- หน้าแรก
- ยอดสำนักไร้เทียมทาน ปีกทมิฬและนางมารรากษส
- บทที่ 15 ธิดาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 15 ธิดาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 15 ธิดาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 15 ธิดาศักดิ์สิทธิ์
— ธิดาศักดิ์สิทธิ์
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เชียนหลิงอวิ๋นก็คลายสถานะวิญญาณยุทธ์สถิตร่างโดยอัตโนมัติ ร่างกายเซถอยหลังไปหลายก้าว ต้องอาศัยโต๊ะน้ำชาข้างกายช่วยพยุงไว้ไม่ให้ล้มฟุบลงไปกองกับพื้น
การที่ไม่ใช้เคียวมารรักษะและวงแหวนวิญญาณ แต่กลับต้องรับมือกับปรมาจารย์วิญญาณหนึ่งคนและมหาจารย์วิญญาณอีกหลายคนด้วยสถานะวิญญาณยุทธ์สถิตร่างขั้นพื้นฐานเพียงอย่างเดียวนั้น สร้างภาระให้กับร่างกายของนางอย่างมหาศาล เวลานี้เชียนหลิงอวิ๋นแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับเขยื้อน ได้แต่พิงเสาหอบหายใจหนักหน่วง ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด
แน่นอนว่าการต่อสู้ระดับนี้ไม่อาจสร้างบาดแผลให้แก่เชียนหลิงอวิ๋นที่มีเกราะเทพคุ้มกายได้
สาเหตุหลักของความอ่อนแอคือ นางไร้ซึ่งการเสริมพลังจากวงแหวนวิญญาณ พลังทั้งหมดที่สำแดงออกมาล้วนแลกมาด้วยการเผาผลาญพลังชีวิตของตนเองจนเกินขีดจำกัด
ไม่นานนัก เหล่าผู้คนที่สลบไสลอยู่บนพื้นก็เริ่มทยอยได้สติ พวกเขามองเชียนหลิงอวิ๋นที่พิงกำแพงอยู่อย่างหวาดกลัว ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ด้วยเกรงว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย
"ฮู่ว... ฮู่ว..." เชียนหลิงอวิ๋นพิงกำแพง หายใจอย่างยากลำบาก ในยามที่ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ นางแทบจะระงับความบ้าคลั่งของเคียวมารรักษะไว้ไม่อยู่
เสียงกระซิบยั่วยวนของเคียวมารรักษะดังขึ้นข้างหูไม่ขาดสาย "รีบหยิบข้าขึ้นมาสิ ฆ่าพวกมันให้หมด ใช้วือดของพวกมันมาเติมเต็มความอ่อนแอของเจ้า..."
"หุบปาก ข้าเป็นนาย!" เชียนหลิงอวิ๋นกัดฟันกรอด รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายไปที่มือซ้าย แล้วกดทับมือขวาที่กำลังสั่นระริกไม่หยุด
เวลาผ่านไป... ผู้คนในจวนเจ้าเมืองเริ่มได้สติกันมากขึ้น พวกเขามองเชียนหลิงอวิ๋นที่มีสีหน้าซีดเผือดด้วยสายตาไม่ประสงค์ดี แววตาเหล่านั้นฉายแววกระหายเลือด ราวกับกำลังบอกว่าพร้อมจะพุ่งเข้าไปฉีกกระชากนางเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อ
จะเรียกเคียวมารรักษะออกมาแล้วตีฝ่าวงล้อมออกไป หรือจะยึดมั่นในอุดมการณ์ไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์... ปัญหานี้เริ่มสร้างความลำบากใจให้เชียนหลิงอวิ๋น
หากต้องฆ่าคนพวกนี้จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ประเด็นสำคัญคือนางไม่มั่นใจว่าหากปล่อยให้เคียวเล่มนี้อาละวาด จะเกิดเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ตามมาหรือไม่
"ไสหัวไป! วันนี้ข้าจะพานางไป ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าใครหน้าไหนกล้าขวาง!"
เสียงตะโกนหวานใสที่คุ้นเคย ราวกับสายลมเย็นในยามคิมหันต์ ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นของเชียนหลิงอวิ๋นได้เป็นอย่างดี นางพยายามฝืนพลิกตัวมองไปยังผู้มาเยือน แล้วอ้าแขนรับ
"เจ้าเด็กตัวยุ่ง เจ้าเนี่ยชอบหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ! ทำไมไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า ตัวเองก็เป็นแค่มือใหม่แท้ๆ ยังจะดื้อดึงทำคนเดียวอีก ข้าจะบอกให้นะ พอกลับไปเจ้าต้องฝึกให้หนักกว่าเดิม ไม่งั้นสู้เสร็จก็เดินแทบไม่ไหวแบบนี้แหละ" เชียนเริ่นเสวี่ยบ่นกระปอดกระแปด มือหนึ่งถือดาบศักดิ์สิทธิ์แห่งทูตสวรรค์ข่มขวัญพวกคนชั่ว อีกมือหนึ่งช่วยประคองเชียนหลิงอวิ๋นที่ยืนโซเซ
"นี่ รู้ไหม เวลาท่านบ่นเนี่ยเหมือนแม่ข้าเลย!" เชียนหลิงอวิ๋นตอบกลับทีเล่นทีจริง
"ข้าไม่ได้แก่ขนาดนั้น ข้ายังสาวยังแส้ เป็นแม่เจ้าไม่ได้หรอก เรียกพี่สาวจะเหมาะกว่านะ" เชียนเริ่นเสวี่ยกลอกตาพร้อมดุ "วันหลังอย่าทำอะไรสิ้นคิดแบบวันนี้อีกเชียว!"
"รู้แล้วน่า รู้แล้ว" เชียนหลิงอวิ๋นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหลุดปากพูดจาเพ้อเจ้อออกมา "ข้าจำได้ว่าเมื่อหมื่นปีก่อนท่านก็อยู่มานานโข มิน่าล่ะถึงได้ขี้บ่นนัก ข้าว่า... เรียกท่านว่า 'ทวด' น่าจะเหมาะกว่ามั้ง"
"เชียน—หลิง—อวิ๋น!" เชียนเริ่นเสวี่ยทนความปากดีของน้องสาวไม่ไหว นางตวาดเสียงดังด้วยมาดของผู้อาวุโส แต่กลับไร้เสียงตอบรับ
เมื่อสังเกตดูดีๆ ก็พบว่าดวงตาของเชียนหลิงอวิ๋นปิดสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ นางหลับลึกไปเสียแล้ว
"เหอะ ก็ได้ ดูท่าข้าคงต้องแบกเจ้ากลับไปสินะ!" เชียนเริ่นเสวี่ยทำแก้มป่อง ข่มความรู้สึกทั้งขบขันและโมโหไว้ในใจ ก่อนจะแบกเชียนหลิงอวิ๋นเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมที่เข้ามาในเมือง
การกลับไปครั้งนี้ กว่าจะได้ออกมาซื้อเสบียงกันอีกครั้งคงอีกนาน ณ ตำแหน่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ดวงดาวดวงหนึ่งบนท้องฟ้าหรี่แสงลงวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสว่างไสวดังเดิม
ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปนับหมื่นลี้ ณ จักรวรรดิสุริยันจันทรา
ภายในวังใต้ดินอันน่าสะพรึงกลัวที่เต็มไปด้วยโครงกระดูก ร่างผอมแห้งราวกับโครงกระดูกที่คลุมด้วยผ้าคลุมสีดำกระโจนขึ้นจากพื้น เขาตะเกียกตะกายไปตามทางเดิน คลานออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว
ตลอดทาง ชายชุดดำทุกคนต่างหลีกทางให้เขา เพียงเพราะเจ้าสัตว์ประหลาดหลังค่อมที่ไม่เหมือนมนุษย์ผู้นี้ คืออัครพรหมยุทธ์ระดับเก้าสิบหก ฉายา พรหมยุทธ์ภูตซากศพ
เขาคือหนึ่งในผู้อาวุโสระดับสูงที่เก่าแก่ที่สุดของลัทธิภูตศักดิ์สิทธิ์ มีพลังฝีมือลึกล้ำพิสดาร แม้แต่ประมุขลัทธิภูตศักดิ์สิทธิ์ยังต้องให้ความเกรงใจ!
"คิกคิก เจ้าเด็กบ้า เปิดประตูสิ!"
จากใต้ผ้าคลุม ศีรษะมนุษย์ที่มีสภาพไม่ต่างจากหัวกะโหลกโผล่ออกมา เบ้าตากลวงโบ๋มีเปลวไฟวิญญาณสีเขียวสั่นไหวชวนขนลุก ชายชุดดำที่เฝ้าประตูทางเดินตัวสั่นด้วยความกลัว มือไม้สั่นเทาขณะไขกุญแจ แต่โชคดีที่ในที่สุดเขาก็เปิดประตูหินออกได้สำเร็จ
เมื่อเห็นประตูเปิด พรหมยุทธ์ภูตซากศพก็เก็บอาการตื่นเต้นไม่อยู่ เขาไต่ไปตามหินย้อยบนเพดานถ้ำด้วยท่วงท่าที่สิ่งมีชีวิตปกติไม่อาจทำได้ และมาถึงโถงกว้างอย่างรวดเร็ว
ภายในโถงมีคนนั่งอยู่บางตา ผู้ที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานเป็นชายร่างสูง ผมสีเงินหวีเรียบแปล้ ใบหน้าแดงเปล่งปลั่งดุจทารก คิ้วยาวห้อยลงมาทั้งสองข้าง เมื่อเห็นผู้มาเยือน เขากลับแสดงสีหน้าประหลาดใจ "เจ้าเฒ่าซากศพ ลมอะไรหอบเจ้าออกมาวันนี้ ปกติไม่เห็นออกจากห้องมาหลายสิบปีแล้วนี่!"
"เจี๊ยกๆๆ ข้าก็สงสัยว่าใครกันที่ว่างงานปานนี้ ที่แท้ก็ผู้อาวุโสสูงสุดนี่เอง! มีข่าวดี ข้าก็ต้องออกมาสิ" ชายชราโครงกระดูกเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปทางอีกคนหนึ่ง "ท่านประมุข ท่านประมุข ลัทธิภูตศักดิ์สิทธิ์ของเรามีนิมิตหมายอันรุ่งโรจน์แล้ว! เจี๊ยกๆๆ!"
"ผู้อาวุโส นิมิตหมายอันรุ่งโรจน์อะไรกัน! ลองเล่ามาซิ"
ผู้พูดคือจงหลีอู ประมุขลัทธิภูตศักดิ์สิทธิ์ เขามีผมสั้นสีเงินหนาทึบดูแข็งแกร่งดุจเข็มเหล็ก ดวงตาเป็นประกาย จมูกโด่ง ปากได้รูป รูปลักษณ์หล่อเหลาเอาการ ทว่าดวงตากลับเป็นสีม่วงเข้ม แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายลึกล้ำ
เขารู้สึกสนใจคำพูดของพรหมยุทธ์ภูตซากศพ จึงมองดูหัวกะโหลกที่ขยับกรามดังกรอดๆ ตรงหน้าด้วยความขบขัน
"ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพรักษะปรากฏตัวแล้ว!"
สิ้นเสียงคำพูดนี้ สีหน้าของจงหลีอูก็เคร่งขรึมขึ้นทันที เขาลุกขึ้นยืนคว้าไหล่ที่เป็นโครงกระดูกของพรหมยุทธ์ภูตซากศพ แล้วกระซิบถาม "ท่านแน่ใจหรือว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพรักษะปรากฏตัวแล้ว?"
"ก๊ากๆๆ ข้าคำนวณดูสามรอบแล้ว ไม่มีทางผิดพลาด!" พรหมยุทธ์ภูตซากศพปัดมือจงหลีอูออกแล้วถอนหายใจ "ทว่า... ข้ายังไม่รู้ว่าตอนนี้ธิดาศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ไหน รู้เพียงว่านางได้เปิดแดนลับเทพรักษะแล้ว และ... นางได้ผ่านการฆ่าฟันมาแล้ว"
"ตอนนี้หนึ่งในสามธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดได้ปรากฏตัวแล้ว ทวีปโต้วหลัวกว้างใหญ่เพียงเท่านี้ ให้พวกตาเฒ่านั้นออกไปตามหาเถอะ ไม่แน่ว่าก้าวเท้าออกจากประตูไปอาจจะเจอเลยก็ได้!"
กล่าวจบ พรหมยุทธ์ภูตซากศพก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก เขาหายตัวไปในความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดตามเส้นทางเดิมที่มา
หลังจากพรหมยุทธ์ภูตซากศพจากไป สมาชิกระดับสูงของลัทธิภูตศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เริ่มปรึกษาหารือกันอย่างตื่นตัว
"ลุงหลง เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่งนัก คงต้องรบกวนท่านช่วยแจ้งท่านแม่ด้วย เรื่องนี้ยังต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบคอบจากท่านแม่" จงหลีอูโค้งคำนับให้หลงเซียวเหยาด้วยถ้อยคำนอบน้อมและท่าทีจริงใจ
"ข้าจะจัดการให้..." หลงเซียวเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พยักหน้ารับคำ