เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 149 ชีวิตความตายไม่อาจควบคุมเอง

ตอนที่ 149 ชีวิตความตายไม่อาจควบคุมเอง

ตอนที่ 149 ชีวิตความตายไม่อาจควบคุมเอง


เฉินเฟยเวียนหัวอย่างหนักหน่วงและเสียการรับรู้ทิศทางทันทีเมื่อเข้ามาถึงดินแดนลับ

โชคดีที่ความรู้สึกนี้หายไปเร็ว เฉินเฟยลืมตาขึ้นหันมองไปรอบด้านแล้วทรุดตัวลงพื้น

ไม่มีใครอยู่รอบตัว กัวหลินซานที่เคยอยู่ด้วยก็หายไป

พื้นดินเต็มไปด้วยหญ้าเขียว กลิ่นหอมดอกไม้โชยกระทบใบหน้า ไม่ใช่แค่กลิ่นดอกไม้เท่านั้น ยังมีกลิ่นสมุนไพรด้วย บอกได้เลยว่าเป็นสมุนไพรมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบปี

เฉินเฟยประหลาดใจและมองไปรอบด้านอย่างระวัง ยอดเขาไกลออกไปซึ่งดูเหมือนขวดคว่ำลงดึงดูดความสนใจเฉินเฟยโดยตรง

“ภูเขาป้านผิง?”

เฉินเฟยนึกถึงข้อมูลบางอย่างของดินแดนลับและพบคำแนะนำที่คล้ายกับยอดเขาตรงหน้า

แต่ที่แปลกคือภูเขาบ้านปิงซานในบันทึกสูงเพียงไม่กี่สิบหมี่ แต่ภูเขาที่อยู่ตรงหน้ากลับสูงไม่น้อยกว่าร้อยหมี่

ไม่ใช่แค่ภูเขาป้านผิงเท่านั้น เฉินเฟยมองดอกไม้ต้นไม้รอบตัว ดูแล้วพวกมันเติบโตดีเกินไปหน่อย

เฉินเฟยสูดหายใจเข้า ร่างกายสั่นไหวไปยืนอยู่บนก้อนหิน มองดูสมุนไพรตรงหน้า กลิ่นหอมสมุนไพรที่เฉินเฟยได้กลิ่นเมื่อครู่ออกมาจากสมุนไพรอันนี้

“อายุประมาณสามสิบปี”

เมื่อไม่พบอันตรายใด เฉินเฟยจึงเข้าไปหาสมุนไพรอย่างระมัดและมองหญ้ารากฉงโหลวอย่างประหลาดใจ ไม่เพียงมีอายุหลายปี แต่หญ้ารากฉงโหลวอันนี้ยังสูงกว่าหญ้ารากฉงโหลวทั่วไปมาก

“มันซ่อนเร้นเกินไปเลยไม่ถูกพบหรือ?”

เฉินเฟยมองไปรอบตัวในพริบตา ตราบใดที่มีคนมาแถวนี้ก็จะเห็นหญ้ารากฉงโหลวเลย ปราณหยวนของดินแดนลับมีอยู่ทั่ว คุณสมบัติทางยาของสมุนไพรจึงเพิ่มขึ้น แต่หากต้องการให้มีคุณสมบัติทางยาสามสิบปี อย่างน้อยต้องใช้เวลาเติบโตสิบปี

เฉินเฟยรู้สึกแปลกๆเมื่อเห็นหญ้ารากฉงโหลวอันนี้

เฉินเฟยทดสอบอย่างระวังสองสามครั้งและไม่พบอันตราย เขาจึงเดินไปหยิบหญ้ารากฉงดหลวออกมา หลังมองไปรอบตัวก็เก็บมันใส่ช่องมิติ

“แปลก”

เฉินเฟยพึมพำเสียงต่ำและดึงแม่เหล็กออกมาจากแขนเสื้อ

สิ่งนี้คือหินแฝดซึ่ง หนึ่งอันมีสองชิ้น มันสามารถสัมผัสถึงกันได้ในระยะที่กำหนด กัวหลินซานมีอยู่กับตัวอันหนึ่ง ในดินแดนลับใช้ได้เพียงวิธีนี้ในการตามหากัน

ข้างสระน้ำ ศิษย์ศาลาเฉินสุ่ยสองคนซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินขนาดใหญ่ พวกนางมองกลางสระเป็นครั้งคราว ตรงนั้นมีดอกบัวส่งกลิ่นหอมจางอบอวลไปทั่วซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข

“นั่นคือดอกบัวฝันหวาน ไม่ว่าจะกินเมล็ดบัวหรือกลีบดอกโดยตรงล้วนส่งผลดีต่อพลังจิตใจทั้งนั้น”

“แต่ที่นี่เงียบเกินไปนะศิษย์พี่หญิง ข้าเกรงว่าอาจมีสัตว์อสูรเฝ้าอยู่ใต้สระ”

“ต้องมีสัตว์อสูรอยู่แล้ว สัตว์อสูรกำลังรอให้ดอกบัวฝันหวานโตเต็มที่ก่อนจึงค่อยกิน แต่เราจะไม่รอแล้วเอาไปเลย” ศิษย์พี่หญิงพูดอย่างเคร่งขรึม

“แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะศิษย์พี่?”

“ข้าจะโจมตีสระน้ำล่อสัตว์อสูรออกไป ส่วนเจ้ารีบไปเอาดอกบัวฝันหวานมา เข้าใจหรือไม่?” ศิษย์พี่หญิงถาม

“เข้าใจแล้ว”

ศิษย์ศาลาเฉินสุ่ยสองคนกระซิบกัน จากนั้นหนึ่งในนั้นหลบไปอีกด้านหนึ่ง หยิบหินก้อนใหญ่ขึ้นมาจากเท้าแล้วโยนลงไปในสระ

น้ำในสระกระเซ็นสูงหลายหมี่ ทันใดนั้นมีเสียงร้องเหมือนลูกวัวดังขึ้น สภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังแต่เดิมเงียบลงด้วยเสียงร้องนี้

ศิษย์พี่หญิงพยายามวิ่งหนีไป ส่วนศิษย์น้องเพียงยืนขึ้นจากด้านหลังก้อนหิน แต่ในเวลานี้ทั้งสองคนต่างหยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์

ครู่ต่อมาภาพติดตาหายไป ศิษย์ศาลาเฉินสุ่ยทั้งสองถูกลากไปทันใด ผิวน้ำส่งเสียงเล็กน้อยและมีเลือดลอยกระเพื่อมอยู่ในสระ

ร่างสามร่างวิ่งอย่างรวดเร็วในป่าทึบ สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก พวกเขามองย้อนกลับไปเป็นครั้งคราว เพราะกลัวว่าจะมีอะไรตามมาทัน

หนึ่งเค่อต่อมา ไม่มีเสียงใดดังมาจากด้านหลัง ทั้งสามคนหยุดเท้าลงด้วยสีหน้าหวาดกลัว

“โชคดีที่สัตว์อสูรตัวนั้นไม่อยากอาหารนัก หลังกินไปหนึ่งคนก็หยุดไล่ตามมา”

“ต้องขอบคุณศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาว หากเขาไม่ตายก่อนเกรงว่าคงเป็นพวกเราที่ซวย”

“ตายหนึ่งรอดสาม การตายของศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดวงถือว่าคุ้มแล้ว”

ทั้งสามหัวเราะเบา ตราบใดที่คนอื่นตายล้วนถือเป็นพรที่ยิ่งใหญ่

“เราสามคนถูกกำหนดให้อยู่ร่วมกัน ไปสำรวจต่อด้วยกันดีหรือไม่?” มีคนเสนอ

“ข้าเห็นด้วย ดินแดนลับอันตรายกว่าในข่าวลือนัก การไปด้วยกันคงปลอดภัยกว่า ส่วนสิ่งที่ได้มาให้แจกจ่ายสามคนเท่ากัน ว่าอย่างไร?”

ทั้งสองมองคนที่สาม คนที่สามไม่พูดอะไร เขาเพียงจ้องมองพวกเขาด้วยตาเบิกกว้าง ช่วงเวลาต่อมาศีรษะของคนที่สามหลุดลอย เลือดพุ่งกระจายปกคลุมทุกทิศทาง

สีหน้าอีกสองคนเปลี่ยนไปทันที ขณะที่พวกเขากำลังจะเคลื่อนไหวก็มีแสงหนึ่งวาบผ่าน ร่างพวกเขากลายเป็นเศษชิ้นส่วนหล่นลงพื้นจนทำให้พื้นดินชุ่มไปด้วยเลือด

เสียงกลืนกินดังขึ้น พืชพรรณบนพื้นสั่นเล็กน้อย เลือดค่อยๆหายไป แม้แต่ลิ่มเลือดยังแห้งเหี่ยวและรวมเข้ากับพืชพรรณ

เฉินเฟยเดินไปรอบๆภูเขาป้านผิงแต่ไม่ได้ตั้งใจไปที่นั่น

แม้จะมีบันทึกว่าในภูเขาป้านผิงมีวัตถุวิญญาณมากมายซึ่งไม่ได้มีประโยชน์ต่อการบ่มเพาะเท่านั้น บนภูเขามักปรากฏวัตถุวิญญาณสำหรับการสร้างอาวุธวิญญาณด้วย แต่เฉินเฟยไม่ถูกล่อลวงเลย

เห็นได้ชัดว่าภูเขาป้านผิงมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ตามบันทึกดั้งเดิม ที่นั่นอันตรายอย่างยิ่ง หากระดับขัดเกลาอวัยวะภายในไม่ระวังตัวจะถูกฝังให้อยู่ที่นั่น

ตอนนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงอีก พระเจ้าคงรู้ดีว่าด้านในมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

บางทีอาจมีวัตถุวิญญาณมากกว่าเดิม แต่อันตรายย่อมเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ระวังอย่าไปที่นั่นดีกว่า

เฉินเฟยเดินทางมาหลายลี้แต่ไม่พบสัตว์อสูรหรือคนอื่น อย่างไรก็ตามเขายังเจอสมุนไพรอีกสองสามอย่าง

อายุของมันไม่เกินจริงเหมือนหญ้ารากฉงโหลวก่อนหน้านี้ที่มีอายุสามสิบปี แต่มันยังมีอายุสิบปีซึ่งถือเป็นการเก็บเกี่ยวที่ดี

เฉินเฟยแสดงสีหน้าแปลกๆ แม้ดินแดนลับจะมีวัตถุวิญญาณและสมุนไพรมากมาย แต่มันไม่ถึงกับเก็บได้หลายอย่างในการเดินไม่กี่ลี้

เฉินเฟยจำสิ่งที่เฟิงซิวผู่พูดตอนอยู่ในหุบเขาได้ดี ดินแดนลับเปลี่ยนไปเล็กน้อยจริงๆ

ตอนนี้บอกได้ยากว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ดีหรือไม่ แต่ถ้าออกไปได้อย่างปลอดภัยในตอนท้าย ทุกคนจะได้รับผลประโยชน์มากมาย

เฉินเฟยกำลังสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป เขาเงยมองด้านหน้า เห็นร่างหนึ่งวิ่งมาอย่างรวดเร็วโดยมีสัตว์อสูรคล้ายลิงไล่ตามมาอยู่ด้านหลัง

“ศิษย์น้องตรงนั้น ช่วยข้าสังหารสัตว์อสูรด้านหลังที ข้าจะตอบแทนให้ในภายหลัง!” ผานเป่าเสวียดีใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นเฉินเฟยและตะโกนเสียงดังออกไป

เฉินเฟยมองสัตว์อสูรด้านหลัง ลมปราณดุร้าย ตามการจำแนกแล้วมันควรเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูง ตามการบันทึก สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงเทียบได้กับระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน

สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางเทียบได้กับระดับขัดเกลาไขกระดูก ส่วนระดับหนึ่งขั้นต้นเทียบได้กับระดับหลอมกระดูก พวกมันแบ่งคร่าวๆได้เช่นนี้ แต่การเผชิญหน้ากับตัวจริงยังขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวของสัตว์อสูร

เช่นเดียวกับนักยุทธ์ขัดเกลาไขกระดูก บางครั้งความแข็งแกร่งยังแตกต่างกันมาก

ในบันทึก ดินแดนลับยังมีสัตว์อสรูสูงสุดขั้นหนึ่งด้วย นั่นเป็นการดำรงอยู่ที่ระดับขัดเกลาอวัยวะภายในยังเทียบได้ยาก เพราะความแข็งแกร่งของมันใกล้เคียงกับระดับขัดเกลาทวารอย่างยิ่ง เกรงว่าคงมีเพียงเฟิงซิวผู่ใช้กระบี่ทิวเขามรกตตอนยังไม่ฟื้นฟูพลังเท่านั้นที่สู้กับมันได้

“ข้าอ่อนแอเกินไป ขออภัยด้วย”

เฉินเฟยกระโดดไปอีกฝั่งซึ่งห่างออกไปหลายร้อยหมี่

“ในดินแดนลับเราควรช่วยเหลือกัน ทำไมศิษย์น้องถึงเลือดเย็นนัก!”

ผานเป่าเสวียขมวดคิ้วเมื่อเห็นเฉินเฟยเคลื่อนตัวออกไปพ้นทาง เขาจึงรีบวิ่งไปหาเฉินเฟยอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าผานเป่าเสวียไปเอาอะไรมาจากสัตว์อสูรด้านหลัง เมื่อเห็นผานเป่าเสวียเปลี่ยนทาง สัตว์อสูรก็คำรามแล้วไล่ตามต่อ

เฉินเฟยมองผานเป่าเสวีย หยิบธนูจากด้านหลังด้วยสีหน้านิ่งเฉย ใส่ลูกธนูแล้วง้างเล็งใส่ผานเป่าเสวีย

ใบหน้าผานเป่าเสวียแสดงความโกรธ ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา ไม่เพียงเขาไม่เปลี่ยนทิศทาง ระหว่างที่กระโดดเข้ามาความเร็วยังเพิ่มขึ้น เพียงพริบตาเดียวก็อยู่ห่างเฉินเฟยไม่กี่หมี่

“ฟิ้ว!”

ลูกธนูในมือเฉินเฟยกลายเป็นแสงพุ่งตรงไปหาผานเป่าเสวีย ความเร็วของมันเร็วกว่าที่ผานเป่าเสวียคิดไว้ เพียงครู่เดียวลูกธนูก็อยู่ตรงหน้าผานเป่าเสวีย

ผานเป่าเสวียเปลี่ยนสีหน้าทันทีและเหวี่ยงดาบยาวในมือปัดทิ้ง เสียงพุ่งผ่านดังขึ้น ลูกศรพุ่งผ่านแก้มเขาไปจนเกิดรอยเลือดยาวบนหน้า

“ขออภัย ขออภัย ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ นี่ถือเป็นคำขอโทษ!”

เมื่อเห็นเฉินเฟยหยิบลูกธนูออกมาสามดอก ผานเป่าเสวียก็กุมมือตะโกนยอมแพ้เสียงดัง ในเวลาเดียวกันหยิบสมุนไพรออกมาจากถุงด้านหลังแล้วโยนไปข้างทาง

ผานเป่าเสวียหันหลังวิ่งไปทางอื่นทันที เขาไม่กล้าไปหาเฉินเฟยต่อเหมือนว่ากลัวจริง

เฉินเฟยยังคงสงบและกำลังจะง้างธนูต่อ ทันใดนั้นมีเสียงคำรามดังมาจากบริเวณโดยรอบ เมื่อเฉินเฟยหันไปมองสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป สัตว์อสรูลิงและสัตว์อสรูอื่นมากกว่าสิบโผล่พรวดออกมา

หลายตัวมีลมปราณระดับสูงขั้นแรก และตัวหนึ่งมีลมปราณระดับสูงสุดขั้นแรก เฉินเฟยเหลือมองผานเป่าเสวียที่อยู่ไกลออกไป

เฉินเฟยเก็บธนูลง ร่างสั่นไหววิ่งออกไป

ส่วนสมุนไพรที่ผานเป่าเสวียโยนออกมาเฉินเฟยไม่ได้เก็บมัน

คนอย่างผานเป่าเสวียเหมือนจะรังแกผู้อ่อนแอกลัวผู้แข็งแกร่ง แต่สิ่งนี้จะเป็นจริงหรือไม่นั้นยังไม่แน่ชัด หากไม่มีสัตว์อสูรหลายสิบตัววิ่งออกมา เฉินเฟยก็จะเก็บสมุนไพรที่ผานเป่าเสวียทิ้งไว้เหมือนกัน

ในเมื่ออีกฝ่ายตัดสินใจให้เขาเป็นแพะรับบาป มันก็ต้องรับผลที่ตามมาของการตัดสินใจครั้งนี้

ร่างเฉินเฟยกลายเป็นเงาพุ่งไปหลายร้อยหมี่ในพริบตาทำให้ระยะห่างระหว่างเขากับสัตว์อสูรไกลขึ้น เฉินเฟยหันไปมองข้างหลัง พบว่ามีสัตว์อสูรลิงบางตัวรีบวิ่งไปหาสมุนไพรที่ผานเป่าเสวียโยนทิ้งไว้

“มีปัญหาจริงด้วย!”

เฉินเฟยขมวดคิ้ว เห็นผานเป่าเสวียกลายเป็นจุดดำในระยะไกลก็หรี่ตาลง เฉินเฟยเปลี่ยนทิศทางวิ่งออกไป

จบบทที่ ตอนที่ 149 ชีวิตความตายไม่อาจควบคุมเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว