- หน้าแรก
- ระบบปล้นสะท้านพหุภพ
- บทที่ 13 - ผู้ทะลุมิติคนใหม่
บทที่ 13 - ผู้ทะลุมิติคนใหม่
บทที่ 13 - ผู้ทะลุมิติคนใหม่
บทที่ 13 - ผู้ทะลุมิติคนใหม่
☆☆☆☆☆
ความแตกต่างของระดับอารยธรรมนี้ย่อมไม่ใช่ความผิดของเย่อวี่ เพราะอารยธรรมของเฉาเม่าไม่ได้ล่มสลายมาตั้งแต่แรก
ในตอนที่ระบบมาถึง ระดับอารยธรรมของเขาก็ก้าวเข้าสู่ยุคศักดินาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โครงสร้างทางสังคมและระบบภาษาล้วนสมบูรณ์แบบ พอมีระบบเข้ามาช่วยก็เลยพุ่งทะยานได้ในทันที
ไม่เหมือนกับร่างสถิตฝั่งของเย่อวี่ที่อารยธรรมเพิ่งจะล่มสลายไป ทุกอย่างจึงต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด
โชคดีที่ช่องว่างเหล่านี้ยังสามารถไล่ตามให้ทันได้ ตอนนี้ความเร็วในการพัฒนาของเฉาเม่าเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่สามารถทุ่มเทแต้มสร้างโลกจำนวนมหาศาลเพื่อเร่งกระแสเวลาเหมือนอย่างเมื่อก่อนได้อีกแล้ว
แต้มสร้างโลกของเขาคงทนการเผาผลาญจากการเร่งเวลาเป็นร้อยๆปีไม่ไหวแน่ ไม่อย่างนั้นคงได้แห้งขอดกันพอดี
สีหน้าของเฉาเม่าเคร่งเครียดขึ้นมา "ศัตรูที่แฝงตัวอยู่เหรอ เป็นใครกัน"
สำหรับศัตรูที่แฝงตัวอยู่ตามที่ระบบบอกนั้น เขาทั้งรู้สึกประหลาดใจและหวาดระแวงเป็นอย่างมาก ขนาดจ้าวแห่งดวงดาวที่มีอารยธรรมระดับสองคนนั้น ระบบของเขายังไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ
ระบบเลือกที่จะเงียบกริบต่อคำถามของเฉาเม่า กฎเกณฑ์มีข้อจำกัดเอาไว้ว่าห้ามเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับการทดสอบในครั้งนี้ แต่การส่งสัญญาณเตือนเพื่อความไม่ประมาทก็ยังพอทำได้อยู่
[ร่างสถิตเพียงแค่ต้องรีบพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุดก็พอ ภัยคุกคามจากอีกฝ่ายนั้นยิ่งใหญ่มาก ศักยภาพของมันอยู่ในระดับเดียวกับนายเลยทีเดียว!]
เฉาเม่าถึงกับม่านตาหดเกร็ง ศักยภาพระดับเดียวกันเลยงั้นเหรอ!
สำหรับขีดจำกัดสูงสุดของตัวเองนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเดาไม่ออกเลย ขอแค่มีระบบอยู่ เขาก็มีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัดแล้ว
แต่คำตอบของระบบกลับทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาไม่ใช่คนโง่ เมื่อเจอกับคำใบ้จากระบบของตัวเอง ภายในใจของเขาก็พอจะคาดเดาอะไรได้บ้างแล้ว
เฉาเม่าหรี่ตาลงเล็กน้อย "ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะรีบพัฒนาให้เร็วที่สุด"
...
ตัดภาพกลับมาที่เดิม
หลังจากที่ส่งหลี่จื่อมู่กลับไปแล้ว เจียงฝานก็เร่งกระแสเวลาต่อไป
"พัฒนาแบบนี้ประสิทธิภาพมันต่ำเกินไปหน่อยแฮะ ฉันควรจะลงไปแทรกแซงด้วยตัวเองดีไหมนะ..." เจียงฝานพึมพำอย่างใช้ความคิด
[ร่างสถิต ความเชี่ยวชาญของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันนะ ตอนนี้ถ้าอารยธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์อยากจะก้าวกระโดดครั้งใหญ่ จำเป็นต้องแก้ปัญหาระบบภาษาก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งเรื่องแบบนี้ถ้าไม่ปล่อยให้กาลเวลาช่วยขัดเกลา ก็ทำได้แค่ต้องลงไปแทรกแซงแบบบังคับเท่านั้น ซึ่งระบบภาษาก็ไม่ใช่เรื่องที่ร่างสถิตถนัดด้วยสิ] เย่อวี่เอ่ยเตือน
"ก็จริงแฮะ..." เจียงฝานพยักหน้ารับ ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องใช้วิธีนั้นแล้วล่ะ "ระบบ ใช้ฟังก์ชันอัญเชิญข้ามมิติเลย ครั้งนี้ขอเป็นนักภาษาศาสตร์มาช่วยพัฒนาอารยธรรมหน่อยนะ"
[ติ๊ง! ไม่มีปัญหา กำลังดำเนินการอัญเชิญ... โปรดรอสักครู่...]
ช่องทางเชื่อมต่อระหว่างโลกที่เปิดออกในครั้งนี้ไม่ใช่โลกใบเดิมที่หลี่จื่อมู่อาศัยอยู่ แต่หลังจากที่เย่อวี่ลองสัมผัสดู โลกใบนี้ก็เป็นเพียงโลกธรรมดาทั่วไปเหมือนกัน
หลังจากที่สำรวจสถานการณ์ของโลกใบนี้จนแน่ใจแล้ว เย่อวี่ก็คัดเลือกเป้าหมายที่เหมาะสมได้สำเร็จ
[ติ๊ง! ผู้ทะลุมิติเตรียมพร้อมแล้ว!]
"เยี่ยม งั้นก็ส่งลงไปบนดาวโลกเลย" เจียงฝานพยักหน้ารับ แต่ทว่าจู่ๆเย่อวี่ก็พูดแทรกขึ้นมา
[สถานการณ์ในครั้งนี้ค่อนข้างพิเศษนิดหน่อยนะ]
"พิเศษยังไงเหรอ" เจียงฝานงุนงง
[ผู้ที่ถูกเลือกคนนี้อายุค่อนข้างมากแล้ว ถ้าให้ทะลุมิติไปทั้งร่างเนื้อล่ะก็ คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหรอก]
เมื่อได้ยินดังนั้นเจียงฝานก็ถึงกับอึ้งไป แต่พอมาลองคิดดู ในเมื่อเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ระดับปรมาจารย์ ประสบการณ์ก็ต้องสูงส่งเป็นธรรมดา เรื่องอายุก็คงเป็นปัญหาจริงๆนั่นแหละ
"พอจะมีวิธีแก้ไหม"
[แค่ใช้วิธีทะลุมิติด้วยวิญญาณก็พอ ส่วนร่างเนื้อของเขาฉันจะช่วยเก็บรักษาเอาไว้ให้ก่อน]
"แบบนั้นก็ได้... ไม่ต่างกันเท่าไหร่ งั้นก็ทะลุมิติด้วยวิญญาณเลย!"
ดังนั้นเย่อวี่จึงนำดวงวิญญาณของคนผู้นี้ใส่เข้าไปในร่างของทารกเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เพิ่งจะเริ่มปฏิสนธิ
...
"หืม เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมฉันถึงลืมตาไม่ขึ้นเลยล่ะ..." เว่ยจื่อเซวียนพยายามอย่างหนักที่จะลืมตาขึ้นมา
แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เขาก็ไม่อาจลืมตาที่หนักอึ้งคู่นี้ขึ้นมาได้เลย
และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขาสูญเสียการควบคุมร่างกายของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง
ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือตัวเองจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปแล้ว
เดิมทีเขาก็แค่เอนหลังงีบหลับบนเก้าอี้พักผ่อนเท่านั้น ทำไมพอลืมตาตื่นขึ้นมาถึงได้กลายมาอยู่ในสภาพแบบนี้ได้ล่ะ
เว่ยจื่อเซวียนไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องทนอยู่ในสถานที่อันมืดมิดไร้แสงสว่างแห่งนี้มานานแค่ไหนแล้ว
เขาเอาแต่อยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นตลอดเวลา ในแต่ละวันเขามีสติสัมปชัญญะเต็มร้อยเพียงแค่สิบกว่านาทีเท่านั้น เวลาที่เหลือก็เอาแต่หลับใหล
เวลาค่อยๆล่วงเลยผ่านไป ประสาทสัมผัสของเขาก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน...
อยู่ในท้องแม่เนี่ยนะ!!!
ข้อสรุปนี้ทำให้เขาตกใจจนแทบสิ้นสติ เขาอยู่ในวัยสี่สิบกว่าปีแล้วนะ ทำไมถึงได้กลับมาเกิดใหม่ในท้องแม่ได้ล่ะเนี่ย!
แต่หลังจากที่พยายามยืนยันอยู่หลายครั้ง เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับความจริงข้อนี้ สำหรับพล็อตนิยายที่พวกวัยรุ่นชอบอ่านกัน เขาก็พอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง สถานการณ์ของเขาในตอนนี้คงหนีไม่พ้นสองกรณีนี้
หนึ่งคือเขาทะลุมิติมาแล้ว สองคือเขาได้กลับชาติมาเกิดใหม่
โลกภายนอกล่วงเลยผ่านไปเช่นนี้จนครบแปดเดือน
ในวันนั้นเอง เว่ยจื่อเซวียนรู้สึกได้ว่าศีรษะของเขากำลังถูกดึงดูดอย่างแรง
เมื่อร่างกายทั้งหมดหลุดพ้นออกมา เขาก็สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่
การสั่นสะเทือนของกล่องเสียงทำให้เกิดเป็นเสียงเด็กร้องไห้จ้าออกมา
พวกมนุษย์ที่อยู่รอบๆเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเว่ยจื่อเซวียนก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก การร้องไห้ออกมาได้แสดงว่าเด็กคนนี้แข็งแรงดี
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแปบเดียวสิบสามปีก็ผ่านพ้นไป
เว่ยจื่อเซวียนเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองได้อย่างถ่องแท้แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาทะลุมิติมาจริงๆ แถมยังเป็นการทะลุมิติด้วยวิญญาณอีกต่างหาก
เพียงแต่โลกที่เขาทะลุมิติมานี้ มันทำให้เขาพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยจริงๆ ในสายตาของเขา ที่นี่คือเผ่าของอารยธรรมยุคดึกดำบรรพ์ที่แสนจะล้าหลัง
แม้แต่ระบบภาษาที่เป็นรูปเป็นร่างยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยคิดอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอยู่เหมือนกัน ด้วยความรู้ความสามารถที่เขามี การจะสร้างระบบภาษาขึ้นมาในที่แห่งนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย
แต่ทว่าเขากลับไม่มีบารมีมากพอในเผ่า แถมเขายังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำต้องพับเก็บความคิดนี้เอาไว้ชั่วคราว แล้วหันมาสร้างบารมีในเผ่าให้ได้เสียก่อน
กระบวนการนี้ย่อมต้องใช้เวลายาวนานอย่างแน่นอน
โชคดีที่อาศัยความรู้ความสามารถอันล้ำเลิศ ภายใต้การชี้แนะของเขา เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็พัฒนาขึ้นไปได้มาก สถานะของเขาจึงพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
เว่ยจื่อเซวียนนั่งพิงต้นไม้พักผ่อนพลางครุ่นคิด "ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเผ่านี้มันมีอะไรแปลกๆอยู่แฮะ แต่จะให้บอกว่าแปลกตรงไหนก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน..."
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาสัมผัสได้ถึงความพิเศษของเผ่านี้ เผ่าอารยธรรมยุคดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่มีแม้แต่ระบบภาษา แต่กลับใช้วัสดุอย่างปูนซีเมนต์ในการสร้างบ้าน แถมยังมีกำแพงล้อมรอบอีกต่างหาก
มันแปลกเกินไปแล้ว ประวัติศาสตร์การพัฒนาของมนุษยชาติไม่ควรจะเป็นแบบนี้นี่นา
เขาทำได้เพียงเก็บความสงสัยทั้งหมดนี้เอาไว้ในใจ จนกระทั่งตายเขาก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าก่อนหน้าเขายังมีผู้ทะลุมิติอยู่อีกคนหนึ่ง
ก็แน่ล่ะสิ เผ่าในตอนนี้ยังไม่มีการบันทึกตัวอักษรเลยนี่นา
"ดูเหมือนว่าท่านผู้นำจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว อีกไม่กี่ปีก็คงจะสิ้นอายุขัย ถึงตอนนั้นคนที่มีความหวังจะได้ขึ้นเป็นผู้นำมากที่สุดย่อมต้องเป็นฉัน และนั่นก็คือเวลาที่ฉันจะได้เริ่มต้นสร้างระบบภาษาเสียที!"
เว่ยจื่อเซวียนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย เขาศึกษาระบบภาษามาทั้งชีวิต ไม่มีอะไรจะน่าตื่นเต้นไปกว่าการได้ลงมือสร้างระบบภาษาให้กับอารยธรรมด้วยตัวเองอีกแล้ว!
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เผลอแปบเดียวก็ผ่านไปอีกสองปี
ในวันนั้นเอง ผู้นำของเผ่าได้เรียกตัวเว่ยจื่อเซวียนให้เข้าไปในบ้าน
ภายในบ้านยังมีมนุษย์คนอื่นๆอยู่อีกหลายคน ซึ่งพวกเขาก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีบารมีในเผ่าทั้งสิ้น
แต่บารมีของคนพวกนี้เมื่อเทียบกับเว่ยจื่อเซวียนแล้วก็เปรียบเสมือนแสงหิ่งห้อยกับแสงจันทร์เท่านั้น เขากวาดสายตามองไปรอบๆก็เข้าใจได้ทันที ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นวันเลือกผู้นำคนใหม่สินะ
ผู้นำที่พิงอยู่บนเก้าอี้มองดูทุกคนที่มากันพร้อมหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ท่ามกลางสายตาของทุกคน ผู้นำส่งสัญญาณให้เว่ยจื่อเซวียนก้าวออกไปข้างหน้า ซึ่งมนุษย์คนอื่นๆก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับผลลัพธ์นี้เลย
ผลงานของเว่ยจื่อเซวียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกคนต่างก็ประจักษ์แก่สายตาดี สำหรับการที่เขาจะได้ขึ้นรับตำแหน่ง ทุกคนต่างก็ยอมรับอย่างหมดใจ
[จบแล้ว]