- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าขอมีมิติและสามีเป็นทหาร
- บทที่ 16: ความสะอิดสะเอียน
บทที่ 16: ความสะอิดสะเอียน
บทที่ 16: ความสะอิดสะเอียน
บทที่ 16: ความสะอิดสะเอียน
ฉินหย่งผิงที่ถูกแย่งเนื้อไปต่อหน้าต่อตาได้แต่ยืนหมดอาลัยตายอยาก
ทว่าเมื่อเห็นหลานชายสุดที่รักถูกลูกสาวเตะจนได้รับบาดเจ็บ เขาก็ร้องโวยวายเสียงหลง รีบวิ่งตามเด็กหนุ่มออกไปทันที...
ผู้เฒ่าฉินเองก็พลอยเป็นกังวลไปด้วย จึงรีบสาวเท้าตามหลังไปติดๆ...
ในที่สุด ลานบ้านก็เหลือเพียงครอบครัวของฉินหย่งอันและเฉียนเฟิงเหอ
"พ่อ แม่... เย็นนี้เราจะกินอะไรกันดี?"
เฉียนเฟิงเหอที่เหนื่อยหอบจากเรื่องวุ่นวายหันไปทางห้องครัว มองดูน้ำซุปเนื้อในหม้อและซี่โครงที่ยังไม่ได้ลงมือปรุง
นางพลันเกิดความคิดขึ้นมา...
"ต้มบะหมี่กันเถอะ เอาซี่โครงพวกนี้ทำเป็นเครื่องราดหน้า ดูจากสภาพหลานชายบ้านใหญ่แล้ว คืนนี้พวกนั้นคงยังไม่กลับมาเร็วๆ นี้หรอก รอพวกมันกลับมาค่อยหาทำกินกันเองแล้วกัน"
"ดีเลยแม่ งั้นรีบทำเถอะ ผมหิวไส้จะขาดแล้ว"
ครอบครัวนี้ต่างพากันนึกถึงรสชาติเนื้อสัตว์ที่กำลังจะตกถึงท้องอย่างมีความสุข โดยไม่ได้แยแสฟู่เกินจากบ้านใหญ่ และยิ่งไม่สนใจแม่เฒ่าฉินที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนบ้านแม้แต่น้อย
ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ต่างก็มองว่าคนบ้านนี้เหมือนงูพิษ
เลือดในกายช่างเย็นเฉียบนัก
ภายในห้อง สองพี่น้องนั่งไขว่ห้างกินซาลาเปาแป้งขาวแกล้มเนื้อสัตว์ พลางทอดสายตามองดูละครฉากใหญ่ข้างนอกอย่างออกรส
"จุ๊ๆ ทำไมเมื่อก่อนพี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฝีมือทำอาหารของอาสะใภ้รองจะดีขนาดนี้"
"หึ อาสะใภ้รองเป็นคนหัวหมอและช่างคิดคำนวณจะตายไป คนอย่างหลี่ฮุ่ยหลานน่ะหรือจะรังแกนางได้?"
เมื่อเห็นแววตาอาฆาตแค้นที่ฉายชัดออกมาในดวงตาของน้องสาวฉินเจิ้งเจี๋ยก็ใจหายวาบ...
"น้องเล็ก พี่นึกว่าตอนนั้นน้องยังเด็ก เลยไม่รู้ว่าอาสะใภ้รองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่"
ใช่ ตอนที่แม่จากไปเธอยังเด็กมาก และไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับการตายของท่านเลยจริงๆ
จนกระทั่งชาติที่แล้ว ตอนที่เฉียนเฟิงเหอแก่ตัวลงจนผมขาวโพลน นางมักจะเล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานฟังราวกับเป็นวีรกรรมอันน่าภาคภูมิใจ ซึ่งบังเอิญว่าเธอที่แวะไปเยี่ยมญาติช่วงปีใหม่ได้ยินเข้าเต็มสองหู
ตอนนั้นเอง เธอถึงได้รู้ว่าการตายของแม่มีสาเหตุทางอ้อมมาจากนาง...
"พี่ใหญ่ ถ้าไม่ใช่เพราะเฉียนเฟิงเหอเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กน้อยจากบ้านเดิม จนคะยั้นคะยอให้พ่อกับแม่ไปรักษาพี่ชายของนางที่กองผลิตอิงเฉิง พ่อกับแม่ก็คงไม่ต้องมาเจอดินถล่มระหว่างทางขากลับจนต้องจบชีวิตลงในภัยพิบัตินั้นหรอก..."
ในตอนนั้น พี่ชายของเฉียนเฟิงเหอเกิดอุบัติเหตุขาเจ็บระหว่างทำงาน
หมอเท้าเปล่าที่มีความรู้งูๆ ปลาๆ วินิจฉัยว่ารักษาไม่ได้ และไล่ให้ไปโรงพยาบาลในเมือง ทั้งยังบอกว่าค่ารักษาน่าจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยหยวน
คนตระกูลเฉียนไม่อยากเสียเงินค่ารักษา จึงรับปากจะให้เงินเฉียนเฟิงเหอสิบหยวน เพื่อให้นางไปตามคนมารักษาให้ฟรีๆ
วิชาแพทย์ของแม่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณตาโดยตรง
หากไม่ใช่เพราะยุคสมัยที่ผันผวน แม่คงไม่ได้เป็นแค่หมอเท้าเปล่า ฝีมือการรักษาของท่านย่อมเหนือกว่าหมอบ้านนอกทั่วไปอยู่แล้ว
แม่พักอยู่ที่บ้านตระกูลเฉียนถึงสามวันจนรักษาคนเจ็บหายสนิท
แต่คนตระกูลเฉียนกลัวว่าอาการจะยังไม่หายขาด จึงพยายามยื้อตัวสองสามีภรรยาเอาไว้สุดชีวิต...
ด้วยความจำใจ พ่อกับแม่จึงต้องอยู่ต่ออีกวัน
และวันนั้นเอง คือวันที่พรากครอบครัวเราสี่คนให้จากกันตลอดกาล...
"น้อง... น้องรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?"
"ฉันแอบได้ยินมาน่ะ"
เธอไม่ได้โกหก
เธอแอบได้ยินมาจริงๆ เพียงแต่ไม่ใช่ในชาตินี้ แต่เป็นชาติที่แล้วต่างหาก
"เมื่อก่อนพี่รู้ว่าน้องโหยหาความอบอุ่นจากครอบครัว แต่ตอนนี้... น้องเล็ก พี่ขอถามหน่อย ตอนนี้น้องคิดยังไง?"
"พี่ใหญ่ อย่าเห็นว่าเฉียนเฟิงเหอกำลังเสวยสุขอยู่นะ สักวันนางจะต้องได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้แน่นอน"
ฉินเจิ้งเจี๋ยเม้มปากแน่น มองดูน้องสาวที่จู่ๆ ก็เติบโตขึ้นผิดหูผิดตาด้วยความรู้สึกหลากหลาย
การเติบโตย่อมแลกมาด้วยความเจ็บปวดหรืออุปสรรค ไม่ว่าจะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสำหรับคนเป็นพี่อย่างเขาเลย
น้องสาวที่เขาปกป้องทะนุถนอมมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย หวังจะให้หลบภัยอยู่ใต้ปีกของเขาและเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข สุดท้ายกลับต้องมาเผชิญกับพายุฝนอันโหดร้ายด้วยตัวเอง
"น้องสาวพี่นี่มีการศึกษาจริงๆ แม้แต่คำด่าทอยังฟังดูรื่นหู..."
ฉินเจิ้งเจี๋ยเกาหัวแก้เก้อ หัวเราะแหะๆ อย่างคนทำตัวไม่ถูก
ฉินซูเยว่ "..." ขออภัย! เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง
หลังมื้ออาหาร ฉินหย่งอันเข้ามาหาฉินซูเยว่เพื่อเจรจาเรื่องโควตางาน
ฉินซูเยว่ตอบตกลงอย่างง่ายดาย แต่ยื่นเงื่อนไขว่าต้องรอให้ฉินหย่งผิงกลับมาก่อน
เมื่อได้รับคำยืนยัน ฉินหย่งอันก็โล่งอก รีบกลับไปแจ้งข่าวดีกับลูกเมียทันที
ค่ำคืนนั้น บางบ้านเฉลิมฉลองด้วยความยินดี ในขณะที่บางบ้านกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า...
ก่อนฟ้าสาง ฉินซูเยว่แต่งตัวออกไปวิ่งออกกำลังกายตามความเคยชิน
ครั้งนี้เธอเพิ่มน้ำหนักถ่วงให้ตัวเองอีกห้ากิโลกรัม
แรกๆ ก็รู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง แต่วิ่งไปสักพักร่างกายก็เริ่มปรับตัวได้
ตอนที่ขึ้นไปบนเขา เธอแวะไปถามไถ่ความเป็นอยู่ของสหายทั้งสาม ตรวจดูความคืบหน้าของการตากสมุนไพร และช่วยไขข้อข้องใจให้พวกเขา
จากนั้นจึงวิ่งอ้อมไปอีกทางเพื่อลงจากเขา
ขณะกำลังเดินกลับบ้าน จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากหลังกองฟาง ทำให้ฉินซูเยว่ตกใจชะงักฝีเท้า และยกเท้าถีบสวนออกไปตามสัญชาตญาณทันที
แรงปะทะที่สัมผัสได้จริงพร้อมกับเสียงร้องโอดโอย ทำให้รู้ว่าเธอเตะโดนคนเข้าเต็มเปา
นึกถึงตอนที่ซ้อมมือกับพี่ชายบนเขาเมื่อหลายวันก่อน ที่เตะยังไงก็ไม่โดนตัวสักที ความอัดอั้นตันใจในตอนนั้นได้รับการปลดปล่อยแล้วในวินาทีนี้
"ฉันจะบอกอะไรให้นะ อย่าคิดจะมาแกล้งเจ็บเรียกค่าเสียหายเชียว จู่ๆ ก็กระโจนออกมาขวางทางชาวบ้านทำไมไม่ทราบ?"
"โอ๊ย... เธอนี่..." บ้าเอ๊ย แรงเตะของผู้หญิงคนนี้หนักหน่วงชะมัด แต่ 'ไล่จื่อหวัง' กลับชอบพวกแม่พริกขี้หนูรสแซ่บแบบนี้ที่สุด
ยิ่งพยศเท่าไหร่ เวลาปราบได้มันยิ่งสะใจ
ไล่จื่อหวังพยุงเอวที่เคล็ดขัดยอกลุกขึ้นยืน ฝืนปั้นหน้ายิ้มที่คิดว่าหล่อเหลาที่สุดทั้งที่ยังเจ็บจนหน้าเบี้ยว แต่ในสายตาของฉินซูเยว่... นี่เขาตั้งใจจะทำให้เธอขย้อนเนื้อที่อุตส่าห์กินเข้าไปเมื่อวานออกมาหรือไง?
"สหายซูเยว่ จะไปไหนหรือจ๊ะ? เดินคนเดียวมันเหงา ให้พี่ชายเดินไปส่งดีไหม?"
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะขยับตัวเข้ามาใกล้ฉินซูเยว่
"ถอยไปให้ห่างจากฉันนะ"
"โอ้โฮ แม่พริกขี้หนูเม็ดจิ๋ว พี่ชายยังไม่ได้ทำอะไรเลย น้องสาวจะตื่นเต้นไปทำไมจ๊ะ?"
"แกทำฉันขยะแขยง"
"นี่เธอ..."
รอยยิ้มบนใบหน้าของไล่จื่อหวังเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว
บ้าจริง เขาเป็นเสือผู้หญิงมาตั้งกี่ปี นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนไม่ไว้หน้าเขาขนาดนี้
มิน่าเล่าผู้ชายบางคนถึงได้มีรสนิยมวิปริต ยิ่งผู้หญิงไม่เล่นด้วย ก็ยิ่งอยากจะเข้าหา
ฉินซูเยว่ก้าวเท้าเดินหนีไปข้างหน้า
ไล่จื่อหวังรีบวิ่งมาดักหน้าเธอก่อนจะกางแขนกั้นทางไว้อีกครั้ง พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก
กลิ่นตัวเหม็นเน่าราวกับคูน้ำโชยมาปะทะจมูกฉินซูเยว่อย่างจัง เล่นเอาเธอแทบจะมองบน
"อูแหวะ..."
โชคดีที่เนื้อพวกนั้นกินเข้าไปตั้งแต่เมื่อวานและคงย่อยไปหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นเธอคงได้อ้วกแตกหมดไส้หมดพุงแน่ๆ...