- หน้าแรก
- ระบบปล้นสะท้านพหุภพ
- บทที่ 8 - การจุติของผู้ทะลุมิติ
บทที่ 8 - การจุติของผู้ทะลุมิติ
บทที่ 8 - การจุติของผู้ทะลุมิติ
บทที่ 8 - การจุติของผู้ทะลุมิติ
☆☆☆☆☆
มุมมองกลับมาที่เดิม
[ติ๊ง! ผู้ทะลุมิติเตรียมพร้อมแล้ว ขอให้ร่างสถิตเลือกสถานที่สำหรับการจุติของบุคคลนี้!]
เจียงฝานที่รอคอยมาพักหนึ่งได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นอีกครั้ง
"สถานที่จุติงั้นเหรอ... เอาเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์เผ่าแรกที่ฉันเคยเข้าไปสัมผัสด้วยก็แล้วกัน!" เจียงฝานครุ่นคิด
[ติ๊ง! ส่งตัวผู้ทะลุมิติเรียบร้อยแล้ว!]
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือน เจียงฝานก็ทอดสายตามองลงไปยังดาวโลก
...
ณ สถานที่แห่งหนึ่งบนดาวโลก
ผมชื่อหลี่จื่อมู่ เป็นนักศึกษาหัวกะทิที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยหัวชิง วันนี้ผมก็กำลังนั่งออกแบบพิมพ์เขียวอยู่เหมือนอย่างเคย
แต่จู่ๆภาพตรงหน้าก็สว่างวาบ รู้ตัวอีกทีผมก็มาโผล่อยู่กลางป่าเขาเสียแล้ว
โผล่มากลางป่าก็ยังพอว่า แต่ไอ้ฝูง 'คนป่า' ที่อยู่ตรงหน้าผมเนี่ยมันคือตัวอะไรกัน!
นี่มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้วนะ บนโลกนี้ยังมีคนป่าอยู่อีกเหรอ
ขนดกเต็มตัวไปหมด ถึงแม้จะใส่เสื้อผ้าที่ถักทอจากเส้นใยปอ แต่นี่มันไม่ใช่สัตว์ที่ควรจะมีอยู่บนโลกใบนี้อย่างแน่นอน!
หลี่จื่อมู่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด เขาลองหยิกตัวเองแรงๆดูหนึ่งทีถึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
"จบเห่แล้ว ฉันทุลุมิติมาแล้ว ข่าวดีก็คือฉันได้รับโอกาสทะลุมิติที่ใครหลายคนต่างก็ใฝ่ฝันหา ข่าวร้ายก็คือโลกที่ฉันทะลุมิติมาดันเป็นโลกยุคดึกดำบรรพ์เสียได้!"
หลี่จื่อมู่รู้สึกแทบจะสติแตก เขาไม่มีทักษะการเอาชีวิตรอดในป่าเลยนะ ทำไมคนอื่นทะลุมิติไปต่างโลกถึงได้กลายเป็นเทพทรูเก่งกาจไร้เทียมทาน แต่ทำไมเขาถึงต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่ด้วยล่ะ
ในระหว่างที่เขากำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เหล่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อยู่รอบๆต่างก็จ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของเขาด้วยความระแวดระวัง
เพียงไม่นานก็มีมนุษย์คนหนึ่งที่ดูน่าเกรงขามเดินออกมายืนอยู่ตรงหน้า เขามองดูหลี่จื่อมู่ด้วยท่าทางครุ่นคิด
"วาฮังเคีย! (ท่านปราชญ์องค์ปฐม!)" มนุษย์คนนี้เอ่ยประโยคที่หลี่จื่อมู่ฟังไม่เข้าใจออกมา
ในยุคสมัยนี้ระบบภาษาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ยังไม่ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างชัดเจน ทำได้เพียงสื่อสารกันแบบง่ายๆผ่านการออกเสียงบางอย่างเท่านั้น
การสื่อสารเหล่านี้มีข้อจำกัดอยู่มาก ไม่สามารถสื่อสารเรื่องที่ซับซ้อนได้
แต่ขอเพียงแค่คลุกคลีกันเป็นเวลานานก็จะสามารถเข้าใจความหมายของกันและกันได้
สิ้นเสียงของมนุษย์คนนั้น เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อยู่รอบๆต่างก็ลดความหวาดระแวงลง แววตาของพวกเขามีแต่ความเคารพเทิดทูน
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้หลี่จื่อมู่ถึงกับงุนงง ตอนแรกเขายังคิดว่าตัวเองจะถูกคนป่าพวกนี้จับมัดแล้วเอาไปต้มกินเสียอีก
ดูท่าทางแล้วคงจะไม่ได้คิดจะกินเขาสินะ
"วามิคุสะ! (ท่านปราชญ์!)" จ่าฝูงเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อหน้าหลี่จื่อมู่ด้วยความเคารพอีกครั้ง
หลี่จื่อมู่ไม่เข้าใจความหมาย แต่เมื่อดูจากท่าทางที่อีกฝ่ายพยายามทำไม้ทำมือประกอบ... ดูเหมือนว่าจะชวนให้เขาไปนั่งพักที่เผ่าของพวกเขาสินะ
ท่ามกลางสายตาอันคาดหวังของเผ่าพันธุ์มนุษย์ หลี่จื่อมู่กัดฟันตัดสินใจเดินตามพวกเขาไปที่เผ่า
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าโลกใบนี้เป็นยังไง แต่ในเมื่อมีคนป่าอยู่ สัตว์ป่าที่อยู่ข้างนอกนั่นก็คงจะดุร้ายน่าดู
คนธรรมดาที่ไม่มีอาวุธติดตัวอย่างเขา แถมยังไม่มีความรู้เรื่องการเอาชีวิตรอดในป่าเลยสักนิด ขืนออกไปร่อนเร่อยู่ข้างนอกก็ไม่รู้ว่าจะเอาชีวิตรอดได้หรือเปล่า
เพียงไม่นานหลี่จื่อมู่ก็เข้ามาถึงใจกลางเผ่าของพวกเขา เมื่อมองดูบ้านเรือนที่สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ เขาก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
คนป่าในยุคนี้สามารถสร้างบ้านด้วยตัวเองได้แล้วเหรอเนี่ย!
เมื่อมองดูอาวุธหลากหลายชนิดที่อยู่ในมือของคนป่าพวกนี้ หลี่จื่อมู่ก็ยิ่งรู้สึกงุนงงเข้าไปใหญ่
ถึงแม้อาวุธพวกนี้จะดูหยาบกระด้าง แต่เขาก็ยังพอแยกแยะประเภทของมันได้คร่าวๆ
หอก ง่าม ทวน ค้อน...
ไม่ถูกสิ มันแปลกมากๆ!
ถึงเขาจะไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ แต่เขาก็มีความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง มนุษย์ในยุคแรกเริ่มไม่มีทางพัฒนาได้เร็วขนาดนี้หรอก อาวุธที่ใช้ก็น่าจะเป็นพวกมีดหินหรือหอกหินสิ
ไม่มีทางที่จะมีอาวุธหลากหลายประเภทขนาดนี้ แถมยังมีบ้านเรือนอีก มนุษย์ในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าขนาดนี้หรอกมั้ง
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ใช่โลกใบเดิมที่เขาจากมา การพัฒนาของมนุษย์ก็คงจะเอาสามัญสำนึกมาตัดสินไม่ได้ คิดได้ดังนั้นเขาก็เลยปล่อยวาง
จ่าฝูงพาหลี่จื่อมู่เดินเข้าไปในบ้านหลังที่ใหญ่ที่สุด จากนั้นก็ทำไม้ทำมือประกอบอีกสองสามที
"วาสดิคัส! (นี่คือที่พักของท่าน!)"
ถึงจะฟังไม่เข้าใจแต่ก็พอเดาความหมายได้ หลี่จื่อมู่พยักหน้ารับ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะให้เขาพักอยู่ในบ้านหลังนี้
สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจก็คือ ทำไมคนป่าพวกนี้ถึงได้ทำตัวสุภาพนอบน้อมกับเขานัก แถมยังไม่ใช่ความสุภาพแบบธรรมดาๆด้วย
แต่เอาเถอะ ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ทะลุมิติก็ทะลุมิติมาแล้ว เอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง
ดังนั้นหลี่จื่อมู่จึงอาศัยอยู่ที่นี่อย่างสบายใจ ถึงยังไงตอนนี้ชีวิตของเขาก็ยังไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย เพียงแต่เขาเคยชินกับยุคข้อมูลข่าวสารที่มีอินเทอร์เน็ตให้ใช้ พอต้องมาอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์แบบนี้ เขาก็เลยรู้สึกเบื่อหน่ายเอามากๆ
ความสนุกเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์เผ่านี้
"เฮ้อ..."
ไม่นานนักความมืดก็มาเยือน
มนุษย์กลุ่มหนึ่งหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาปั่นไม้จุดไฟอย่างชำนาญ
"รู้จักวิธีใช้ไฟแล้วเหรอ ถึงจะไม่รู้ว่าประวัติศาสตร์การพัฒนาของคนป่าพวกนี้เป็นมายังไง แต่อย่างน้อยก็คงสร้างระบบสังคมขึ้นมาได้ระดับหนึ่งแล้วล่ะ..."
จากการเฝ้าสังเกตตลอดทั้งวัน หลี่จื่อมู่ก็พอจะประเมินระดับอารยธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มนี้ได้คร่าวๆ
เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์ที่ออกไปล่าสัตว์ก็ทยอยเดินทางกลับมา กองไฟภายในเผ่าก็ถูกจุดให้สว่างไสวขึ้น
จ่าฝูงเดินมาหาหลี่จื่อมู่เพื่อพาเขาไปกินมื้อค่ำด้วยกัน
"รสชาติจืดชืดชะมัด..."
หลี่จื่อมู่กินเนื้อย่างไปได้สองสามคำก็ขมวดคิ้ว แต่ตอนนี้เขาไม่มีสิทธิ์เลือกมากนัก แค่มีเนื้อสุกๆให้กินก็ดีแค่ไหนแล้ว จะเอาอะไรอีก
วันเวลาผ่านไปเช่นนี้อีกหลายวัน
ในช่วงหลายวันนี้ หลี่จื่อมู่แทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว มันน่าเบื่อเกินไปแล้ว ไม่มีอะไรให้ทำเลยสักนิด
วันๆเอาแต่กินแล้วก็นอน มนุษย์พวกนี้ไม่เคยให้เขาทำอะไรเลย เอาแต่กราบไหว้บูชาเขาเหมือนเป็นเทพเจ้าอย่างนั้นแหละ
มันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว!
"ลองหาอะไรทำดูดีไหมนะ" หลี่จื่อมู่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ มองดูเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานพลางพึมพำกับตัวเอง เขาเป็นพวกลงมือปฏิบัติจริง ทนอยู่เฉยๆไม่ได้หรอก
คิดได้ดังนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มเดินสำรวจไปทั่วทั้งเผ่า
ถึงแม้เผ่านี้จะพัฒนาได้เร็วกว่าประวัติศาสตร์โลกที่เขาจากมา แต่สำหรับคนที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างเขา มันก็ยังดูล้าหลังเกินไปอยู่ดี
"ตรงนั้นมัน..."
จู่ๆเขาก็มองเห็นพื้นที่สีขาวอมเทาบริเวณหนึ่ง
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เขาก็พบว่ามีก้อนหินสีขาวกับสีขาวอมเทาปูลาดอยู่บนพื้น
เขานั่งย่อตัวลง หยิบหินขึ้นมาหนึ่งก้อน แล้วใช้นิ้วถูดูอย่างละเอียด
"หินปูน..." หลี่จื่อมู่ดวงตาทอประกายเจิดจ้า เขากวาดสายตามองไปรอบๆเผ่า
รอบด้านถูกล้อมรอบด้วยรั้วที่ทำจากไม้
"หึหึ ฉันสามารถใช้ปูนซีเมนต์สร้างกำแพงล้อมรอบได้นี่นา แบบนี้ก็จะได้เพิ่มพลังป้องกันให้กับเผ่าด้วย"
ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้รับการปรนนิบัติอย่างดีจากมนุษย์พวกนี้ แต่ในเมื่อได้รับความดูแลจากพวกเขา เขาก็ควรจะออกแรงช่วยเหลือพัฒนาเผ่าของพวกเขาบ้าง
อีกอย่างตอนนี้เขาก็ลงเรือลำเดียวกันกับพวกมนุษย์แล้ว การยกระดับความแข็งแกร่งของเผ่าก็เท่ากับเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตของเขาเองด้วย
"แต่ยังขาดแร่เหล็กสำหรับการทำปูนซีเมนต์อยู่ ถ้าเป็นแร่เหล็กในยุคสมัยนี้น่าจะมีอยู่เยอะแยะ ลองหาดูแถวๆนี้ก็แล้วกัน"
หลี่จื่อมู่ลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะไปหาจ่าฝูงของเผ่าที่เขาเจอเมื่อวันก่อน
แต่จู่ๆเขาก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน ก็แหงล่ะสิ ตอนกลางวันจ่าฝูงน่าจะพากลุ่มคนออกไปล่าสัตว์นี่นา
ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องรอหาตอนกลางคืน เขาตัดสินใจว่าจะลองเดินหาแร่เหล็กแถวๆนี้ดูก่อน
หลังจากใช้เวลาหาอยู่พักหนึ่ง หลี่จื่อมู่ก็ได้เจอกับก้อนหินที่ต้องการสมใจ
แร่เหล็กมีรูปร่างหน้าตาหลากหลายแบบ มีทั้งสีดำ สีแดง สีน้ำตาล สีน้ำตาลแดง และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งโดยหลักแล้วจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบภายในของก้อนหินนั้นๆ
แร่เหล็กหลักๆแบ่งออกเป็นสี่ประเภท ได้แก่ แร่แมกนีไทต์ แร่ฮีมาไทต์ แร่ลิโมไทต์ และแร่ซิเดอไรต์
แร่แมกนีไทต์มีสีดำเหล็ก มีความมันวาวแบบกึ่งโลหะ และมีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็ก
แร่ฮีมาไทต์เป็นแร่เหล็กออกไซด์ที่ปราศจากน้ำ มีสีแดงเข้ม แร่ชนิดนี้มักจะก่อตัวเป็นแหล่งแร่ขนาดใหญ่ในธรรมชาติ
แร่ลิโมไทต์เป็นแร่เหล็กออกไซด์ที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ เกิดจากการผุกร่อนของแร่ชนิดอื่นๆ เป็นแร่ที่พบได้แพร่หลายที่สุดในธรรมชาติ
แร่ซิเดอไรต์เป็นแร่เหล็กคาร์บอเนตที่ย่อยสลายและทำปฏิกิริยาออกซิเดชันกลายเป็นแร่ลิโมไทต์ได้ง่าย โดยทั่วไปแล้วจะมีปริมาณเหล็กเจือปนอยู่ไม่สูงนัก
[จบแล้ว]