการสำรวจเมืองใต้ดินเสียอีก
ชั่งน้ำหนักดูแล้ว สู้เสี่ยงดวงดีกว่า เสี่ยงดวงว่าจะช่วยลูกสาวดยุกออกมาได้แบบครบ 32 หรือเสี่ยงดวงว่าต่อให้ช่วยมาได้แค่คนปัญญาอ่อน ท่านดยุกก็คงไม่ทุบเขาตายคาที่หรอกมั้ง
อย่างไรก็ตาม ทีมนี้ไม่ใช่ระบอบเผด็จการ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องมาจากเสียงส่วนรวม
"กฎเดิม โหวตกัน ฉันโหวตให้เข้าเมืองใต้ดิน"
"ฉันอยากเป็นเจ้าเมือง!" ไนท์อาวน์ก็โหวตเห็นด้วย
"ฉันยังยืนยันว่าเราควรหนีตอนนี้" ลูกครึ่งมังกรไม่อยากเสี่ยงดวงเห็นๆ
"อีวาน?"
ทั้งสามคนหันไปมองสมาชิกคนที่สี่ของทีม 'อีวาน' ที่ไม่พูดไม่จาสักคำตั้งแต่ต้น และกำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่างใต้โต๊ะ
ร่างเล็กของฮาล์ฟลิงแทบจะจมหายไปกับขอบโต๊ะไม้ เขาช่างจืดจางเหลือเกินเวลาเงียบ แต่ในฐานะจอมเวทตัวทำดาเมจหลักของทีม ความเห็นของเขาย่อมสำคัญไม่แพ้กัน
"เอาออกมาได้ซะที!"
ผลึกเวทมนตร์ที่เสียหายและบิดเบี้ยวถูกโยนลงตรงหน้า อีวานหยิบผลึกเวทมนตร์เกรด B อันใหม่ออกมาอย่างกระตือรือร้น และยัดมันเข้าไปในช่องว่างที่หน้าท้องจนเกิดเสียง "คลิก"
พลังเวทพลุ่งพล่านจากทุกทิศทาง ไหลผ่านผลึกเวทมนตร์เข้าสู่แขนขาและกระดูกของอีวาน กระแสเวทมนตร์อันรุนแรงชะล้างไปทั่วทุกไซแนปส์ประสาท ส่งเขาเข้าสู่ภวังค์อันเลือนลาง
"อ่า... โอ้ว..."
เสียงครางอย่างสุขสมของจอมเวทฮาล์ฟลิงดังไปทั่วโรงเตี๊ยม และสายตาของคนอื่นๆ ก็เริ่มมองมาอย่างประหลาด
ไนท์อาวน์กำมีดในมือแน่น แทบจะยั้งใจไม่ให้ปาใส่คอเพื่อนร่วมทีมจอมขายขี้หน้าไม่ไหว
"ไอ้บ้านี่ ติดเวทมนตร์จนกู่ไม่กลับแล้ว..."
มองดูจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้าที่ตาเหลือกและน้ำลายยืด โนว่ารู้สึกเพียงว่าการเป็นหัวหน้าทีมช่างยากเย็นและเหนื่อยใจเหลือเกิน
"ภารกิจล่าช้าไม่ได้ เอาเป็นว่า 2 ต่อ 1 การ์ นายแบกอีวานไป ชั้นแรกๆ แค่ฉันกับไนท์อาวน์ก็เอาอยู่"
การ์ถอนหายใจและไม่คัดค้านอีก เพียงแต่ยื่นมือไปหาโนว่า
"?"
"น้ำยาต้านเวทมนตร์! นายลืมไปแล้วเหรอว่าคราวที่แล้วเจ้านี่เกือบส่งเราสองคนไปลงนรกด้วยระเบิดเวทมนตร์ระยะเผาขนบนหลังฉัน?"
"..."