- หน้าแรก
- ระบบปล้นสะท้านพหุภพ
- บทที่ 15 - เทพจุติ ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า
บทที่ 15 - เทพจุติ ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า
บทที่ 15 - เทพจุติ ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า
บทที่ 15 - เทพจุติ ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า
☆☆☆☆☆
เจียงฝานคิดไม่ออกและขี้เกียจจะคิดแล้ว สถานการณ์ในตอนนี้ย่อมต้องให้เขาลงไปแทรกแซงด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นสงครามครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่
ส่วนเว่ยจื่อเซวียนคนก่อนหน้านี้ เย่อวี่ได้ส่งเขากลับไปเรียบร้อยแล้ว
บนดาวเวทมนตร์ผ่านไปหลายร้อยปี แต่โลกภายนอกเพิ่งจะผ่านไปแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
แต่ก่อนหน้านั้นเขาต้องเตรียมตัวเสียก่อน การลงไปเยือนดาวเวทมนตร์เขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง หากต้องการจะยุติสงครามครั้งนี้โดยเด็ดขาด ถ้าไม่มีไม้แข็งก็คงทำไม่สำเร็จ
เขาหันไปมองแต้มระบบหนึ่งแสนแต้มที่เหลืออยู่ การอัญเชิญครั้งแรกใช้ไปห้าพันแต้ม สร้างร่างกายใหม่ให้ห้าร้อยแต้ม การอัญเชิญครั้งที่สองถูกลงมาหน่อยใช้ไปแค่สี่พันแต้ม ร่างกายใหม่ก็อัปเกรดให้แล้วส่งกลับไป
แต้มระบบหนึ่งแสนแต้มที่เหลืออยู่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะใช้มันให้หมด โดยจะเอาไปแลกเป็นโอกาสสุ่มรางวัลทั้งหมดเลย
"ระบบ นายว่าฉันควรแลกโอกาสสุ่มรางวัลระดับทองแดงสิบครั้ง หรือจะแลกโอกาสสุ่มรางวัลระดับเงินหนึ่งครั้งดี" เจียงฝานลังเลเล็กน้อยจึงตัดสินใจถามความเห็นจากระบบ
เย่อวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไป
[ร่างสถิตแลกโอกาสสุ่มรางวัลระดับเงินดีกว่า ของรางวัลจากระดับทองแดงมีขีดจำกัดสูงสุดแค่ระดับ B ซึ่งไม่ได้ช่วยยกระดับความแข็งแกร่งให้ร่างสถิตมากนัก แต่ขีดจำกัดสูงสุดของการสุ่มระดับเงินคือระดับ A+]
"เข้าใจแล้ว ถ้างั้นก็แลกโอกาสสุ่มรางวัลระดับเงินมาเลย" เจียงฝานพยักหน้ารับ
[ติ๊ง! หักแต้มระบบหนึ่งแสนแต้ม ขอแสดงความยินดีด้วย ร่างสถิตได้รับโอกาสสุ่มรางวัลระดับเงินหนึ่งครั้ง]
"ใช้งานเลย"
[ติ๊ง! สุ่มได้พรสวรรค์ระดับ A+ 'ปาฏิหาริย์']
ปาฏิหาริย์ (ระดับ A+): เมื่อจ้าวแห่งดวงดาวลงไปเยือนโลกภายใต้การบังคับบัญชาจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์สะท้านฟ้า และได้รับสิทธิ์ในการลงมือต่อสู้ด้วยพลังระดับหนึ่งในหมื่นของความแข็งแกร่งที่แท้จริงจำนวนสามครั้ง
[พรสวรรค์ระดับ A+ 'ปาฏิหาริย์' กระตุ้นฟังก์ชันขยายผลสิบเท่า ยกระดับกลายเป็นพรสวรรค์ระดับ S 'เทพจุติ']
เทพจุติ (ระดับ S): เมื่อจ้าวแห่งดวงดาวลงไปเยือนโลกภายใต้การบังคับบัญชาจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์สะท้านฟ้า และจะมีพลังเริ่มต้นอยู่ที่หนึ่งในหมื่นของความแข็งแกร่งที่แท้จริง จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปผนึกจะค่อยๆคลายลง พลังความแข็งแกร่งจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับหนึ่งในร้อยของความแข็งแกร่งที่แท้จริงสูงสุด
เย่อวี่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ร่างสถิตของเขาดวงดีขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย โอกาสสุ่มรางวัลที่มีขีดจำกัดสูงสุดแค่ระดับ A+ แต่กลับสุ่มได้ของรางวัลชิ้นท็อปสุดมาซะได้
ถ้าดวงดีขนาดนี้ แล้วทำไมเมื่อก่อนถึงได้กากนักล่ะ
เจียงฝานมองดูของที่สุ่มได้แล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจสุดขีด ของสิ่งนี้มันมีประโยชน์กับเขาในตอนนี้มากเหลือเกิน
เขาชักจะสงสัยแล้วสิว่าระบบของตัวเองแอบล็อกผลรางวัลเอาไว้ให้หรือเปล่า
สำหรับเรื่องดวงของตัวเองเขาย่อมรู้ตัวดี แต่ตอนนี้ทุกครั้งที่สุ่มรางวัล ต่อให้ไม่ได้ของระดับสูงสุดก็ยังได้ของระดับรองลงมา แถมแพ็กเกจของขวัญมือใหม่ก็เหมือนกัน ถ้าบอกว่าระบบไม่ได้แอบช่วยล็อกผลรางวัลให้เขา เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
"ขอบใจนะ"
"..." เย่อวี่เงียบกริบ เมื่อมองดูสีหน้าของเจียงฝานเขาก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาไม่ได้แอบล็อกผลรางวัลจริงๆนะ
[ร่างสถิตรีบออกเดินทางเถอะ]
ในเมื่ออธิบายไปก็คงไม่เชื่อ ถ้างั้นก็ปล่อยให้ร่างสถิตเข้าใจผิดต่อไปก็แล้วกัน
"ตกลง ฉันขอปรับกระแสเวลาแปบนึงนะ"
เมื่อมีพรสวรรค์ระดับ S 'โลภมาก' แต้มสร้างโลกของเขาก็ไม่ได้ขาดแคลนอีกต่อไป ตอนนี้เขาสามารถสนับสนุนกระแสเวลาของดาวเวทมนตร์ได้อย่างสบายๆ
ท้ายที่สุดเจียงฝานก็ปรับกระแสเวลาให้ดาวเวทมนตร์ผ่านไปหนึ่งร้อยปีเท่ากับโลกภายนอกหนึ่งวัน จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าเข้าสู่ดาวเวทมนตร์
...
"วูบ!"
ปรากฏการณ์สะท้านฟ้าก่อตัวขึ้น ประชาชนทั้งเจ็ดอาณาจักรต่างก็ตื่นตระหนกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
"ประหลาดนัก!"
"นี่คือเรื่องบังเอิญ หรือเป็นฝีมือมนุษย์กันแน่"
"หยวนฟาง เจ้าคิดเห็นเช่นไร" ชายวัยกลางคนในชุดหรูหราเอ่ยถามชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้าง
"กระหม่อมไม่อาจทราบได้พ่ะย่ะค่ะ ในหน้าประวัติศาสตร์ไม่เคยมีบันทึกเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน หากปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากน้ำมือมนุษย์..." หยวนฟางไม่ได้พูดต่อจนจบ แต่ชายวัยกลางคนก็เข้าใจความหมายแฝงของเขาดี
"ตอนนี้ความขัดแย้งของทั้งเจ็ดอาณาจักรกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การหยุดพักฟื้นฟูประเทศกว่าสี่สิบปีทำให้ทุกประเทศหลงลืมบาดแผลในอดีตไปจนหมดสิ้น สงครามครั้งใหญ่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว..."
หยวนฟางมีสีหน้าลังเลใจ "เหตุใดจึงต้องเข่นฆ่ากันด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเคยศึกษาประวัติศาสตร์ มนุษย์ในอดีตล้วนได้รับการชี้แนะจากเหล่านักปราชญ์จนก้าวพ้นความป่าเถื่อนสู่ความเจริญรุ่งเรือง ในเมื่อพวกเราต่างก็มีรากเหง้าเดียวกัน เหตุใดจึงไม่อาจจับมือร่วมกันพัฒนาต่อไปได้"
"หึ... ใช่แล้ว พวกเราต่างก็มีรากเหง้าเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครยอมก้มหัวให้ใคร ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเจ็ดอาณาจักรขึ้นมา และเกิดสงครามตามมายังไงล่ะ..." กู้เป่ยหัวเราะเยาะตัวเอง เขากันหน้าไปมองหยวนฟาง "ต้นตอของเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือความทะเยอทะยานของมนุษย์ เมื่ออำนาจกองอยู่ตรงหน้า เจ้าจะไม่ลงไปไขว่คว้ามันมาเชียวหรือ"
ใบหน้าของหยวนฟางซีดเผือด เขารีบก้มหน้าลงทันที "กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ!"
กู้เป่ยไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาตบไหล่หยวนฟางเบาๆแล้วพูดกับตัวเองต่อไป "ผู้คนบนโลกล้วนดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อผลประโยชน์ทั้งสิ้น หากทั้งเจ็ดอาณาจักรต้องการจะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ก็ต้องออกไปแย่งชิงทรัพยากรจากประเทศอื่นๆ"
หยวนฟางเอาแต่ก้มหน้าเงียบ
"ในเมื่อกระแสสงครามกำลังจะปะทุขึ้น และคืนนี้ก็ดันเกิดปรากฏการณ์สะท้านฟ้าขึ้นมาอีก เชื่อว่าคนของประเทศอื่นก็คงจะได้เห็นเหมือนกัน ส่งคนออกไปสืบข่าวให้ทั่ว..." กู้เป่ยสั่งการ
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมทูลลา!" หยวนฟางรับคำสั่งทันที จากนั้นก็ถอยหลังเดินจากไปอย่างนอบน้อม
ปรากฏการณ์สะท้านฟ้ากินเวลายาวนานถึงสองชั่วโมงเต็มกว่าจะสงบลง กู้เป่ยทอดสายตามองดวงจันทร์บนฟากฟ้า "คลื่นลมกำลังจะตั้งเค้าแล้ว..."
...
ณ สถานที่แห่งหนึ่งบนดาวเวทมนตร์ในเวลาเดียวกัน
จุดที่เจียงฝานลงมาจุติก็คือเผ่าเล็กๆแห่งหนึ่ง
ใช่แล้ว มันคือเผ่า เผ่าแห่งนี้ก็คือเผ่าพันธุ์มนุษย์นั่นแหละ
ในปีไคเหวินที่ 310 หลังจากที่ความขัดแย้งปะทุขึ้นจนเผ่าพันธุ์มนุษย์แตกแยกออกเป็นเจ็ดอาณาจักร ก็ยังมีมนุษย์กลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งที่ยังคงรำลึกถึงพระคุณของนักปราชญ์ในอดีต พวกเขาไม่ได้แยกตัวออกไปตั้งตนเป็นกษัตริย์
แต่พวกเขารวมตัวกันแล้วปลีกวิเวกเดินทางมาสร้างเผ่าเล็กๆอยู่ในดินแดนอันห่างไกล และตั้งตารอคอยว่าสักวันหนึ่งในอนาคต เหล่านักปราชญ์จะลงมาจุติเพื่อนำพาพวกเขาให้กลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง
และในตอนนี้...
"ฟิ้ว!"
ลำแสงสีทองสาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวทำเอาผู้คนในเผ่าตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ชั่วขณะนั้นไม่มีใครกล้าขยับตัวแม้แต่ก้าวเดียว
เมื่อแสงสีทองค่อยๆจางหายไป ร่างของใครคนหนึ่งก็ค่อยๆปรากฏขึ้นในสายตาของพวกเขา
คนผู้นั้นก็คือ เจียงฝาน นั่นเอง
"อึก!"
เมื่อมองดูเจียงฝานที่ก้าวออกมาจากแสงสีทอง ผู้คนต่างก็เหงื่อแตกพลั่ก พวกเขาไม่รู้ว่าเจียงฝานมีเป้าหมายอะไร เป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่
"ใครคือผู้นำของเผ่าพวกนาย" เจียงฝานกวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะเอ่ยปากถาม
"ขะ... ข้าเอง ท่านคือใครกัน" ชายชราคนหนึ่งเดินตัวสั่นเทาออกมา
"ฉันงั้นเหรอ จะเชื่อหรือเปล่าถ้าฉันบอกว่าฉันคือเทพเจ้าผู้นำพาเปลวไฟมาสู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ในยุคโบราณ" เจียงฝานยิ้มบางๆ ความน่าเกรงขามจำเป็นต้องใช้คำพูดมาอธิบายด้วยเหรอ แค่พลังเทวะที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัวก็อลังการงานสร้างพอแล้ว
"ข้าเชื่อ!" ผู้นำเผ่าตอบกลับด้วยความตื่นเต้น พลังเทวะที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเจียงฝานมันรุนแรงเกินไปแล้ว ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆก็ยังคงรายล้อมอยู่รอบตัวเขา จะไม่ให้เชื่อได้ยังไงล่ะ!
"โอ้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จงส่งมอบตำแหน่งผู้นำของนายมาให้ฉันซะ การที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อยุติสงครามของทั้งเจ็ดอาณาจักร และสร้างยุคสมัยใหม่ให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์" เจียงฝานจ้องมองชายชรา
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายชราก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขายื่นไม้เท้าในมือส่งให้เจียงฝานทันที
"เก็บรักษามาได้จนถึงทุกวันนี้ พวกนายนี่มีความตั้งใจจริงๆ" เมื่อมองดูไม้เท้าในมือ เจียงฝานก็เผยรอยยิ้มออกมา ไม้เท้าอันนี้ก็คือไม้เท้าของผู้นำมนุษย์รุ่นแรกนั่นแหละ เพียงแต่ว่ากาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปทำให้มันดูเก่าและผุพังไปมาก
เจียงฝานใช้พลังของจ้าวแห่งดวงดาวดัดแปลงไม้เท้าอันนี้เล็กน้อย เพียงไม่นานไม้เท้าที่เปี่ยมไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
"ไม่ทราบว่าข้าควรจะเรียกขานท่านว่าอย่างไรดี" ชายชราเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
เจียงฝานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง การที่เขามาที่นี่ก็เพื่อสร้างระบบโครงสร้างขึ้นมาใหม่ ดังนั้นก็ควรจะตั้งชื่อที่มันฟังดูยิ่งใหญ่อลังการสักหน่อย "ฉันชื่อเจียงฝาน... นามแห่งเทพคือ จ้าวแห่งดวงดาว"
ช่างเถอะ เขาเป็นพวกตั้งชื่อไม่เก่ง คิดชื่อที่มันดูอลังการไม่ออก ก็เลยเอาชื่อของจ้าวแห่งดวงดาวมาดัดแปลงนิดหน่อยก็แล้วกัน
[จบแล้ว]