- หน้าแรก
- วิญญาณยุทธ์คู่กาย มัจฉาคู่เหมันต์อัคคี
- ตอนที่ 13 เสียวอู่ปลุกวิญญาณยุทธ์ เสียงหัวเราะที่ส่งถึงกัน
ตอนที่ 13 เสียวอู่ปลุกวิญญาณยุทธ์ เสียงหัวเราะที่ส่งถึงกัน
ตอนที่ 13 เสียวอู่ปลุกวิญญาณยุทธ์ เสียงหัวเราะที่ส่งถึงกัน
ตอนที่ 13 เสียวอู่ปลุกวิญญาณยุทธ์ เสียงหัวเราะที่ส่งถึงกัน
เมื่อทำตามคำแนะนำของยามเฝ้าประตูสำนักวิญญาณยุทธ์หลัก ทั้งสามคนก็มาถึงหน้าห้องปลุกวิญญาณยุทธ์
ประตูห้องเปิดกว้าง ภายในมองเห็นเด็กๆ ที่อายุถึงเกณฑ์กำลังต่อแถวรอปลุกวิญญาณยุทธ์ และมีผู้ปกครองยืนรออยู่ด้านข้าง
เฉาเหยียนที่ยืนอยู่ข้างหลังอวี้ฉีเฉียงสังเกตเห็นว่า หลังจากอวี้ฉีเฉียงเห็นสถานการณ์ภายในห้อง ความตึงเครียดของเขาก็หายไปและเริ่มผ่อนคลายลง
“เด็กที่ต้องการปลุกวิญญาณยุทธ์เชิญไปต่อแถวครับ ส่วนผู้ปกครองที่มาด้วย กรุณายืนรอที่ด้านข้าง อย่าส่งเสียงดังรบกวนพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์นะครับ”
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง เจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ตรงประตูแจ้งให้เฉาเหยียนและคนอื่นๆ ทราบถึงสิ่งที่ต้องทำ
อาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาในสำนักวิญญาณยุทธ์ เสียวอู่ดูเหม่อลอยไปเล็กน้อยด้วยความประหม่า
เมื่อเห็นว่าเสียวอู่ไม่ขยับ เฉาเหยียนสะกิดเธอเบาๆ แล้วกระซิบข้างหู “ไม่ต้องกลัว ไปต่อแถวเถอะ แค่ปลุกวิญญาณยุทธ์เอง ไม่มีอันตรายหรอก”
เมื่อถูกสะกิด เสียวอู่ก็รู้สึกตัว เธอเดินไปต่อท้ายแถว รอคอยเวลาที่จะปลุกวิญญาณยุทธ์ของเธอ
“วิญญาณยุทธ์ กระต่ายอรชร พลังวิญญาณระดับเจ็ดครึ่ง?”
“แปลกจริง กระต่ายอรชรมีพลังวิญญาณสูงขนาดนี้ได้ด้วยเหรอ?”
วิญญาณจารย์ผู้ทำพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์มองเสียวอู่ด้วยสีหน้าประหลาดใจ ราวกับพยายามมองทะลุตัวเธอเพื่อหาสาเหตุว่าทำไมเธอถึงมีพลังวิญญาณสูงขนาดนี้
ในฐานะที่เป็นวิญญาณยุทธ์สายสัตว์ที่อ่อนแอที่สุดชนิดหนึ่ง เป็นที่รู้กันดีว่าพลังวิญญาณกำเนิดของกระต่ายอรชรมักจะไม่สูงนัก
“อะ... อาจจะเป็นเพราะวิญญาณยุทธ์กลายพันธุ์ก็ได้ค่ะ”
เมื่อเผชิญกับสายตาแปลกประหลาดนั้น คำอธิบายแรกที่เสียวอู่นึกถึงก็คือวิญญาณยุทธ์ของเฉาเหยียน เธอจึงนึกถึงเหตุผลที่ทำให้เขามีพลังวิญญาณระดับเจ็ดครึ่งขึ้นมา นั่นคือการกลายพันธุ์ของวิญญาณยุทธ์
“ก็อาจจะเป็นไปได้”
วิญญาณยุทธ์มีร้อยแปดพันเก้า อะไรก็เกิดขึ้นได้ วิญญาณจารย์ผู้นั้นจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรมาก เขาออกใบรับรองการปลุกวิญญาณยุทธ์ให้เสียวอู่อย่างรวดเร็ว ยื่นให้เธอ และถามตามธรรมเนียมว่าเธอสนใจจะเข้าร่วมสำนักวิญญาณยุทธ์หรือไม่
เสียวอู่ที่มีความแค้นฝังใจกับคนบางกลุ่มในสำนักวิญญาณยุทธ์ย่อมปฏิเสธ เธอตอบเหมือนเฉาเหยียนเปี๊ยบว่าต้องกลับไปปรึกษาที่บ้านก่อน
พลังวิญญาณกำเนิดระดับเจ็ดครึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างก้ำกึ่ง
คนที่มีพลังระดับนี้ถือว่าเป็นอัจฉริยะได้ แต่ก็ยังไม่ใช่อัจฉริยะที่แท้จริง
มีคนจำนวนมากที่ปลุกพลังวิญญาณได้ระดับเจ็ด และมีอีกไม่น้อยที่ได้สูงกว่านั้น
ดังนั้น ขุมกำลังใหญ่ๆ จะให้ความสนใจคนที่มีพลังระดับนี้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นทุ่มเทแย่งชิงตัวกัน
เสียวอู่เดินถือใบรับรองการปลุกวิญญาณยุทธ์เดินตามเฉาเหยียนและน้าอวี้ฉีเฉียงออกจากสำนักวิญญาณยุทธ์
“นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าก็มีพลังวิญญาณกับเขาด้วยเสียวอู่ แถมยังเป็นวิญญาณจารย์ได้อีก ยินดีด้วยนะ!”
“ถ้าปู่อวี้รู้เรื่องนี้ แกคงดีใจจนนอนไม่หลับแน่ๆ”
อวี้ฉีเฉียงที่ตอนนี้ผ่อนคลายเต็มที่ยิ้มกว้างด้วยความยินดีอย่างจริงใจที่เสียวอู่จะได้เป็นวิญญาณจารย์
ตอนนี้เสียวอู่ถือเป็นคนของหมู่บ้านอวี้ การที่หมู่บ้านอวี้มีวิญญาณจารย์เกิดขึ้นถึงสองคนในปีเดียวถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง
“ฮิฮิ ก็แค่โชคดีน่ะค่ะ”
เสียวอู่รับคำยินดีของอวี้ฉีเฉียงด้วยรอยยิ้ม แล้วหันไปมองเฉาเหยียนด้วยสายตาคาดหวัง
“อืม เก่งมาก”
เมื่อสบตาเสียวอู่ เฉาเหยียนก็ยกนิ้วโป้งให้เธอเป็นการยอมรับและชื่นชม
พอได้รับคำชม เสียวอู่ก็ยิ่งดีใจจนตาหยี
ท่ามกลางความปิติยินดี เสียวอู่อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเฉาเหยียนรู้ว่าความจริงแล้วเธอมีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด เขาคงตกใจแทบช็อกตายแน่ๆ
แน่นอนว่าเสียวอู่แค่คิดเล่นๆ เธอไม่คิดจะบอกเรื่องนี้ตอนนี้หรอก มันเป็นความลับ
หลังจากความตื่นเต้นผ่านไป เนื่องจากยังมีธุระต้องไปทำต่อ อวี้ฉีเฉียงจึงไปส่งเฉาเหยียนและเสียวอู่ที่โรงแรมที่พัก แล้วรีบจากไป
หลังจากสำรวจห้องพักเล็กๆ ที่พวกเขาต้องนอนคืนนี้และไม่พบอะไรน่าสนุก เสียวอู่ก็รีบเดินไปหาเฉาเหยียน “เฉาเหยียนๆ เมื่อกี้ข้าเห็นของกินกับของน่าเล่นเต็มไปหมดเลยข้างนอก เราออกไปเดินเล่นกันเถอะ!”
เพราะทั้งคู่ยังเด็ก อวี้ฉีเฉียงจึงเปิดห้องพักให้ห้องเดียวเพื่อประหยัดเงิน
“ได้สิ แต่ไปได้แค่แถวๆ นี้นะ ห้ามไปไกล”
เฉาเหยียนไม่ปฏิเสธคำขอที่สมเหตุสมผลอย่างการไปเดินเล่น มันเป็นโอกาสดีที่จะกระชับความสัมพันธ์ ตราบใดที่ไม่ไปไกลเกินไป
“เย้! เฉาเหยียนเจ้าดีที่สุดเลย!”
พอได้ยินว่าออกไปเดินเล่นได้ รอยยิ้มสดใสของเสียวอู่ทำเอาเฉาเหยียนถึงกับเหม่อไปพักใหญ่
กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่โดนลากแขนเดินออกไปแล้ว รอยยิ้มแบบเดียวกันนั้นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉาเหยียนโดยไม่รู้ตัว
เสียงหัวเราะมันติดต่อกันได้จริงๆ
บนถนนของเมืองปาลาเคอ เสียวอู่ผู้เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นหยุดแวะดูแผงลอยต่างๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เฉาเหยียนเดินตามหลังเธอ คอยอธิบายสิ่งของต่างๆ ที่เธอสงสัย จ่ายเงินให้ หรือห้ามปรามเวลาเธอจะซื้อของแพงเกินเหตุ หรือหยุดยั้งความต้องการช้อปปิ้งอันไร้เหตุผลของเธอ
ต้องยอมรับว่าผู้หญิงมีพรสวรรค์ในการช้อปปิ้งโดยกำเนิด แม้เสียวอู่จะยังเด็ก แต่เธอก็ฉายแววพรสวรรค์ด้านนี้ออกมาอย่างโดดเด่นเหลือเกิน
“เสียวอู่ กลับกันเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว เดินไม่ไหวแล้วจริงๆ”
เมื่อเผชิญกับเสียวอู่ที่ยังอยากเดินต่อ และมองดูดวงอาทิตย์ที่ใกล้ลับขอบฟ้า เฉาเหยียนเลือกที่จะยอมแพ้
ผู้หญิงเขาไม่เหนื่อยกันบ้างหรือไงเวลาช้อปปิ้งเนี่ย?
“ก็ได้ กลับก็กลับ”
เสียวอู่ที่ยังอยากเที่ยวต่อเหลือบมองเฉาเหยียนที่ดูหมดสภาพ ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน เธออาสาถือห่อสัมภาระที่เฉาเหยียนแบกอยู่ แล้วกระโดดโลดเต้นนำหน้าเขากลับไปยังโรงแรม
เมื่อถึงโรงแรม เฉาเหยียนพบว่าคนในคาราวานทั้งหมดพักอยู่ที่นี่ น้าอวี้ฉีเฉียงยังไม่กลับมา น่าจะยังทำธุระไม่เสร็จ เพราะเขาอุตส่าห์เสียสละเวลาทำงานพาเฉาเหยียนกับเสียวอู่ไปปลุกวิญญาณยุทธ์
หลังจากทานมื้อเย็นที่ชั้นล่าง เฉาเหยียนและเสียวอู่ก็กลับขึ้นห้องด้วยความเบื่อหน่าย
คนในคาราวานกระตือรือร้นและคุยเก่งมาก แต่น่าเสียดายที่เฉาเหยียนไม่คุ้นเคยกับพวกเขาจึงเข้ากับพวกเขาไม่ได้เลย แถมบางทีพวกเขาก็คุยเรื่องของผู้ใหญ่ ถึงเฉาเหยียนอยากจะร่วมวงด้วย พวกเขาก็คงไม่ยอม
ดังนั้น กลับขึ้นห้องไปฝึกฝนดีกว่า
ระหว่างเดินทางมากับคาราวานสองวัน เฉาเหยียนแทบไม่ได้ฝึกฝนเลย ตอนนี้เขาต้องชดเชยส่วนที่ขาดหายไป
ในห้องพักชั้นบน เฉาเหยียนนั่งขัดสมาธิริมหน้าต่างเพื่อฝึกฝน ส่วนเสียวอู่นอนเล่นอยู่บนเตียง
การฝึกฝนในเมืองปาลาเคอทำให้เฉาเหยียนรู้สึกได้ชัดเจนว่า พลังวิญญาณที่นี่ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเท่าในป่า และปริมาณวิญญาณก็ไม่หนาแน่นเท่า
สายพลังวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายเฉาเหยียนและถูกกักเก็บไว้อย่างเชื่องช้า นี่คือข้อเสียของเคล็ดวิชาทำสมาธิแบบธรรมดาที่สุด
จบตอน