- หน้าแรก
- เมื่อตัวร้ายแต่งงานกับคู่หมั้นตาบอด รักครั้งนี้ช่างบ้าคลั่ง
- บทที่ 19 ไม่รู้สิ! คุณเดาเอาเองแล้วกัน!
บทที่ 19 ไม่รู้สิ! คุณเดาเอาเองแล้วกัน!
บทที่ 19 ไม่รู้สิ! คุณเดาเอาเองแล้วกัน!
ขณะที่เหลิ่งชิงชิวกำลังปลอบใจตัวเอง กู้เหยียนก็จูงมือเธอเดินมาถึงลานบ้าน
แม้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่ดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นกลางฟ้าก็ยังสาดแสงอบอุ่น ทำให้เหลิ่งชิงชิวรู้สึกอุ่นสบายไปทั้งตัว
เมื่อเท้าสัมผัสสนามหญ้าในลานบ้าน เหลิ่งชิงชิวก็รู้สึกใจลอยไปชั่วขณะ
ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ออกจากห้องหนังสือมานานมากแล้ว
เพราะเวลาสำหรับเธอมีค่าเกินกว่าจะเอามาพักผ่อน
และตั้งแต่กู้เหยียนเข้ามาได้ไม่กี่วัน แผนการที่วางไว้ดิบดีก็ดูเหมือนจะรวนไปหมด
ลานบ้านแห่งนี้ ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยความทรงจำของเธอกับครอบครัว
กู้เหยียนจูงมือเหลิ่งชิงชิวเดินไปตามทางเดินในสวน แสงแดดลอดผ่านแมกไม้ลงมาเป็นเงาสลัว
กู้เหยียนสัมผัสได้ว่าเหลิ่งชิงชิวเหมือนกำลังนึกถึงเรื่องราวในอดีต เขาจึงไม่รบกวน เพียงแค่กุมมือเธอไว้อย่างเงียบๆ
ใบไม้ร่วงใบหนึ่งปลิวลงมา กู้เหยียนเอื้อมมือไปรับ เขามองทิวทัศน์รอบๆ แล้วหัวเราะเบาๆ "ชิงชิว สวนบ้านคุณสวยมากเลยนะ การจัดวางต้นไม้ก็ดูลงตัวไปหมด"
ได้ยินแบบนั้น
เหลิ่งชิงชิวที่จมอยู่ในภวังค์อดีตก็ดึงสติกลับมา
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามกับเมฆสีขาว ถ้าเธอยังมองเห็น เธอเชื่อว่าท้องฟ้าในตอนนี้คงสวยงามน่าดู
เธอเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงยิ้มออกมา "ใช่ ฉันรู้ว่ามันต้องสวยมากแน่ๆ"
"เพราะนี่เป็นสวนที่คุณพ่อฉันชอบที่สุดตอนท่านยังมีชีวิตอยู่"
"การจัดวางต้นไม้และภูมิทัศน์ทั้งหมด ท่านเป็นคนออกแบบเองกับมือ"
"หลังจากท่านเสีย ฉันก็รับหน้าที่ดูแลสวนนี้ต่อมาตลอด"
พูดถึงตรงนี้ อารมณ์ของเหลิ่งชิงชิวก็หม่นหมองลงเล็กน้อย
ซี๊ด... กู้เหยียน นายมันปากเสียจริงๆ
กู้เหยียนสูดหายใจลึก ไม่รู้จะปลอบใจเธอยังไงดี
เหลิ่งชิงชิวสังเกตเห็นความอึดอัดของเขา จึงส่ายหน้าแล้วพูดว่า "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก"
"ยังไงซะ..."
เธอหันหน้าไปทางกู้เหยียน ราวกับจะยืนยันอะไรบางอย่าง น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย "การตายของคุณพ่อฉัน ก็ไม่เกี่ยวกับคุณอยู่แล้ว"
แม้เธอจะพอแน่ใจว่าเรื่องราวในปีนั้นกู้เหยียนคงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
แต่... ใครจะการันตีได้ว่าตระกูลกู้ไม่ได้มีเอี่ยวด้วย?
ความกังวลข้อนี้นี่แหละที่ทำให้เหลิ่งชิงชิวรักษาระยะห่างกับกู้เหยียนเสมอมา
บางทีเธอเคยคิดว่า การใช้กู้เหยียนอาจช่วยให้เธอยืนยันได้ว่าตระกูลกู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นหรือไม่
กู้เหยียนจับน้ำเสียงที่ผิดปกติของเหลิ่งชิงชิวได้
เมื่อเทียบกับเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับ กู้เหยียนก็พอจะเดาความกังวลของเหลิ่งชิงชิวออก
เพราะเหตุการณ์ในปีนั้น เหลิ่งชิงชิวย่อมไม่มีทางไว้ใจคนอย่างพวกเขาได้ง่ายๆ
คิดได้ดังนั้น กู้เหยียนจึงบีบมือเหลิ่งชิงชิวแน่นขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น "ชิงชิว เชื่อผมนะครับ ผมจะปกป้องคุณตลอดไป ผมจะปกป้องคุณตลอดไปจริงๆ"
"ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณได้อีก"
ฟังคำพูดเหล่านี้ เหลิ่งชิงชิวก็ยิ้มบางๆ
เธอรู้สึกขบขันในใจ ปกป้องเหรอ?
โลกใบนี้มีเรื่องราวอีกมากมายที่กู้เหยียนไม่รู้ ทั้งยุทธภพ ทั้งผู้ฝึกยุทธ
ตัวตนเหล่านั้น แข็งแกร่งขนาดใช้ร่างกายต้านทานกระสุนได้
คนธรรมดาอย่างกู้เหยียน จะอยู่เคียงข้างเธอไปจนถึงที่สุดได้ยังไง?
เพียงแต่...
น้ำเสียงของอีกฝ่ายจริงจังมาก จนทำให้เหลิ่งชิงชิว... ไม่อาจเยาะเย้ยเขาได้ลงคอ
เธอเลิกคิดฟุ้งซ่าน แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย "การปกป้องไม่ได้ใช้แค่ปากพูดหรอกนะ แต่คุณมีความตั้งใจที่จะปกป้องฉัน ก็ถือเป็นเรื่องดี"
"อืม..."
เหลิ่งชิงชิวครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเอื้อมมือไปแตะแก้มกู้เหยียน รอยยิ้มประดับมุมปาก "ยังไงก็ ขอบคุณนะ"
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว~!
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านมา เสียงใบไม้เสียดสีกันคลอไปกับบทสนทนา ราวกับธรรมชาติกำลังบรรเลงเพลงรักให้พวกเขา
เวลาในสวนเหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
กู้เหยียนสัมผัสฝ่ามือเย็นๆ ที่แนบแก้ม และรอยยิ้มของเหลิ่งชิงชิว เขาตะลึงงันไปชั่วขณะ
ตึกตัก! ตึกตัก!
แม้เหลิ่งชิงชิวจะลดมือลงและหันหลังให้เขาแล้ว
แต่...
กู้เหยียนยกมือขึ้นทาบหน้าอกที่เต้นรัว นี่มัน... นี่มัน.......
แย่แล้ว....
สงสัยฉันจะตกหลุมรักเข้าให้แล้ว
ครั้งนี้ ของจริงเลย ฉันคิดว่าฉันหลงรักเหลิ่งชิงชิวเข้าแล้วจริงๆ
ส่วนเหลิ่งชิงชิวที่หันหลังให้ ก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าว
ซี๊ด... บ้าจริง...
ทำไมฉันถึงทำอะไรแบบนั้นลงไปนะ?
น่าอายชะมัด ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้
น่าโมโหจริงๆ เป็นความผิดของกู้เหยียนที่พูดจาเลอะเทอะนั่นแหละ
ไม่เอาแล้ว ต้องรีบกลับห้องหนังสือดีกว่า
ขณะที่เหลิ่งชิงชิวกำลังจะบอกให้กู้เหยียนพาเธอกลับห้องหนังสือ
เสียงของกู้เหยียนก็ดังขึ้น "ชิงชิว! ผมมีแรงบันดาลใจอีกแล้ว!"
"แรงบันดาลใจ? แรงบันดาลใจอะไร?"
เหลิ่งชิงชิวชะงัก ถามด้วยความงงงวย
"เมื่อกี้ในหัวผมแต่งเพลงได้อีกเพลงแล้ว! ชิงชิว อยากฟังไหมครับ?"
คำพูดของกู้เหยียนกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเหลิ่งชิงชิว
แต่งเพลงได้อีกแล้ว?
เมื่อกี้นี้เนี่ยนะ?
ถึงเธอจะเคยฟัง "ลูกโป่งสารภาพรัก" ของกู้เหยียนมาก่อน แต่นั่นเป็นเพลงที่เขาแต่งไว้นานแล้ว
แต่ตอนนี้ แค่ไม่กี่นาที กู้เหยียนจะแต่งเพลงดีๆ ออกมาได้ยังไง?
เหลิ่งชิงชิวย่อมไม่เชื่อ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายดูตื่นเต้นขนาดนั้น
เธอก็ไม่อยากขัดศรัทธา เลยพยักหน้า "งั้นก็ร้องมาสิ"
"แต่ร้องจบแล้ว ฉันจะกลับไปอ่านหนังสือที่ห้องนะ"
ได้ยินดังนั้น กู้เหยียนก็พยักหน้าหัวเราะร่า "ได้เลยครับ"
เหลิ่งชิงชิวคิดว่าแค่ฟังให้จบๆ ไป เธอเลยเงี่ยหูฟัง
วินาทีถัดมา
บทเพลงที่ทำให้หัวใจเธอสั่นไหวก็เริ่มขึ้น
"ฉันได้ยินเสียงฝนตกกระทบต้นหญ้าสีเขียว"
"ฉันได้ยินเสียงระฆังโรงเรียนดังแว่วมาไกลๆ"
"แต่ฉันไม่ได้ยินเสียงของเธอ"
"ที่เรียกชื่อฉัน... อย่างจริงจัง"
"ตอนที่ฉันตกหลุมรักเธอ ฉันยังไม่เข้าใจความรู้สึก"
"พอลาร้างกันไป ถึงเพิ่งรู้สึกลึกซึ้ง..."
ท่วงทำนองเพลงอ่อนโยนและไพเราะ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย เหมือนเหลิ่งชิงชิวกำลังนั่งจิบชาอุ่นๆ ท่ามกลางความเงียบสงบ
ความรู้สึกนี้คืออะไรกัน?
เหลิ่งชิงชิวกุมหน้าอก เพลงนี้ก็เหมือนกับ "ลูกโป่งสารภาพรัก" ที่พูดถึงความรักหนุ่มสาว
แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เพลงนี้ดูเหมือนจะบอกให้คนเรารู้จักถนอมความสุขที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า
"เพราะจัง..."
เหลิ่งชิงชิวพึมพำกับตัวเอง อดไม่ได้ที่จะปล่อยใจล่องลอยไปกับเสียงเพลงของกู้เหยียน
....
.......
และแล้วเพลงก็ดำเนินมาถึงท่อนฮุค
"ที่แท้เธอก็คือโชคชะตาที่ฉันอยากเก็บรักษาไว้มากที่สุด"
"ที่แท้พวกเราและความรัก เคยอยู่ใกล้กันขนาดนี้"
.....
...
"ได้พบเธอ ช่างโชคดีเหลือเกิน"
"แต่ฉันกลับเสียสิทธิ์ที่จะร้องไห้เพื่อเธอไปแล้ว..."
....
....
เพลงจบลง
กู้เหยียนก้าวเข้าไปจับมือเหลิ่งชิงชิว สีหน้าอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มนวล "ชิงชิว ผมรักคุณ ผมไม่อยากจากคุณไป"
"และผมก็ไม่อยากให้คุณจากผมไป ให้ผมปกป้องคุณไปตลอดชีวิตได้ไหมครับ?"
เหลิ่งชิงชิวยังคงอินกับเพลงเมื่อครู่ พอได้ยินคำพูดของกู้เหยียนถึงได้สติกลับมา
เธอเงยหน้ามองกู้เหยียน แม้จะมองไม่เห็นหน้าเขา แต่เหลิ่งชิงชิวสัมผัสได้ถึงความรักที่เขามีให้เธอ
มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์และเร่าร้อน
เฮ้อ... ช่างเถอะ
เหลิ่งชิงชิวถอนหายใจ แล้วตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ไม่เอาหรอก"
"หา?!"
กู้เหยียนอ้าปากค้าง กำลังจะอ้อนวอน
ก็ได้ยินเหลิ่งชิงชิวพูดต่อเรียบๆ "คุณอ่อนแอจะตาย ให้ฉันปกป้องคุณดีกว่า"
"เป็นผู้ชายของฉัน อาจจะตายเร็วก็ได้นะ"
คำพูดนี้เหลิ่งชิงชิวไม่ได้ล้อเล่น ในฐานะผู้กุมอำนาจ 【องค์กรราตรี】
และแบกรับความแค้นฝังลึก
ชีวิตของเธอถูกลิขิตให้เดินบนเส้นทางขวากหนามที่ไม่อาจหวนกลับ!
ทางด้านกู้เหยียน ได้ยินคำพูดของเหลิ่งชิงชิว นอกจากจะไม่รู้สึกว่าเธอเบียวแล้ว กลับรู้สึกมีความสุขสุดๆ
เพราะการที่เธอพูดแบบนี้ มันหมายความว่า....
"ชิง... ชิงชิว คุณหมายความว่าไงครับ?"
กู้เหยียนกลืนน้ำลาย ถามอย่างลังเลและไม่อยากจะเชื่อ
"?"
อีตานี่ ต้องให้พูดตรงๆ เลยรึไง?
เหลิ่งชิงชิวขมวดคิ้วนิดๆ สะบัดมือกู้เหยียนออก แล้วหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน "ไม่รู้สิ! คุณเดาเอาเองแล้วกัน!"
"เฮ้! ชิงชิว! ผมผิดไปแล้ว! ชิงชิว!"
กู้เหยียนรีบวิ่งตามไปติดๆ
แม้จะโดนเหลิ่งชิงชิวมองค้อน แต่เธอก็ไม่ได้ไล่เขาไป
เธอถอนหายใจในใจ
ช่างเถอะ ถือว่าเป็นค่าชดเชยเล็กๆ น้อยๆ ให้กู้เหยียน ที่เธอจะใช้ประโยชน์จากตระกูลกู้ก็แล้วกัน
.......
.......
บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพเทียนเย่
นี่คือบริษัทเทคโนโลยีเวชภัณฑ์ที่ตระกูลเสิ่นก่อตั้งขึ้น
สินค้าหลักคือเครื่องสำอางบำรุงผิว
ภายในห้องทำงานซีอีโอ
ช่วงนี้เสิ่นหว่านเอ๋ออารมณ์บ่อจอยสุดๆ
เธอขมวดคิ้วมองดูตัวเลขชุดหนึ่งบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
ตรงข้ามเธอ เลขาส่วนตัวจางชิงก้มหน้าอย่างประหม่า "ท่านประธานเสิ่นครับ... ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จู่ๆ บริษัทคู่ค้าที่เคยร่วมมือกับเรา ต่างพากันยกเลิกออเดอร์และถอนการลงทุนหมดเลยครับ"
"ตอนนี้สายการผลิตของโรงงานเราต้องหยุดชะงัก"
"วัตถุดิบที่สั่งซื้อมาล็อตใหญ่ก่อนหน้านี้ก็ต้องเก็บเข้าโกดัง"
"แต่... แต่กำหนดจ่ายเงินงวดสุดท้ายใกล้เข้ามาแล้วครับ"
"ถ้า... ถ้าเราหาพาร์ทเนอร์ไม่ได้..."
ยิ่งฟังเสิ่นหว่านเอ๋อก็ยิ่งหงุดหงิด
เธอกำผมตัวเองแน่น แววตาสั่นระริกจ้องมองข้อมูลในคอมพิวเตอร์
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้น?
คำพูดของจางชิงเหมือนเข็มทิ่มแทงใจเธอ
คู่ค้าเก่าแก่ทั้งหมดพร้อมใจกันยกเลิกออเดอร์ และด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีมานาน สัญญาเลยไม่ได้ระบุค่าปรับหรือค่าชดเชยไว้
แถมกำหนดจ่ายเงินค่าวัตถุดิบล็อตใหญ่ก็จ่อคอหอย
แต่...
ตอนนี้ออเดอร์ถูกยกเลิกเกลี้ยง บริษัทเธอไม่มีเงินสดหมุนเวียนพอจะจ่ายหนี้ก้อนโตนั้นได้แน่ๆ
ไม่มีออเดอร์ ก็ไม่มีเงินเข้า
ลำพังรายได้จากหน้าร้านของตัวเองก็แค่เศษเงิน
เมื่อก่อนรายได้หลักของบริษัทมาจากการรับจ้างผลิตให้กับบริษัทใหญ่อื่นๆ
"จะทำยังไงดี?"
เสิ่นหว่านเอ๋อพึมพำกับตัวเอง แววตาเต็มไปด้วยความร้อนรน
แถมใกล้สิ้นเดือนแล้ว เงินเดือนพนักงานเดือนนี้ยังไม่ได้จ่ายเลย
หรือว่า... เธอจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปไม่ได้?
จางชิงมองเสิ่นหว่านเอ๋อที่กำลังเครียดจัด ก็แสดงสีหน้าโกรธแค้นแทน "ท่านประธานเสิ่น พวกผู้บริหารบริษัทพวกนั้นมันเลวจริงๆ ครับ"
"พร้อมใจกันยกเลิกออเดอร์เหมือนนัดกันมา"
"ทั้งที่... ทั้งที่เมื่อก่อนทำดีกับเราแท้ๆ"
จางชิงได้เห็นความโหดร้ายของโลกธุรกิจเต็มตา
แม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่เขาก็พอเดาได้ว่านี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า 'ในสนามการค้าไม่มีมิตรแท้'
นัดกันมา...
คำนี้สะกิดใจเสิ่นหว่านเอ๋อ จู่ๆ สีหน้าเธอก็แข็งค้าง
จากนั้นความตกใจก็ปรากฏบนใบหน้า
เดี๋ยวนะ... เหมือนเธอจะนึกอะไรออก
ถ้าคนพวกนี้จู่ๆ พร้อมใจกันเทเธอ สาเหตุก็มีอยู่แค่อย่างเดียว
สีหน้าเสิ่นหว่านเอ๋อเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง
เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
"ดี ดี ดีมาก กู้เหยียน..."
"นายโหดเหี้ยมขนาดนี้เลยเหรอ?"
เสิ่นหว่านเอ๋อกัดฟันสบถเสียงต่ำ
เธอเงยหน้ามองจางชิง "คุณออกไปก่อน ฉันมีวิธีแล้ว"
จางชิงชะงัก แล้วพยักหน้า "ครับ ท่านประธานเสิ่น"
ชั่วขณะหนึ่ง ในห้องเหลือเพียงเสิ่นหว่านเอ๋อคนเดียว
เธอสูดหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์
จากนั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เปิดรายชื่อผู้ติดต่อ เลื่อนไปที่คนคนหนึ่ง
หน้าจอแสดงชื่อ
【กู้เหยียน】
เสิ่นหว่านเอ๋อมองชื่อกู้เหยียน สีหน้าเคร่งเครียด
บ้าจริง... ทั้งที่เคยลั่นวาจาว่าจะไม่โทรหาเขาอีก
แต่ไม่นึกเลย ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีสกปรกแบบนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธอ?
สีหน้าเสิ่นหว่านเอ๋อเต็มไปด้วยความโกรธ
กู้เหยียน นายมันร้ายกาจจริงๆ
คิดได้ดังนั้น เสิ่นหว่านเอ๋อก็กดโทรออก
ในความคิดเธอ การที่กู้เหยียนปิดเครื่องและไม่รับสายเธอก่อนหน้านี้ ก็แค่แผนเรียกร้องความสนใจ
จนกระทั่งตอนนี้ ที่บริษัทคู่ค้าพากันเทเธอหมด
เสิ่นหว่านเอ๋อเดาได้เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
เขาก็แค่ต้องการใช้เรื่องนี้มาบีบเธอ
และตอนนี้ เป้าหมายของเขาสำเร็จแล้ว เสิ่นหว่านเอ๋อมั่นใจสุดๆ ว่าครั้งนี้เขาต้องรับสายเธอแน่นอน
เพียงแต่.........
สิ่งที่เสิ่นหว่านเอ๋อคาดไม่ถึงก็คือ ทันทีที่กดโทรออก
ปลายสายตอบกลับมาว่า.....
【ขอโทษค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...】
!!
เสิ่นหว่านเอ๋อหน้าชา มองโทรศัพท์อย่างไม่อยากจะเชื่อ นี่เบอร์ถูกแน่ใช่มั้ย?
เป็นไปได้ยังไง?
ถ้ากู้เหยียนปิดเครื่องหนีก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็น่าจะเปิดแล้วสิ?
หรือว่า.....
เสิ่นหว่านเอ๋อคิดถึงความเป็นไปได้หนึ่ง แต่ก็รีบปัดตกไปว่าไม่มีทาง
ในความคิดเธอ กู้เหยียนไม่มีวันทำแบบนี้กับเธอเด็ดขาด
"ไม่ ไม่จริง เป็นไปไม่ได้"
ครั้งแรกที่ความตื่นตระหนกฉายชัดบนใบหน้าเสิ่นหว่านเอ๋อ
เธอรีบเปิดหน้าแชทกับกู้เหยียน
ประวัติการแชทยังค้างอยู่ที่วันนั้น หลายวันก่อนที่กู้เหยียนนัดเจอเธอเพื่อสารภาพรัก
ด้วยความหวาดหวั่นและไม่สบายใจ เสิ่นหว่านเอ๋อพิมพ์ข้อความส่งไป
"กู้เหยียน อยู่ไหม?"
ทว่า
ฉากที่ทำให้เสิ่นหว่านเอ๋ออึ้งกิมกี่ก็เกิดขึ้น
ทันทีที่กดส่ง
หลังข้อความของเธอ ปรากฏสัญลักษณ์... เครื่องหมายตกใจสีแดง
"เขา... บล็อกฉัน?"
เสิ่นหว่านเอ๋อพึมพำกับตัวเอง แววตาว่างเปล่า
จู่ๆ เธอก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว และความรู้สึกแปลกประหลาด... ความน้อยใจก็เอ่อล้นขึ้นมาในอก
"ทำไม ทำไมกู้เหยียนถึงบล็อกฉัน?"
"ทำไมถึงเป็นแบบนี้?"
"ไม่... ไม่ ฉันต้องไปถามเขาให้รู้เรื่อง!"
น้ำเสียงของเสิ่นหว่านเอ๋อเริ่มร้อนรน เธอรีบคว้ากุญแจรถบนโต๊ะ
คว้ากระเป๋าแบรนด์เนมที่กู้เหยียนซื้อให้มาสะพาย แล้ววิ่งออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว