- หน้าแรก
- ระบบปล้นสะท้านพหุภพ
- บทที่ 19 - ยกทัพบุกแคว้นหลิ่ว
บทที่ 19 - ยกทัพบุกแคว้นหลิ่ว
บทที่ 19 - ยกทัพบุกแคว้นหลิ่ว
บทที่ 19 - ยกทัพบุกแคว้นหลิ่ว
☆☆☆☆☆
แคว้นหลิ่ว
"ฝ่าบาท ประเทศของเรามีพรมแดนติดกับแคว้นกู้ หลังจากที่ข้าศึกพักฟื้นฟูกองทัพเสร็จแล้ว จะต้องหันปลายหอกมาทางพวกเราอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!"
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท เจตนาของข้าศึกชัดเจนมาก หากยึดครองทั้งเจ็ดอาณาจักรไม่ได้พวกมันก็คงไม่ยอมเลิกรา และเป้าหมายต่อไปก็คือแคว้นหลิ่วของพวกเรานี่แหละพ่ะย่ะค่ะ!"
"ฝ่าบาท พวกเราต้องรีบชิงลงมือก่อนที่พวกมันจะฟื้นตัว รีบส่งกองทัพไปบุกตีพวกมันเลยพ่ะย่ะค่ะ!"
...
ภายในท้องพระโรงของแคว้นหลิ่วเต็มไปด้วยเสียงโต้เถียงกันอย่างดุเดือด มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนให้เป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อน และฝ่ายที่สนับสนุนให้ปิดประตูเมืองตั้งรับ
หลิ่วซูซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นหลิ่วรู้สึกปวดหัวกับเสียงโวยวายเหล่านี้ เดิมทีเขาก็รู้สึกหงุดหงิดใจอยู่แล้ว ตอนนี้อารมณ์จึงยิ่งพุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีก
"หุบปากกันให้หมด!"
ชั่วพริบตานั้นเสียงทะเลาะเบาะแว้งอันดุเดือดก็เงียบกริบลงทันที
หลังจากเงียบไปพักหนึ่งหลิ่วซูก็เอ่ยปากขึ้น "ที่ข้าเรียกพวกท่านมาก็เพื่อปรึกษาหารือเรื่องแผนการ ไม่ใช่ให้มาโต้เถียงกันอย่างไร้ประโยชน์ ตอนนี้เวลาของพวกเรามีไม่มากแล้ว คิดแผนการและเหตุผลให้ดีก่อนแล้วค่อยเสนอขึ้นมา"
เมื่อเหล่าขุนนางได้ยินดังนั้น แต่ละคนก็ขมวดคิ้วแน่นและเริ่มใช้ความคิด
ท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ขุนนางคนหนึ่งก็ก้าวออกมากระทำลายความเงียบ "กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ!"
หลิ่วซูปรายตามองแวบหนึ่ง "พูดมา!"
"กระหม่อมเห็นว่าพวกเราควรเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อนพ่ะย่ะค่ะ! ข้าศึกเพิ่งจะทำศึกกับแคว้นกู้เสร็จหมาดๆ ซึ่งความแข็งแกร่งของแคว้นกู้นั้น พวกเราต่างก็รู้กันดีว่าต่อให้ไม่ได้แข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆแต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ส่วนแคว้นหลิ่วของเรานั้นแข็งแกร่งกว่าแคว้นกู้มากนัก พวกเรามีกองทัพนับล้านนาย ในขณะที่ข้าศึกกำลังอยู่ในช่วงอ่อนล้า หากฝ่าบาททรงนำทัพไปบุกโจมตี ย่อมต้องทำให้ข้าศึกตั้งตัวไม่ติดอย่างแน่นอน แต่หากปล่อยให้พวกมันพักฟื้นจนกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง เกรงว่าพวกเราอาจจะต้องตกที่นั่งลำบาก ต่อให้สุดท้ายพวกเราจะสามารถต้านทานการบุกของพวกมันได้ แต่อีกห้าอาณาจักรที่เหลือก็คงจ้องจะเล่นงานพวกเราอยู่เหมือนกัน พวกมันจะต้องฉวยโอกาสตอนที่พวกเรากำลังอ่อนแอเข้ามารุมทึ้งอย่างแน่นอน! ฝ่าบาท ตอนนี้ความได้เปรียบตกอยู่ในมือพวกเราแล้ว อย่าปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือไปนะพ่ะย่ะค่ะ!"
หลิ่วซูทำท่าครุ่นคิด เขารู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็มีเหตุผล หากพวกเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก อีกห้าอาณาจักรที่เหลือจะต้องฉวยโอกาสซ้ำเติมพวกเขาอย่างแน่นอน
"ฝ่าบาท ทำเช่นนั้นไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!" ขุนนางคนแรกเพิ่งจะพูดจบก็มีคนก้าวออกมาคัดค้านทันที
หลิ่วซูชะงักไป "ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร"
อีกฝ่ายโค้งคำนับก่อนจะเอ่ยขึ้น "กระหม่อมเห็นว่าพวกเราไม่ควรเป็นฝ่ายบุก แต่ควรตั้งรับอยู่แต่ในเมืองพ่ะย่ะค่ะ! จากข่าวที่สายลับรายงานมา กองทัพของแคว้นกู้ถูกจับเป็นเชลยทั้งหมด การที่ข้าศึกมีพละกำลังมากถึงเพียงนี้ แสดงว่าการต่อสู้ในครั้งนั้นจะต้องเป็นการบดขยี้อย่างราบคาบเป็นแน่ ถึงแม้แคว้นหลิ่วของเราจะมีกองทัพนับล้าน แต่พวกเราก็ไม่สามารถบดขยี้กองทัพเจ็ดแสนนายของแคว้นกู้ได้อย่างราบคาบเช่นกัน หากพวกเรายกทัพออกไปรบ เกรงว่าอาจจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ หากแนวหน้าต้องเผชิญกับศึกหนักแถมยังต้องไปรบในดินแดนของข้าศึก กองทัพแนวหลังของพวกเราก็จะว่างเปล่า หากอาณาจักรอื่นฉวยโอกาสนี้เข้ามาโจมตี แคว้นหลิ่วก็จะต้องกลายเป็นแคว้นกู้แห่งต่อไปเป็นแน่!"
"เอ่อ..." หลิ่วซูเริ่มลังเลใจ สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล
ขุนนางคนแรกเมื่อเห็นว่าความคิดเห็นของตนถูกคัดค้านก็ยอมไม่ได้ทันที "เหลวไหลสิ้นดี! ขอเพียงแค่แคว้นหลิ่วของพวกเรายอมลงนามในสัญญาสงบศึกกับอีกห้าอาณาจักรที่เหลือ พวกเราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแนวหลังอีกต่อไปแล้ว!"
"เจ้านั่นแหละที่เหลวไหล เพ้อเจ้อ!" คนถูกด่าโมโหขึ้นมาทันที "สัญญาสงบศึกบ้าบออะไรกัน มันก็แค่เศษกระดาษใบหนึ่งเท่านั้น หากเป็นช่วงเวลาสงบสุข มันอาจจะมีอำนาจผูกมัดอยู่บ้าง แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ มันก็เป็นแค่เครื่องมือรักษาหน้าตาของแต่ละประเทศเท่านั้น! หากฝ่าบาททรงเชื่อคำลวงโลกของเจ้า แคว้นหลิ่วของพวกเราก็คงถึงคราวล่มสลายเป็นแน่! ในหน้าประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป เพียงแค่เรื่องแย่งชิงทรัพยากรที่ดินเพียงเล็กน้อย ทั้งเจ็ดอาณาจักรก็พร้อมที่จะเปิดศึกห้ำหั่นกันได้ทุกเมื่อ รอจนกองทัพของเราว่างเปล่าเมื่อไหร่ อาณาจักรอื่นจะต้องฉีกหน้ากากแล้วบุกเข้ามาอย่างแน่นอน! ที่เจ้าพูดมาเช่นนี้ เจ้ามีเจตนาแอบแฝงอะไรกันแน่!"
"เจ้า! เจ้า! เจ้า..." อีกฝ่ายถูกด่าจนหน้าดำหน้าแดง โกรธจนแทบจะหายใจไม่ออก
ในเวลานี้ภายในใจของหลิ่วซูก็โอนเอียงไปทางฝ่ายตั้งรับ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเสนอแผนการอะไรขึ้นมาอีก เขาก็ตัดสินใจทันที "พอได้แล้ว ข้าตัดสินใจแล้ว ให้ทำตามที่ท่านขุนนางเสนอมา ปิดประตูเมืองตั้งรับ!"
"ฝ่าบาททรงพระปรีชาพ่ะย่ะค่ะ!" เมื่อเห็นว่าความคิดเห็นของตนได้รับการยอมรับ เขาก็ดีใจเป็นอย่างมาก เขาส่งสายตาเยาะเย้ยไปให้อีกฝ่าย ซึ่งนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายโกรธจนหน้ามืดวิงเวียนศีรษะ เลือดลมสูบฉีดจนล้มตึงไปในทันที
หลิ่วซูตกใจเล็กน้อยแต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว "ทหาร พาตัวขุนนางผู้นี้ไปให้หมอหลวงตรวจดูอาการและให้พักผ่อนรักษาตัวให้ดี"
"เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้ ในช่วงเวลานี้ให้เร่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกำแพงเมือง เตรียมตัวให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกข้าศึกปิดล้อมเมือง ให้ส่งคนไปกว้านซื้อเสบียงอาหารจากอีกห้าอาณาจักรมาตุนไว้ให้มากที่สุด"
"เลิกประชุม!"
...
เวลาผ่านไปเช่นนี้สามวัน
ในช่วงเวลานี้เจียงฝานก็พักฟื้นจนร่างกายกลับมาสมบูรณ์เต็มร้อยแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นผนึกบนร่างกายของเขาก็คลายลงเล็กน้อย ทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มสูงขึ้น ตอนนี้เขาสามารถใช้พลังได้ถึงสามในหมื่นส่วนของช่วงท็อปฟอร์ม ซึ่งสูงกว่าก่อนหน้านี้ถึงสองเท่าเลยทีเดียว
"นายเหนือหัว ตอนนี้แคว้นกู้ได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิหารเทพอย่างเป็นทางการแล้วพ่ะย่ะค่ะ" จัวหยวนหมิงเข้ามารายงานสถานการณ์
"อืม ทำได้ดีมาก ช่วงนี้มีข่าวคราวของอีกหกอาณาจักรบ้างไหม" เจียงฝานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ด้วยพลังเทวะของพระองค์ ทำให้อีกหกอาณาจักรไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามพ่ะย่ะค่ะ ทว่าแคว้นหลิ่วซึ่งมีพรมแดนติดกับแคว้นกู้กลับกำลังเร่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกำแพงเมืองขนานใหญ่ ดูจากสถานการณ์แล้วพวกมันคงตั้งใจจะปิดประตูเมืองตั้งรับ พระองค์จะทรงให้พวกเราหลีกเลี่ยงแคว้นหลิ่วแล้วไปบุกอาณาจักรอื่นก่อน หรือจะให้ยกทัพไปประชิดกำแพงเมืองแล้วปิดล้อมพวกมันเอาไว้จนตายดีพ่ะย่ะค่ะ" จัวหยวนหมิงเอ่ยถาม
เมื่อได้ยินดังนั้นเจียงฝานก็หัวเราะเยาะ "ปิดประตูเมืองตั้งรับงั้นเหรอ หากเป็นสงครามทั่วไป วิธีนี้คงจะใช้ได้ผลดีทีเดียว แต่พวกมันหารู้ไม่ว่ากำลังต่อกรอยู่กับใคร"
จัวหยวนหมิงตอบรับทันที "นายเหนือหัวทรงอานุภาพไร้เทียมทานพ่ะย่ะค่ะ!"
"ไม่ต้องไปสนใจพวกมัน ทิ้งทหารไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อคอยดูแลแคว้นกู้ ส่วนที่เหลือให้ตามข้าไปบุกแคว้นหลิ่ว!"
"น้อมรับเทวโองการพ่ะย่ะค่ะ!"
เผลอแปบเดียวก็ผ่านไปอีกสองวัน
ภายในเวลาสองวัน เจียงฝานก็นำกองทัพมาประชิดชายแดนของแคว้นหลิ่ว
บนกำแพงเมือง หลิ่วซูมองดูกองทัพที่มีเพียงสี่แสนนายด้วยความงุนงง เดิมทีเขาคิดว่าข้าศึกจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดมาบุกโจมตีพวกเขา แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะส่งทหารมาแค่สี่แสนนายเพื่อท้าทายกองทัพนับล้านของพวกเขา พวกมันกล้าดียังไง!
"พวกท่านคิดว่าข้าศึกกำลังเล่นตุกติกอะไรอยู่"
"เอ่อ..." เหล่าขุนนางมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ผลลัพธ์ที่ออกมามันเหนือความคาดหมายของพวกเขาจริงๆ เดิมทีพวกเขาคิดว่าข้าศึกน่าจะมีทหารอย่างน้อยก็สองล้านนาย แต่ตอนนี้...
"ฝ่าบาท หรือว่านี่จะเป็นแค่ทัพหน้าของพวกมันพ่ะย่ะค่ะ" พวกเขาไม่รู้เลยว่ากองทัพของแคว้นกู้ถูกเจียงฝานจัดการจนพินาศด้วยตัวคนเดียว ทหารสี่แสนนายในตอนนี้ส่วนใหญ่ก็คือทหารเก่าของแคว้นกู้นั่นแหละ เจียงฝานไม่กลัวเลยว่าพวกมันจะไม่ยอมเชื่อฟัง ในเมื่อมีเขาอยู่ทั้งคน ใครมันจะกล้าแข็งข้อกัน
"ก็มีเหตุผล รอดูสถานการณ์ไปก่อนก็แล้วกัน เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจจะอยากให้พวกเราตายใจแล้วล่อให้กองทัพของเราออกไปรบกลางแจ้ง จากนั้นก็ค่อยตลบหลังพวกเรา!" หลิ่วซูคาดเดา
...
"นายเหนือหัว พวกเราเดินทางมาถึงหน้ากำแพงเมืองแคว้นหลิ่วแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ส่งคนไปเจรจาก่อน ข้าจะให้โอกาสพวกมันได้กลับตัวกลับใจ หากพวกมันยอมจำนน ข้าก็จะไว้ชีวิตพวกมัน" เจียงฝานสั่งการ อันที่จริงเขาก็เดาได้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมจำนนง่ายๆ แต่อย่างน้อยก็ต้องทำตามธรรมเนียมก่อนบุก จะได้ไม่เสียหน้า เสียเวลาแค่ไม่กี่นาทีแถมยังได้โชว์ความเมตตาของตัวเองอีกต่างหาก
จัวหยวนหมิงที่อยู่ด้านข้างรีบผสมโรงทันที "พ่ะย่ะค่ะ! ผู้สร้างโลกทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา!"
"ทหาร! ส่งคนไปตะโกนบอกพวกแคว้นหลิ่ว สรรเสริญความยิ่งใหญ่ของผู้สร้างโลก! ให้โอกาสพวกมันได้กลับตัวกลับใจซะ!"
ด้วยเหตุนี้ ทหารนายหนึ่งจึงควบม้าอย่างรวดเร็วไปที่หน้ากำแพงเมืองแคว้นหลิ่ว
"ผู้สร้างโลกทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา เมื่อทรงเห็นว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์เข่นฆ่ากันเองไม่รู้จักจบสิ้น พระองค์จึงทรงลงมาจุติด้วยพระองค์เอง เพื่อนำพาเผ่าพันธุ์มนุษย์ก้าวไปสู่ยุคสมัยใหม่ ตอนนี้แคว้นกู้ได้เข้ามาสู่อ้อมกอดของผู้สร้างโลกแล้ว หากพวกเจ้ายอมสวามิภักดิ์ต่อวิหารเทพด้วยความเต็มใจ ผู้สร้างโลกจะทรงอภัยโทษให้กับความผิดพลาดในอดีต การรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งคือความบริบูรณ์ วิหารเทพไม่อาจปัดความรับผิดชอบนี้ได้!"
[จบแล้ว]