- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 048 วิชาเลือก
048 วิชาเลือก
048 วิชาเลือก
วันนี้เป็นอีกวันที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะว่ามันคือวันศุกร์แล้ว! วันจันทร์เพิ่งจะลุยโลกเงาเสร็จ วันอังคารได้พักผ่อนหนึ่งวัน วันพุธส่งรายงาน ส่วนวันพฤหัสบดีก็ไปสอบที่สมาคมนักสร้างการ์ด เรียกได้ว่าเป็นสัปดาห์ที่ชีวิตจัดหนักจัดเต็มสุดๆ
ก่อนที่จะต้องเข้าสู่โลกเงาในครั้งต่อไป ดันเต้ยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 3 สัปดาห์ เขาจึงกะว่าจะใช้ช่วงเวลานี้เตรียมการ์ดระดับ 3 ให้กับตัวเอง และโคนีเลียสักหน่อย
ถึงเวลาที่เขาต้องสร้างการ์ดอัญเชิญ ระดับ 3 ให้ตัวเองแล้ว แถม กับดักหนามพิษก็ถึงเวลาที่ต้องอัปเกรดใหม่สักที นอกจากนี้เขายังสามารถสร้างการ์ดอุปกรณ์ ประเภทอาวุธระดับ 3 ที่มีความทนทานสูงขึ้นให้โคนีเลียได้อีกด้วย
แต่ก่อนหน้านั้น ในวันศุกร์นี้มีวิชาเลือกวิชาหนึ่งที่ดันเต้ตั้งตารอมานาน เขาตัดสินใจแล้วว่าจะตั้งใจเรียนวิชานี้ให้เต็มที่ หลังจากที่ได้ลองเข้าฟังการบรรยายมาตลอดสองสัปดาห์แรก ในที่สุดเขาก็เลือกเรียนสองวิชา นั่นคือ การแพทย์ และวิชาปรุงยา
ในส่วนของวิชาเลือก สถาบันเวทมนตร์เฮเวนลิธแห่งนี้มีระบบการยื่นคำร้องที่ค่อนข้างยืดหยุ่น เพราะทางโรงเรียนคำนึงถึงพรสวรรค์และพื้นฐานที่แตกต่างกันของนักศึกษาแต่ละคน หากสามารถแสดงหลักฐานที่เพียงพอได้ ก็อาจจะได้รับอนุญาตให้ข้ามวิชาพื้นฐานไปได้เลย อย่างวิชาปรุงยาขั้นสูง วิชาพื้นฐานที่ต้องเรียนก่อนคือ พฤกษศาสตร์ และวิชาปรุงยาเบื้องต้น
ดันเต้ ได้นำผลงานการปรุงยาของเขาไปโชว์ให้หัวหน้าฝ่ายวิชาการดู จนอาจารย์ยอมอนุญาตให้เขาข้ามไปเรียนวิชาปรุงยาขั้นสูงได้โดยตรง ส่วนเรื่องที่ว่าทำไม ดันเต้ถึงอยากเรียนการแพทย์ นั้น...เราขอละไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วกัน แรงจูงใจของเขามันดูน่าสงสัย และลึกลับซับซ้อนเกินกว่าจะเดาได้ง่ายๆ
หลังจากวิชาบังคับในช่วงเช้าจบลง ดันเต้กับโคนีเลียก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง เนื่องจากวิชาปรุงยาของดันเต้เริ่มเรียนในช่วงบ่าย เขาจึงไม่สามารถไปที่ห้องสมุดพร้อมกับโคนีเลียได้
แต่เมื่อโคนีเลียรู้ว่าดันเต้มีเรียนในตอนบ่าย เธอก็เลยไม่ได้กะจะไปห้องสมุดเหมือนกัน ดันเต้สังเกตเห็นว่าทิศทางที่โคนีเลียเดินไปนั้น มุ่งตรงไปยังภูเขาหลังสถาบันอีกแล้ว
คราวนี้เขาเริ่มจะสงสัยขึ้นมาจริงๆ แล้วแฮะ เขาคิดว่าคราวหน้าจะลองแอบตามไปดูซักหน่อย เพราะเขารู้สึกว่าวันนี้อารมณ์ของโคนีเลียดูจะหม่นๆ ลงนิดหน่อย ถึงแม้ใบหน้าของเธอจะดูเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่เธอก็มีดวงตาที่สื่อสารความนึกคิดออกมาได้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะดันเต้มีพรสวรรค์ในการทำความเข้าใจที่เหนือชั้น ถึงได้อ่านใจเธอออกได้อย่างง่ายดายขนาดนี้
......
เมื่อถึงเวลาเริ่มเรียนวิชาปรุงยาขั้นสูง ก็มีนักศึกษาประมาณ 20 คนมารวมตัวกันในห้องเรียน หลังจากผ่านช่วงทดลองเรียนมาสองสัปดาห์ คนที่เหลืออยู่ในตอนนี้ล้วนเป็นคนที่ลงทะเบียนเรียนวิชานี้อย่างเป็นทางการแล้วทั้งนั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้หญิงเสียด้วย
“สวัสดีตอนบ่ายจ้ะทุกคน ครูดีใจมากที่พวกเธอเลือกเรียนวิชานี้จนถึงที่สุด”
อาจารย์ผู้สอนเองก็เป็นผู้หญิงเช่นกัน เธอมีชื่อว่ามาเรีย ดูแล้วอายุประมาณสามสิบปี เธอสวมแว่นตาและมีท่าทางที่ดูอ่อนโยนสุดๆ มองดูแปปเดียวก็รู้เลยว่าเป็นเธอคนที่มีจิตวิญญาณของแพทย์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“วิชาปรุงยาเป็นความรู้ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและสำคัญมากในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ แม้ว่าเราจะนำยาที่ปรุงสำเร็จแล้วเข้าไปในโลกเงาได้ยาก แต่เราก็มักจะสามารถปรุงยาที่จำเป็นได้สดๆ ในโลกเงา ตามวัตถุดิบที่มีอยู่ที่นั่น”
“ความรู้ที่ได้เรียนในวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะได้ใช้จริงทันที ครูจะตั้งใจถ่ายทอดความรู้ให้ทุกคนอย่างเต็มที่เลยจ้ะ!”
เมื่อได้ฟังสิ่งที่อาจารย์มาเรียพูด ดันเต้ก็พยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
วิชานี้ไม่ได้สอนแค่ทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังเตรียมวัตถุดิบและโอกาสในการทดลองให้แบบจัดเต็ม ทำให้ดันเต้สามารถใช้ทรัพยากรของสถาบันได้อย่างคุ้มค่าที่สุด บอกตามตรงเลยว่า วิชาที่มีทั้งจรรยาบรรณ แถมยังเอาไปใช้งานได้จริงแบบนี้ ต่อให้ต้องเลือกเรียนเพิ่มอีกเขาก็ไม่เกี่ยง ถึงแม้แรงจูงใจของเขาจะต่างจากนักศึกษาคนอื่นไปไกลลิบเลยก็เถอะ
“ในวิชาปรุงยาเบื้องต้น เราเน้นหนักไปที่การศึกษายาประเภทฟื้นฟู แต่ในวิชาปรุงยาขั้นสูง เราจะเน้นไปที่ยาประเภทฟังก์ชันเฉพาะทางจ้ะ สิ่งที่เราจะเรียนกันในคาบนี้ก็คือ วิธีการรับมือกับพิษที่ไม่อาจระบุชนิดได้”
อาจารย์มาเรียพูดไปพลางสวมถุงมือและชูขวดโหลเล็กๆ ในมือขึ้นมา
“นี่คือยาพิษชนิดใหม่ที่วิทยาลัยเล่นแร่แปรธาตุเพิ่งพัฒนาขึ้นมา สกัดมาจากพืชพิษสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งปลูกได้สำเร็จ พิษของมันร้ายแรงมาก แต่ก็แก้ได้ง่ายเช่นกัน เนื้อหาของบทเรียนวันนี้คือการสกัดเอาวัตถุดิบแก้พิษมาจากพืชที่ขึ้นอยู่คู่กับมันนั่นเอง”
และนี่แหละคือจุดที่ดันเต้สนใจที่สุด! สายตาของเขาแทบมองจนจะทะลุขวดโหลยาพิษนั่นอยู่แล้ว จากนั้นอาจารย์มาเรีย ก็เริ่มสาธิตขั้นตอนการทำให้ดู ส่วนดันเต้ก็จดจ่อฟังอย่างมีสมาธิ
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บเดียวคาบเรียนก็ใกล้จะจบลงแล้ว
“งานที่ครูจะมอบหมายให้ก็คือ ให้ทุกคนปรุงยาแก้พิษให้สำเร็จ โดยมีเวลาให้ทำ 1 สัปดาห์ หลังจากเลิกคลาสแล้วพวกเธอสามารถใช้ห้องเรียนนี้ต่อได้ หรือจะไปใช้ห้องแล็บปรุงยาของวิทยาลัยเล่นแร่แปรธาตุก็ได้นะจ๊ะ”
พูดจบอาจารย์มาเรีย ก็แบ่งตัวอย่างยาพิษที่เจือจางแล้วให้แต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งจัดเตรียมวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ไว้ให้เสร็จสรรพ
เพื่อความปลอดภัย การทดลองจึงกำหนดให้จับคู่ทำกัน 2 คน และต้องมั่นใจว่าแต่ละกลุ่มมียาแก้พิษที่อาจารย์มาเรียเพิ่งปรุงเสร็จเมื่อกี้เตรียมไว้ 2 ชุด หากเกิดอุบัติเหตุได้รับพิษขึ้นมา จะได้ช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที
ในคาบเรียนนี้แต่ละคู่จะได้ใช้โต๊ะยาวหนึ่งตัว พื้นที่เรียกได้ว่ากว้างขวางสุดๆ จนทำให้ตอนที่เรียนอยู่ ดันเต้มัวแต่จดจ่อจนไม่ได้สังเกตเลยว่าคู่ของตัวเองมานั่งข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ตอนนี้ ถึงเวลาต้องทักทายเพื่อนร่วมโต๊ะหน่อยแล้วล่ะ ยังไงก็ต้องทำงานส่งด้วยกันนี่นะ
“ในที่สุดนายก็สังเกตเห็นฉันสักทีนะ ดันเต้”
เมื่อดันเต้หันหน้าไป ก็พบว่าใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ใกล้เขามากจนแทบจะชิดกัน มีกลิ่นหอมจางๆ ลอยมาปะทะจมูก เธอเป็นสาวสวยที่ดูเป็นกันเองจนน่าตกใจ มีผมสีดำขลับและดวงตาสีดำเป็นประกายสดใส ใบหน้าของเธองดงามไร้ที่ติราวกับเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่พระเจ้าบรรจงปั้นแต่งขึ้นมา แม้จะนั่งอยู่ แต่ก็ดูออกเลยว่าเธอมีรูปร่างที่โปร่งและสูงเพรียว
นี่เธอมานั่งใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?
ถึงแม้จะแอบตกใจ แต่ดันเต้ก็ไม่ได้หลบสายตาหรือขยับถอยหนีแม้แต่น้อย
เรื่องศักดิ์ศรีมันยอมกันไม่ได้หรอกนะ!
“ถ้าเธอขยับเข้ามาใกล้กว่านี้อีกนิด ผมคงจะสังเกตเห็นเธอเร็วกว่านี้แล้วล่ะ”
ดันเต้ ตอบกลับไปนิ่งๆ
“ถ้าทำแบบนั้น อาจารย์อาจจะดุเอาได้นะ”
สาวสวยผมดำยาวพูดด้วยรอยยิ้มที่ไม่จางหายไปจากใบหน้า พอพูดจบ เธอก็โน้มตัวเข้ามาข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง
ท่าทางแบบนี้มันแทบจะสิงร่างดันเต้อยู่แล้ว!
ดันเต้รู้สึกได้ถึงความเย็นวาบที่แล่นขึ้นไปถึงสมอง มันคือสัญชาตญาณการระวังภัยที่เตือนว่า อีกฝ่ายเหมือนกับดอกไม้แสนสวยที่ซ่อนพิษร้ายเอาไว้ไม่มีผิด ทั้งที่เธอสวมชุดนักศึกษาปี 2 ของ วิทยาลัยเล่นแร่แปรธาตุแท้ๆ แต่กลับให้ความรู้สึกคุกคามที่รุนแรงได้ถึงขนาดนี้
ดันเต้จำใจต้องเอนตัวไปข้างหลังเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะขยับเก้าอี้หนีออกไปนิดหน่อย แม้เขาจะยอมรับว่าเธอสวยมากจริงๆ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกดีกับพวกที่ชอบเข้าหาคนอื่นแบบแปลกๆ แบบนี้เลย
“ช่วยรักษาระยะห่างให้มันปกติหน่อยได้ไหม?”
“ขอโทษทีจ้ะ พอดีจ้องเพลินไปหน่อย”
อีกฝ่ายยังคงตอบกลับด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม เธอไม่ได้มีเจตนาจะแกล้งดันเต้ และยอมขยับออกไปห่างจากเขานิดหน่อยตามคำขอ
“เธอชื่ออะไรน่ะ?”
เพื่อนร่วมโต๊ะคนใหม่คนนี้เพิ่งจะปรากฏตัวในคาบนี้ ดันเต้เลยยังไม่รู้จักชื่อของเธอ
“มีอา”
เธอนั่งนิ่งๆ โดยที่ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า
ดันเต้ : “เดี๋ยวเธอมีธุระอะไรต่อหรือเปล่า?”
มีอา : “ไม่ยุ่งนะ”
“งั้นเรามาทำงานให้เสร็จก่อนค่อยไปเถอะ”
อะไรที่ทำเสร็จได้ในวันนี้ ดันเต้ก็ไม่อยากจะลากยาวไปถึงพรุ่งนี้
มีอาพยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน ว่าเธอเองก็คิดแบบเดียวกับดันเต้