เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16: ความสะอิดสะเอียน

บทที่ 16: ความสะอิดสะเอียน

บทที่ 16: ความสะอิดสะเอียน


บทที่ 16: ความสะอิดสะเอียน

ฉินหย่งผิงที่ถูกแย่งเนื้อไปต่อหน้าต่อตาได้แต่ยืนหมดอาลัยตายอยาก

ทว่าเมื่อเห็นหลานชายสุดที่รักถูกลูกสาวเตะจนได้รับบาดเจ็บ เขาก็ร้องโวยวายเสียงหลง รีบวิ่งตามเด็กหนุ่มออกไปทันที...

ผู้เฒ่าฉินเองก็พลอยเป็นกังวลไปด้วย จึงรีบสาวเท้าตามหลังไปติดๆ...

ในที่สุด ลานบ้านก็เหลือเพียงครอบครัวของฉินหย่งอันและเฉียนเฟิงเหอ

"พ่อ แม่... เย็นนี้เราจะกินอะไรกันดี?"

เฉียนเฟิงเหอที่เหนื่อยหอบจากเรื่องวุ่นวายหันไปทางห้องครัว มองดูน้ำซุปเนื้อในหม้อและซี่โครงที่ยังไม่ได้ลงมือปรุง

นางพลันเกิดความคิดขึ้นมา...

"ต้มบะหมี่กันเถอะ เอาซี่โครงพวกนี้ทำเป็นเครื่องราดหน้า ดูจากสภาพหลานชายบ้านใหญ่แล้ว คืนนี้พวกนั้นคงยังไม่กลับมาเร็วๆ นี้หรอก รอพวกมันกลับมาค่อยหาทำกินกันเองแล้วกัน"

"ดีเลยแม่ งั้นรีบทำเถอะ ผมหิวไส้จะขาดแล้ว"

ครอบครัวนี้ต่างพากันนึกถึงรสชาติเนื้อสัตว์ที่กำลังจะตกถึงท้องอย่างมีความสุข โดยไม่ได้แยแสฟู่เกินจากบ้านใหญ่ และยิ่งไม่สนใจแม่เฒ่าฉินที่นอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนบ้านแม้แต่น้อย

ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ต่างก็มองว่าคนบ้านนี้เหมือนงูพิษ

เลือดในกายช่างเย็นเฉียบนัก

ภายในห้อง สองพี่น้องนั่งไขว่ห้างกินซาลาเปาแป้งขาวแกล้มเนื้อสัตว์ พลางทอดสายตามองดูละครฉากใหญ่ข้างนอกอย่างออกรส

"จุ๊ๆ ทำไมเมื่อก่อนพี่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฝีมือทำอาหารของอาสะใภ้รองจะดีขนาดนี้"

"หึ อาสะใภ้รองเป็นคนหัวหมอและช่างคิดคำนวณจะตายไป คนอย่างหลี่ฮุ่ยหลานน่ะหรือจะรังแกนางได้?"

เมื่อเห็นแววตาอาฆาตแค้นที่ฉายชัดออกมาในดวงตาของน้องสาวฉินเจิ้งเจี๋ยก็ใจหายวาบ...

"น้องเล็ก พี่นึกว่าตอนนั้นน้องยังเด็ก เลยไม่รู้ว่าอาสะใภ้รองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแม่"

ใช่ ตอนที่แม่จากไปเธอยังเด็กมาก และไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับการตายของท่านเลยจริงๆ

จนกระทั่งชาติที่แล้ว ตอนที่เฉียนเฟิงเหอแก่ตัวลงจนผมขาวโพลน นางมักจะเล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานฟังราวกับเป็นวีรกรรมอันน่าภาคภูมิใจ ซึ่งบังเอิญว่าเธอที่แวะไปเยี่ยมญาติช่วงปีใหม่ได้ยินเข้าเต็มสองหู

ตอนนั้นเอง เธอถึงได้รู้ว่าการตายของแม่มีสาเหตุทางอ้อมมาจากนาง...

"พี่ใหญ่ ถ้าไม่ใช่เพราะเฉียนเฟิงเหอเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กน้อยจากบ้านเดิม จนคะยั้นคะยอให้พ่อกับแม่ไปรักษาพี่ชายของนางที่กองผลิตอิงเฉิง พ่อกับแม่ก็คงไม่ต้องมาเจอดินถล่มระหว่างทางขากลับจนต้องจบชีวิตลงในภัยพิบัตินั้นหรอก..."

ในตอนนั้น พี่ชายของเฉียนเฟิงเหอเกิดอุบัติเหตุขาเจ็บระหว่างทำงาน

หมอเท้าเปล่าที่มีความรู้งูๆ ปลาๆ วินิจฉัยว่ารักษาไม่ได้ และไล่ให้ไปโรงพยาบาลในเมือง ทั้งยังบอกว่าค่ารักษาน่าจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยหยวน

คนตระกูลเฉียนไม่อยากเสียเงินค่ารักษา จึงรับปากจะให้เงินเฉียนเฟิงเหอสิบหยวน เพื่อให้นางไปตามคนมารักษาให้ฟรีๆ

วิชาแพทย์ของแม่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณตาโดยตรง

หากไม่ใช่เพราะยุคสมัยที่ผันผวน แม่คงไม่ได้เป็นแค่หมอเท้าเปล่า ฝีมือการรักษาของท่านย่อมเหนือกว่าหมอบ้านนอกทั่วไปอยู่แล้ว

แม่พักอยู่ที่บ้านตระกูลเฉียนถึงสามวันจนรักษาคนเจ็บหายสนิท

แต่คนตระกูลเฉียนกลัวว่าอาการจะยังไม่หายขาด จึงพยายามยื้อตัวสองสามีภรรยาเอาไว้สุดชีวิต...

ด้วยความจำใจ พ่อกับแม่จึงต้องอยู่ต่ออีกวัน

และวันนั้นเอง คือวันที่พรากครอบครัวเราสี่คนให้จากกันตลอดกาล...

"น้อง... น้องรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?"

"ฉันแอบได้ยินมาน่ะ"

เธอไม่ได้โกหก

เธอแอบได้ยินมาจริงๆ เพียงแต่ไม่ใช่ในชาตินี้ แต่เป็นชาติที่แล้วต่างหาก

"เมื่อก่อนพี่รู้ว่าน้องโหยหาความอบอุ่นจากครอบครัว แต่ตอนนี้... น้องเล็ก พี่ขอถามหน่อย ตอนนี้น้องคิดยังไง?"

"พี่ใหญ่ อย่าเห็นว่าเฉียนเฟิงเหอกำลังเสวยสุขอยู่นะ สักวันนางจะต้องได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้แน่นอน"

ฉินเจิ้งเจี๋ยเม้มปากแน่น มองดูน้องสาวที่จู่ๆ ก็เติบโตขึ้นผิดหูผิดตาด้วยความรู้สึกหลากหลาย

การเติบโตย่อมแลกมาด้วยความเจ็บปวดหรืออุปสรรค ไม่ว่าจะอย่างไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสำหรับคนเป็นพี่อย่างเขาเลย

น้องสาวที่เขาปกป้องทะนุถนอมมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย หวังจะให้หลบภัยอยู่ใต้ปีกของเขาและเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข สุดท้ายกลับต้องมาเผชิญกับพายุฝนอันโหดร้ายด้วยตัวเอง

"น้องสาวพี่นี่มีการศึกษาจริงๆ แม้แต่คำด่าทอยังฟังดูรื่นหู..."

ฉินเจิ้งเจี๋ยเกาหัวแก้เก้อ หัวเราะแหะๆ อย่างคนทำตัวไม่ถูก

ฉินซูเยว่ "..." ขออภัย! เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง

หลังมื้ออาหาร ฉินหย่งอันเข้ามาหาฉินซูเยว่เพื่อเจรจาเรื่องโควตางาน

ฉินซูเยว่ตอบตกลงอย่างง่ายดาย แต่ยื่นเงื่อนไขว่าต้องรอให้ฉินหย่งผิงกลับมาก่อน

เมื่อได้รับคำยืนยัน ฉินหย่งอันก็โล่งอก รีบกลับไปแจ้งข่าวดีกับลูกเมียทันที

ค่ำคืนนั้น บางบ้านเฉลิมฉลองด้วยความยินดี ในขณะที่บางบ้านกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า...

ก่อนฟ้าสาง ฉินซูเยว่แต่งตัวออกไปวิ่งออกกำลังกายตามความเคยชิน

ครั้งนี้เธอเพิ่มน้ำหนักถ่วงให้ตัวเองอีกห้ากิโลกรัม

แรกๆ ก็รู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง แต่วิ่งไปสักพักร่างกายก็เริ่มปรับตัวได้

ตอนที่ขึ้นไปบนเขา เธอแวะไปถามไถ่ความเป็นอยู่ของสหายทั้งสาม ตรวจดูความคืบหน้าของการตากสมุนไพร และช่วยไขข้อข้องใจให้พวกเขา

จากนั้นจึงวิ่งอ้อมไปอีกทางเพื่อลงจากเขา

ขณะกำลังเดินกลับบ้าน จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากหลังกองฟาง ทำให้ฉินซูเยว่ตกใจชะงักฝีเท้า และยกเท้าถีบสวนออกไปตามสัญชาตญาณทันที

แรงปะทะที่สัมผัสได้จริงพร้อมกับเสียงร้องโอดโอย ทำให้รู้ว่าเธอเตะโดนคนเข้าเต็มเปา

นึกถึงตอนที่ซ้อมมือกับพี่ชายบนเขาเมื่อหลายวันก่อน ที่เตะยังไงก็ไม่โดนตัวสักที ความอัดอั้นตันใจในตอนนั้นได้รับการปลดปล่อยแล้วในวินาทีนี้

"ฉันจะบอกอะไรให้นะ อย่าคิดจะมาแกล้งเจ็บเรียกค่าเสียหายเชียว จู่ๆ ก็กระโจนออกมาขวางทางชาวบ้านทำไมไม่ทราบ?"

"โอ๊ย... เธอนี่..." บ้าเอ๊ย แรงเตะของผู้หญิงคนนี้หนักหน่วงชะมัด แต่ 'ไล่จื่อหวัง' กลับชอบพวกแม่พริกขี้หนูรสแซ่บแบบนี้ที่สุด

ยิ่งพยศเท่าไหร่ เวลาปราบได้มันยิ่งสะใจ

ไล่จื่อหวังพยุงเอวที่เคล็ดขัดยอกลุกขึ้นยืน ฝืนปั้นหน้ายิ้มที่คิดว่าหล่อเหลาที่สุดทั้งที่ยังเจ็บจนหน้าเบี้ยว แต่ในสายตาของฉินซูเยว่... นี่เขาตั้งใจจะทำให้เธอขย้อนเนื้อที่อุตส่าห์กินเข้าไปเมื่อวานออกมาหรือไง?

"สหายซูเยว่ จะไปไหนหรือจ๊ะ? เดินคนเดียวมันเหงา ให้พี่ชายเดินไปส่งดีไหม?"

พูดจบ เขาก็ทำท่าจะขยับตัวเข้ามาใกล้ฉินซูเยว่

"ถอยไปให้ห่างจากฉันนะ"

"โอ้โฮ แม่พริกขี้หนูเม็ดจิ๋ว พี่ชายยังไม่ได้ทำอะไรเลย น้องสาวจะตื่นเต้นไปทำไมจ๊ะ?"

"แกทำฉันขยะแขยง"

"นี่เธอ..."

รอยยิ้มบนใบหน้าของไล่จื่อหวังเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว

บ้าจริง เขาเป็นเสือผู้หญิงมาตั้งกี่ปี นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนไม่ไว้หน้าเขาขนาดนี้

มิน่าเล่าผู้ชายบางคนถึงได้มีรสนิยมวิปริต ยิ่งผู้หญิงไม่เล่นด้วย ก็ยิ่งอยากจะเข้าหา

ฉินซูเยว่ก้าวเท้าเดินหนีไปข้างหน้า

ไล่จื่อหวังรีบวิ่งมาดักหน้าเธอก่อนจะกางแขนกั้นทางไว้อีกครั้ง พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก

กลิ่นตัวเหม็นเน่าราวกับคูน้ำโชยมาปะทะจมูกฉินซูเยว่อย่างจัง เล่นเอาเธอแทบจะมองบน

"อูแหวะ..."

โชคดีที่เนื้อพวกนั้นกินเข้าไปตั้งแต่เมื่อวานและคงย่อยไปหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นเธอคงได้อ้วกแตกหมดไส้หมดพุงแน่ๆ...

จบบทที่ บทที่ 16: ความสะอิดสะเอียน

คัดลอกลิงก์แล้ว