ตอนที่ 12
บทที่ 12 แกล้งบ้าใบ้ ลูกสาวภรรยาเอกคลอดลูกแฝดแปด เป็นที่โปรดปรานที่สุดในวังหลัง
ทันทีที่ลุกขึ้น พระนางก็ตรัสอีกประโยคที่ทำให้เส้นเลือดบนหน้าผากของลู่จูเต้นตุบๆ "คนไหนคือพระสนมโหรว เงยหน้าขึ้นมาให้ไอเจียดูหน่อยซิ"
เหล่าสนมต่างนั่งลงกันหมดแล้ว มีเพียงลู่จูที่ยังคงยืนอยู่ นางก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อแสดงฉากการคารวะแบบเดิมเมื่อหนึ่งก้านธูปก่อนหน้านี้อีกครั้ง "หม่อมฉันถวายพระพรไทเฮาเพคะ"
จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุม ลู่จูสัมผัสได้ถึงสายตาของไทเฮาที่กวาดมองสำรวจนางขึ้นลงอย่างพิจารณา
เนิ่นนานกว่าพระนางจะตรัสขึ้นว่า "หน้าตาก็งดงามดี แต่วังหลังไม่เคยขาดแคลนสาวงาม เจ้าต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าได้ลำพองใจในความโปรดปราน มิเช่นนั้นไอเจียจะไม่ละเว้น"
"พระดำรัสสั่งสอนของไทเฮาถูกต้องแล้วเพคะ หม่อมฉันน้อมรับด้วยความเคารพ"
ลู่จูวางตัวว่าง่ายและรู้ความ จนไทเฮาหาข้อตำหนิไม่ได้ไปชั่วขณะ
หลังจากมองดูเหล่าโฉมงามเต็มห้องอยู่ครู่หนึ่ง พระนางก็ตรัสขึ้นว่า "พวกเจ้าเองก็ต้องเร่งสร้างผลงานให้ท้อง พยายามเสนอหน้าต่อพักตร์ฮ่องเต้ให้มากเข้าไว้ ไอเจียรออุ้มราชนัดดาอยู่"
ฮวากุ้ยเฟยนำเหล่าสนมพยักหน้ารับคำสั่งสอนของไทเฮา
แต่สนมหลายคนต่างแอบบ่นพึมพำในใจ ฮ่องเต้แทบไม่เสด็จมาเยือนวังหลัง ลำพังแค่จะได้พบพระพักตร์ยังยากเย็นแสนเข็ญ นับประสาอะไรกับการตั้งครรภ์
แต่พวกนางก็ทำได้เพียงคิดในใจเท่านั้น
ไทเฮาโบกพระหัตถ์ แสดงท่าทีว่าต้องการพักผ่อน เหล่าสนมจึงทะยอยกันกลับออกไปเป็นกลุ่ม
เหลือเพียงลู่จูที่เดินก้มหน้ารั้งท้ายอยู่เพียงลำพัง
ฮวากุ้ยเฟยหันกลับมามองเป็นระยะ เห็นลู่จูเดินคอตกอยู่คนเดียวก็รู้สึกสะใจอย่างยิ่ง ราวกับว่าตนเองได้รับชัยชนะในการโจมตีลู่จู จึงเสด็จกลับท่ามกลางการห้อมล้อมเอาใจของผู้คนด้วยความหยิ่งผยอง
ลู่จูนึกย้อนไปถึงสีหน้าและท่าทางของไทเฮาเมื่อครู่ แล้วสื่อสารกับตั่วตั่วในใจด้วยความตื่นเต้น
"ตั่วตั่ว เห็นไหม? ท่าทางของไทเฮาถอดแบบมาจากในนิยายเปี๊ยบเลย ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย รัศมีกดดันก็รุนแรงมาก สะใจชะมัด ฮ่าฮ่าฮ่า"
ตั่วตั่วไม่ได้ตอบกลับลู่จู แต่แอบกรอกตาใส่โฮสต์ของตนในใจ ทำไมมันถึงรู้สึกว่าโฮสต์ที่ตนผูกมัดด้วย บางทีก็ดูเปิ่นๆ ชอบกล...
คืนนั้น จีอวิ๋นเฉิงเสด็จมาที่ตำหนักจันทร์สลายของลู่จูอีกครั้ง
เวลานี้ ลู่จูที่เข้านอนเร็วเพราะความเบื่อหน่าย จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเตียงข้างกายยวบลง
ขณะที่นางกำลังจะอ้าปากตะโกนบอกเสี่ยวเถาว่ามีมือสังหาร
นางก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของจีอวิ๋นเฉิงดังขึ้นที่ข้างหู "ข้าเอง วันนี้เจ้าได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจหรือไม่?"
เมื่อได้ยินเสียง ลู่จูก็ผ่อนคลายลงและส่ายหน้า
จีอวิ๋นเฉิงรู้ดีว่าเสด็จแม่ของเขาและฮวากุ้ยเฟยไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ "ชิวสุ่ยเป็นคนสนิทของข้า หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้าให้เสี่ยวเถาหรือชิวสุ่ยไปตามข้าที่ตำหนักฉินเจิ้งได้เลย"
ไม่ใช่เพื่อจับตามองลู่จู แต่เพราะในวังลึกมีเรื่องสกปรกโสมมที่พูดไม่ออกอยู่มากมาย หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว วันรุ่งขึ้นอาจจะไม่ได้เห็นดวงตะวันอีกเลย
ลู่จูเป็นคนแรกที่จีอวิ๋นเฉิงอยากปกป้องจากก้นบึ้งของหัวใจ ดังนั้นเขาจะไม่ยอมให้ลู่จูเป็นอันตรายแม้แต่น้อย
แสงจันทร์นวลส่องผ่านหน้าต่างและม่านเข้ามา ลู่จูรู้สึกร้อนจึงสวมเพียงชุดนอนบางเบา ภายใต้แสงจันทร์ ผิวพรรณของนางเปล่งประกายดั่งไข่มุกชั้นดี
จีอวิ๋นเฉิงอดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกตอบสนองขึ้นมาอีกครั้ง ริมฝีปากแห้งผากเล็กน้อย
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาจริงๆ
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้ร่างกายลู่จูไม่สะดวก เขาจึงข่มกลั้นความต้องการไว้
เขาลุกขึ้น คิดว่าจะไปอาบน้ำเย็นอีกสักรอบแล้วค่อยกลับมากอดเจ้าตัวน้อยนอน
คาดไม่ถึงว่ายังไม่ทันจะลงจากเตียง เขาก็รู้สึกถึงแรงดึงที่ชายเสื้อ
เขาหันกลับไปเห็นลู่จูจ้องมองเขาตาแป๋ว เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไพเราะ "ฝ่าบาทจะเสด็จไปไหนหรือเพคะ?"
จีอวิ๋นเฉิงไม่ตอบ แต่ยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าของลู่จู จากนั้นก็ดึงมือนางลงมาสัมผัสที่ตัวเขา
เมื่อสัมผัสถูกความร้อนผ่าวนั้น ลู่จูก็เข้าใจความต้องการของจีอวิ๋นเฉิงทันที
นางถามตั่วตั่วในใจ
"ตอนทำเรื่องอย่างว่า เจ้าคงไม่ได้ดูอยู่ตลอดใช่ไหม?"
"พวกเราเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและมีจรรยาบรรณนะ! พอมันเริ่มระบบจะตัดภาพอัตโนมัติ ได้ยินแค่เสียงในใจโฮสต์เท่านั้นแหละ" ระบบตั่วตั่วตอบกลับด้วยความเขินอาย
เมื่อได้คำตอบที่น่าพอใจ ลู่จูก็กลับมาสวมบทบาทขัดเขิน มองจีอวิ๋นเฉิงแล้วยันกายขึ้นกระซิบข้างหูเขา "ความจริงแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่ช่วยฝ่าบาทได้นะเพคะ..."
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของจีอวิ๋นเฉิงก็เป็นประกายวาววับ หัวใจลุกโชนด้วยไฟปรารถนา
...
ผ่านไปเนิ่นนาน ดวงจันทร์ถึงได้โผล่พ้นก้อนเมฆออกมา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ลู่จูต้องให้เสี่ยวเถากับชิวสุ่ยช่วยนวดมือให้คนละข้าง