- หน้าแรก
- หรูอี้ ค้ำจุนสวรรค์
- ตอนที่ 2: พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด วิญญาณยุทธ์หอกค้ำนภา
ตอนที่ 2: พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด วิญญาณยุทธ์หอกค้ำนภา
ตอนที่ 2: พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด วิญญาณยุทธ์หอกค้ำนภา
ตอนที่ 2: พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด วิญญาณยุทธ์หอกค้ำนภา
"เฮ้อ!"
โจวเหยียนถอนหายใจยาว เขารู้ดีว่าขงเซวียนมีความคิดความอ่านเกินวัย นั่นคือเหตุผลที่เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เด็กน้อยฟัง
แต่เพราะเขารู้ว่าไม่อาจปฏิบัติต่อขงเซวียนเหมือนเด็กหกขวบทั่วไป โจวเหยียนจึงเข้าใจว่าไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ก็คงไม่อาจเปลี่ยนการตัดสินใจของขงเซวียนได้
โจวเหยียนเอ่ยอย่างจนใจ "ดูเหมือนว่าเจ้าจะตัดสินใจเด็ดขาดแล้วสินะ?"
ขงเซวียนพยักหน้าอย่างจริงจัง ในเมื่อเขาได้ข้ามมิติมาแล้ว ย่อมไม่มีทางยอมจมปลักอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ไปตลอดชีวิต
"เฮ้อ!"
โจวเหยียนถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ไม้ด้านหลัง
เมื่อเดินกลับมา ในมือของเขาถือถุงผ้าที่มีรอยปะชุนอยู่ใบหนึ่ง
"ปู่เก็บสะสมเงินไว้จำนวนหนึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา น่าจะพอสำหรับค่าปลุกวิญญาณยุทธ์ของพวกเจ้าทั้งสองคน"
ขงเซวียนรีบปฏิเสธ "ปู่หัวหน้าหมู่บ้าน พวกข้ามีเงินสำหรับปลุกวิญญาณยุทธ์แล้วขอรับ"
โจวเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา "ดูเหมือนว่าสหายตัวน้อยของเจ้าจะช่วยเจ้าสินะ"
ในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน โจวเหยียนย่อมรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างขงเซวียนและเชียนกู่ฟู่หลิวเป็นอย่างดี
แม้ว่าตระกูลเชียนกู่จะเก็บตัวสันโดษ แต่พวกเขาก็ยังต้องการคนที่จะออกไปซื้อข้าวของเครื่องใช้อยู่บ้างเป็นครั้งคราว
ยิ่งไปกว่านั้น หมู่บ้านเทียนกู่และหมู่บ้านเยี่ยนซานก็อยู่ไม่ไกลกันนัก โจวเหยียนอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ย่อมต้องล่วงรู้ความลับบางอย่างเป็นธรรมดา
"เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว พรุ่งนี้ก็ติดตามหลินเหยียนจากท้ายหมู่บ้านทางทิศตะวันออกเข้าเมืองไปเถอะ"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเคร่งขรึมของขงเซวียนในที่สุด "ขอบคุณขอรับ ปู่หัวหน้าหมู่บ้าน"
โจวเหยียนส่ายหน้าอย่างอับจนหนทาง "ปู่แค่หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจภายหลัง และก็อย่าลืมตื่นให้เช้าล่ะพรุ่งนี้"
ขงเซวียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ไม่ต้องห่วงขอรับ ปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าจะไม่ตื่นสายแน่นอน"
หลังจากขงหลิงกินบะหมี่หมด ขงเซวียนก็จูงมือนางกลับบ้านเหมือนเช่นเคย
ทว่าคราวนี้ระหว่างทางกลับบ้าน ขงหลิงเอาแต่ก้มหน้า ครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพิ่งได้ยินมา
เมื่อกลับถึงบ้าน ขงหลิงนั่งลงบนเตียงแล้วถามขึ้นว่า "ท่านพี่ หลังจากเราปลุกวิญญาณยุทธ์แล้ว เราจะเป็นวิศวกรวิญญาณได้ไหมคะ?"
มองดูแววตาอยากรู้อยากเห็นของน้องสาว ขงเซวียนส่ายหน้า "ก็ไม่แน่หรอก มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะปลุกพลังวิญญาณขึ้นมาได้หรือเปล่าด้วย"
เมื่อเทียบกับสามอาณาจักรโต้วหลัวในปัจจุบัน จักรวรรดิสุริยันจันทราให้ความสำคัญกับวิศวกรวิญญาณมากกว่า
ดังนั้น แม้ว่าวิญญาณยุทธ์ที่ปลุกได้จะไม่ดีนัก แต่ตราบใดที่มีพลังวิญญาณ ก็สามารถเป็นวิศวกรวิญญาณได้
ก่อนที่วิญญาณยุทธ์จะตื่นขึ้น ขงเซวียนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะปลุกวิญญาณยุทธ์แบบไหนขึ้นมาได้
ในทวีปโต้วหลัว ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการเคารพ แต่การจะเป็นผู้แข็งแกร่งได้ การมีวิญญาณยุทธ์ที่ทรงพลังคือมาตรฐาน
แม้แต่จักรรวรรดิสุริยันจันทราที่ดูเหมือนจะไม่เน้นเรื่องวิญญาณยุทธ์เท่าไหร่ แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างกัน เพราะวิญญาณยุทธ์ที่แข็งแกร่งมักจะนำมาซึ่งพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดระดับสูง
หากไร้ซึ่งวิญญาณยุทธ์ที่ทรงพลัง แม้จะได้เป็นวิญญาณจารย์หรือวิศวกรวิญญาณ ก็เป็นได้เพียงตัวประกอบที่ไร้ค่าในสนามรบ
และการสืบทอดวิญญาณยุทธ์นั้น โดยพื้นฐานแล้วสืบทอดมาจากพ่อแม่ ซึ่งก่อให้เกิดตระกูลวิญญาณจารย์นับไม่ถ้วน ที่คนแข็งแกร่งยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และคนอ่อนแอยิ่งอ่อนแอลง
ดังนั้น โลกของทวีปโต้วหลัวแท้จริงแล้วก็คือภาพจำลองของระบบวรรณะ ที่คนส่วนใหญ่ถูกกำหนดชนชั้นทางสังคมไว้ตั้งแต่เกิด
ในฐานะผู้ข้ามมิติ ขงเซวียนย่อมไม่ยอมรับชะตากรรมนั้น เขาจึงต้องการปลุกวิญญาณยุทธ์ เขาต้องการฝืนลิขิตสวรรค์และเปลี่ยนชะตาชีวิตของตน
สำหรับเขาในตอนนี้ การเป็นเด็กกำพร้าอาจจะเป็นข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุด อย่างน้อยพ่อแม่แท้ๆ ของเขาก็อาจจะเป็นวิญญาณจารย์หรือวิศวกรวิญญาณ
หากเขารู้ตอนนี้เลยว่าพ่อแม่ทั้งสองคนมีวิญญาณยุทธ์ขยะ นั่นสิถึงจะเป็นความสิ้นหวังที่แท้จริง
เมื่อเห็นสีหน้าของพี่ชายเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ ขงหลิงก็ยื่นมือเล็กๆ มาลูบคลายคิ้วที่ขมวดมุ่นของขงเซวียน
"ท่านพี่ ข้าเชื่อว่าเราจะต้องปลุกพลังวิญญาณได้แน่นอนค่ะ"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของขงเซวียน เขาพยักหน้าตอบ "ใช่ เราจะต้องปลุกพลังวิญญาณได้แน่"
...หลินเหยียนเป็นชายวัยสามสิบกว่า รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดูดุดัน และไว้หนวดเคราเฟิ้ม
แต่ขงเซวียนรู้ดีว่าหลินเหยียนแท้จริงแล้วเป็นลุงที่ใจดีมาก เป็นคนดีจริงๆ
เขามีเกวียนเทียมวัวอยู่เล่มหนึ่ง และมักจะขนผักป่าและสมุนไพรจากภูเขาไปขายในเมือง
เช้าวันรุ่งขึ้น ขงเซวียนและขงหลิงตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน พวกเขาก็ถูกพาไปส่งที่ท้ายหมู่บ้านทางทิศตะวันออก
เมื่อคืนนี้ โจวเหยียนได้กำชับหลินเหยียนเป็นพิเศษแล้ว เมื่อพวกเขาไปถึง หลินเหยียนก็มารออยู่ก่อนแล้ว
หลังจากอุ้มเด็กน้อยทั้งสองขึ้นเกวียน โจวเหยียนก็ฝากฝัง "หลินเหยียน ข้าฝากเจ้าดูแลสองคนนี้ด้วยนะ"
หลินเหยียนผู้พูดน้อยพยักหน้าและตอบว่า "ไม่ต้องห่วงครับหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าจะพาพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน"
เกวียนเทียมวัวเคลื่อนที่ไปอย่างไม่เร็วนัก ตามคำบอกเล่าของหลินเหยียน ต้องใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงกว่าจะถึงเมืองสือเฉวียนที่อยู่ใกล้ที่สุด
ตลอดทาง ดวงตาของขงหลิงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เดินทางไกลและเข้าเมือง ทุกสิ่งรอบตัวดูแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นไปหมด
ขงเซวียนกลับรู้สึกเฉยๆ เพราะในชาติก่อนเขาเคยเห็นอะไรมาบ้างแล้ว? ภูเขาและแม่น้ำเหล่านี้ไม่ได้น่าสนใจสำหรับเขาเลย
ตั้งแต่ท้องฟ้ายังมืดสลัว จนตอนนี้ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดเมืองเมืองหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา
เมืองสือเฉวียนเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่ชายแดนของจักรวรรดิสุริยันจันทรา กำแพงเมืองจึงไม่ได้สูงตระหง่านนัก
มีทหารเพียงสองนายเฝ้าประตูเมือง และทั้งคู่ดูเกียจคร้าน ไม่จริงจังกับหน้าที่เลยสักนิด
เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง ขงเซวียนสังเกตเห็นว่าอาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ที่นี่สร้างในสไตล์โกธิก
ตึกเหล่านี้ไม่ได้สูงนัก และเทคโนโลยีวิศวกรวิญญาณอันล้ำหน้าของจักรวรรดิสุริยันจันทราก็ไม่ได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในเมืองเล็กๆ แห่งนี้
หลินเหยียนแวะไปที่ร้านประจำก่อน หลังจากขายสินค้าในเกวียนจนหมด เขาจึงพาขงเซวียนและขงหลิงไปยังโรงเรียนวิศวกรวิญญาณชั้นต้นสือเฉวียน
สถานที่ที่สามารถทำพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ในเมืองสือเฉวียนมีจำกัด และโรงเรียนวิศวกรวิญญาณชั้นต้นสือเฉวียนก็เป็นตัวเลือกของคนส่วนใหญ่
แม้เสื้อผ้าของพวกเขาจะเรียบง่าย บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นเด็กบ้านนอก
ทว่าที่หน้าประตูโรงเรียน พวกเขากลับไม่ได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกับที่เทพราชันถังเคยเจอ ไม่มียามเฝ้าประตูแสดงท่าทีดูถูกเหยียดหยาม หรือพล็อตเรื่องตบหน้าแบบไร้สมองให้เห็น
หลังจากขงเซวียนควักเหรียญภูติทองออกมาจํานวนยี่สิบเหรียญ ก็มีเจ้าหน้าที่พาพวกเขาทั้งสองไปทำพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์เป็นการเฉพาะ
ขงเซวียนจูงมือขงหลิง เดินตามผู้นำทางผ่านเข้าไปในโรงเรียน จนกระทั่งมาถึงหน้าห้องแยกเดี่ยวที่มุมตะวันตกเฉียงใต้ของโรงเรียน
'ถังอี้หลิน' เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนวิศวกรวิญญาณชั้นต้นสือเฉวียน และนางยังรับจ็อบพิเศษเป็นผู้ทำพิธีปลุกวิญญาณในยามว่าง เพื่อหารายได้เสริม
แม้ค่าตอบแทนต่อการปลุกหนึ่งครั้งจะไม่มาก แต่เมื่อสะสมรวมกันก็นับเป็นรายได้ที่น่าพอใจทีเดียว
ยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องปลุกวิญญาณ ถังอี้หลินมองดูฝาแฝดที่หน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตรงหน้า สัญชาตญาณความเป็นแม่ของนางก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที
"น้องชาย น้องสาว ใครอยากจะเริ่มก่อนจ๊ะ?"
"ข้าก่อน!"
ขงเซวียนปล่อยมือน้องสาว ส่งยิ้มให้กำลังใจนาง แล้วก้าวเข้าไปในห้องปลุกวิญญาณ
เขามองไปรอบๆ ห้องปลุกวิญญาณมีขนาดไม่ใหญ่นัก ผนังทั้งสี่ด้านเป็นสีเงินขาววาววับ ดูเหมือนจะทำมาจากโลหะ
"น้องชาย ยืนตรงกลางเลยจ้ะ"
เสียงของถังอี้หลินดังขึ้น ขงเซวียนเดินไปยืนกลางห้องอย่างว่าง่าย
เขายังคงสงสัยเกี่ยวกับวิธีการปลุกวิญญาณยุทธ์ของจักรวรรดิสุริยันจันทรา เพราะดูเหมือนว่าการปลุกในวันนี้จะไม่ใช้หินปลุกวิญญาณหกก้อนแบบดั้งเดิม
ทันใดนั้น ขงเซวียนก็รู้สึกตาลาย ลวดลายประหลาดสว่างวาบขึ้นบนผนังสีเงินขาวตรงหน้า
ความจริงแล้ว ไม่ใช่แค่ตรงหน้าขงเซวียนเท่านั้น แต่ลวดลายปรากฏขึ้นบนผนังทั่วทั้งห้อง นี่คือวงเวทวิศวกรวิญญาณที่ถูกสลักไว้
ขณะที่ถังอี้หลินถ่ายเทพลังวิญญาณลงไป ขงเซวียนรู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่าพลังงานอุ่นๆ นี้พุ่งพล่านไปมาภายในตัว ก่อนจะพุ่งตรงไปยังมือขวา ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะระเบิดออกมาจากร่างกาย
ขงเซวียนยกมือขวาขึ้นโดยไม่รู้ตัว แสงสีขาวเริ่มปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ
ถังอี้หลินหรี่ตามอง นางรู้สึกได้ว่าวิญญาณยุทธ์ที่น้องชายหน้าตาดีคนนี้ปลุกขึ้นมา จะต้องไม่ใช่วิญญาณยุทธ์ขยะอย่างแน่นอน
ขงเซวียนก้มมองมือขวา สิ่งที่ปรากฏขึ้นคือหอกเล่มเล็ก
ลมหายใจของเขาเริ่มถี่กระชั้น เพราะเขาไม่ได้ปลุกวิญญาณยุทธ์ขยะ!
เพียงแค่คิด หอกเล่มเล็กในมือขวาของขงเซวียนก็ขยายขนาดขึ้นทันทีจนเขากุมมันไว้แน่นในมือ
เมื่อพิจารณาใกล้ๆ ในที่สุดเขาก็เห็นรูปร่างหน้าตาของวิญญาณยุทธ์ที่ปลุกได้ชัดเจน
ด้ามของหอกยาวเล่มนี้ใสกระจ่างดั่งคริสตัล และเปล่งแสงสีขาวเจิดจ้า
ยิ่งไปกว่านั้น วิญญาณยุทธ์ของเขาแตกต่างจากหอกยาวทั่วไป ใบมีดของมันยาวมาก กินพื้นที่เกือบหนึ่งในสามของความยาวด้าม
เพียงแค่มองดูคุณภาพของหอกยาวเล่มนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ของธรรมดา
จากนั้นขงเซวียนก็สังเกตเห็นอักษรโบราณสองตัวสลักอยู่บนด้ามหอก อ่านว่า "ค้ำนภา"!
มองดูอักษรสองตัวนี้ ขงเซวียนตะลึงงันไปเล็กน้อย สองคำนี้ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ในตอนนั้นเอง เสียงอุทานของถังอี้หลินก็ทำลายภวังค์ความคิดของขงเซวียน
"พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดงั้นรึ?!"
จบตอน