- หน้าแรก
- ยอดสำนักไร้เทียมทาน ปีกทมิฬและนางมารรากษส
- บทที่ 8 คนบ้าบิ่นกับเด็กขี้งอน
บทที่ 8 คนบ้าบิ่นกับเด็กขี้งอน
บทที่ 8 คนบ้าบิ่นกับเด็กขี้งอน
บทที่ 8 คนบ้าบิ่นกับเด็กขี้งอน
ระหว่างที่เดินออกมาตามอุโมงค์อันมืดมิดที่พวกวิญญาจารย์ชั่วร้ายเคยใช้ เชียนเริ่นเสวี่ยก็ยัดเสื้อผ้าใส่มือเชียนหลิงอวิ๋นโดยสัญชาตญาณหลังจากเดินสะดุดในความมืดมาสักพัก แล้วกำชับว่า "จับชายเสื้อข้าไว้แล้วตามมาดีๆ จากความเข้าใจที่ข้ามีต่อจิ้งจอกโง่นั่น นางต้อง..."
ยังพูดไม่ทันจบ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงครืนครานดังมาจากด้านบน เชียนหลิงอวิ๋นกลืนน้ำลายเอือกใหญ่แล้วถามด้วยความหวาดกลัว "นางต้องทำอะไร? อย่ามาพูดจาเป็นปริศนาแถวนี้นะ!"
แต่เชียนเริ่นเสวี่ยไม่ได้ตอบคำถาม นางกลั้นใจอุ้มเชียนหลิงอวิ๋นขึ้นมาในท่าเจ้าหญิง แล้ววิ่งย้อนกลับไปทางเดิมอย่างไม่คิดชีวิต
"ยัยจิ้งจอกโง่จอมกะล่อน หูเลี่ยนา นางดัดแปลงกลไกกับดักที่นี่ไว้ป้องกันพวกโจรขุดสุสานโดยเฉพาะ ตอนเข้ามามันจะไม่ทำงาน ทางสะดวกโยธิน แต่ตอนจะออกนี่สิ... ลำบากแน่!" เชียนเริ่นเสวี่ยพูดพลางเหลียวหลังมอง ราวกับกังวลว่าจะมีตัวประหลาดอะไรตามมาทัน
"ฟังดูเหมือนเจ้าจะรู้เรื่องสิ่งประดิษฐ์พิสดารที่นางติดตั้งไว้ดีจังนะ?"
พูดจบ เชียนหลิงอวิ๋นก็รีบชะโงกหน้าไปช่วยเชียนเริ่นเสวี่ยสังเกตสถานการณ์ด้านหลัง
และแล้วในทางเดินยาวเหยียด ลูกบอลหินสีเทาดำลูกแล้วลูกเล่าก็กลิ้งไล่กวดพวกนางมาตามอุโมงค์
"ไอ้นั่นทำลายได้ไหม?" เชียนหลิงอวิ๋นหันไปถาม
"ด้วยพลังตบะของพวกเราตอนนี้ อย่าแม้แต่จะคิด!" เชียนเริ่นเสวี่ยตอบเสียงหอบ การต้องอุ้มเด็กสาวที่ตัวโตพอๆ กันทั้งที่ตัวเองอยู่ในร่างเด็กหกขวบนี่มันทรมานสังขารจริงๆ
เห็นลูกบอลหินกลิ้งมาเร็วขึ้นเรื่อยๆ เชียนหลิงอวิ๋นตัดสินใจเด็ดขาด นางกระตุ้นพลังวิญญาณสวมเกราะทันที ปีกสีดำกางสยายพลางเร่งเร้า "ทำไมข้าถึงมีพี่สาวโง่เง่าแบบนี้เนี่ย? พวกเราบินได้นะ!"
"รีบลงมาเร็ว! หูเลี่ยนาคิดเผื่อไว้แล้ว ข้างบนก็มีกับดักเหมือนกัน" เชียนเริ่นเสวี่ยกระโดดคว้าตัวเชียนหลิงอวิ๋นลงมาจากกลางอากาศ
ตุบ! เชียนหลิงอวิ๋นร่วงกระแทกพื้นอย่างจัง นางไม่มีเวลาคิดอะไรมาก รีบยันตัวลุกขึ้นวิ่งตามเชียนเริ่นเสวี่ยไป เชียนเริ่นเสวี่ยเขกหัวนางด้วยความหมั่นไส้แล้วดุว่า "ไม่รู้หรือไงว่าเมื่อกี้มันอันตรายแค่ไหน? ทำไม ข้าจะไม่รู้หรือว่าบินเร็วกว่าเดิน? ยัยจิ้งจอกหูเลี่ยนานั่นเจ้าเล่ห์จะตาย ทุกๆ ระยะนางจะขึงใยแมงมุมปีศาจกรงเล็บเหล็กเอาไว้!"
"ใยนั่นแข็งยิ่งกว่าเหล็กและหิน เผลอนิดเดียวตัวขาดครึ่งได้เลยนะ! ถ้าไม่ใช่เพราะข้า ป่านนี้เจ้าตายไปแล้ว!"
ยิ่งพูดเชียนเริ่นเสวี่ยก็ยิ่งโมโห คิดในใจว่า: 【ที่แท้ความรู้สึกของการเป็นแม่ที่มีลูกซุกซนมันเป็นแบบนี้นี่เอง!】
"รู้แล้วน่า! ครั้งหน้าจะไม่ทำอีกแล้ว!" เมื่อตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา เชียนหลิงอวิ๋นก็ก้มหน้ายอมรับผิดกับเชียนเริ่นเสวี่ยอย่างเก้อเขิน
"ฮึ" เชียนเริ่นเสวี่ยทำเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชา แต่ความโกรธในใจจางหายไปมากโขแล้ว
ในที่สุด เมื่อถึงช่วงสุดท้ายของทางเดิน นางก็คว้าข้อมือเชียนหลิงอวิ๋นแล้วกระโจนเข้าหาห้องโถงสุสาน
ตู้ม!
หลังจากพวกนางลงถึงพื้น เสียงดังสนั่นก็ไล่หลังมา
มันคือเสียงลูกบอลหินกลมเกลี้ยงกระแทกเข้ากับกำแพง ขณะที่เชียนหลิงอวิ๋นคิดว่าทุกอย่างจบแล้ว ลูกบอลหินลูกต่อๆ มาก็ตามมาติดๆ กระแทกอัดใส่ลูกบอลลูกแรกจนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกลื่อนพื้น
ผ่านไปประมาณสามสี่นาที เสียงลูกบอลหินกระแทกกันจึงหยุดลง แต่ทางเข้าอุโมงค์ก็ถูกเศษหินเหล่านี้ปิดตายจนมิด
เชียนหลิงอวิ๋นเผลอมองเชียนเริ่นเสวี่ยแล้วกระซิบถาม "พี่เสวี่ย ทางออกถูกปิดแล้ว เราจะทำยังไงดี?"
"ในความคิดข้า เรามาเขียนพินัยกรรมกันก่อน แล้วก็นั่งรอความตายเถอะ" เชียนเริ่นเสวี่ยเริ่มพูดจาไร้สาระด้วยสีหน้าจริงจัง ไม่รู้ทำไม นางชอบเห็นท่าทางลนลานของเชียนหลิงอวิ๋นเหลือเกิน เพราะ... ท่าทางแบบนั้นทำให้หนางนึกถึงแม่ของนางในอดีต
"หา!" เชียนหลิงอวิ๋นกระซิบ "เอาจริงดิ?"
เห็นได้ชัดว่าเชียนหลิงอวิ๋นเองก็ไม่เชื่อว่าเชียนเริ่นเสวี่ยจะยอมนั่งรอความตายอยู่ที่นี่
"ชิ ใจเย็นจัง น่าเบื่อชะมัด นึกว่าจะได้เห็นเจ้าร้องไห้โฮซะอีก!?"
"ดูให้ดีๆ ข้ายังมีวิธี!" เชียนเริ่นเสวี่ยเบะปากอย่างขัดใจ เดินไปที่โลงศพของหูเลี่ยนา แล้วล้วงมือเข้าไปในโลงศพที่มืดมิด
เชียนหลิงอวิ๋นกลั้นหายใจ กลัวว่าแค่หายใจแรงไปนิดเดียวจะไปรบกวนเชียนเริ่นเสวี่ย
สีหน้าของเชียนเริ่นเสวี่ยค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้น เชียนหลิงอวิ๋นก็จ้องมองเชียนเริ่นเสวี่ยอย่างกังวล กลัวว่านางจะทำพลาดในจังหวะสำคัญ
ทันใดนั้น สีหน้าของเชียนเริ่นเสวี่ยก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มือที่วางพาดขอบโลงศพจู่ๆ ก็คว้าแขนตัวเองที่ล้วงเข้าไปในโลง แล้วกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน
ทำเอาเชียนหลิงอวิ๋นตกใจแทบสิ้นสติ นางรีบพุ่งเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง "พี่เสวี่ย เป็นอะไรไป? ข้างในมีอะไรหรือ?!"
แต่เชียนเริ่นเสวี่ยไม่ตอบ นางขมวดคิ้วแน่น กัดฟันกรอด เหงื่อเม็ดโป้งไหลหยดลงพื้นเป็นสาย ขณะที่เชียนหลิงอวิ๋นกำลังทำอะไรไม่ถูก ความตึงเครียดบนใบหน้าของเชียนเริ่นเสวี่ยก็หายวับไป นางดึงมือออกจากโลงศพแล้วป้ายดินร่วนๆ ใส่หน้าเชียนหลิงอวิ๋น
มองดูเชียนหลิงอวิ๋นที่มีสภาพเหมือนลูกแมวสามสี เชียนเริ่นเสวี่ยก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา:
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เป็นไงล่ะ? การแสดงของข้าเยี่ยมไปเลยใช่ม้า! พี่สาวหลอกเจ้าสำเร็จไหมล่ะ?!"
พูดจบ เชียนเริ่นเสวี่ยก็ทิ้งมาดเทพทูตสวรรค์ไปจนหมดสิ้น นั่งลงกับพื้นหัวเราะอย่างสะใจ
ท่าทางกวนประสาทของนางทำให้เชียนหลิงอวิ๋นอยากจะสบถด่า แต่คำด่าอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากแล้วก็ต้องกลืนกลับลงไป
ช่วยไม่ได้ ด้วยความสัมพันธ์ของพวกนางตอนนี้ การด่าเชียนเริ่นเสวี่ยก็เท่ากับด่าตัวเองชัดๆ... นางไม่โง่พอที่จะทำแบบนั้นหรอก
แต่... ด่าไม่ได้ก็ใช่ว่าจะงอนไม่ได้ เชียนหลิงอวิ๋นตัดสินใจต่อต้านความขี้แกล้งของเชียนเริ่นเสวี่ยในแบบของตัวเอง นางเดินไปหามุมสงบอย่างว่าง่าย นั่งยองๆ หยิบกิ่งไม้เล็กๆ ขึ้นมา แล้วเริ่มวาดวงกลมบนพื้น...
ทันใดนั้น ในหัวของเชียนหลิงอวิ๋นดูเหมือนจะมีความทรงจำเลือนรางบางอย่างผุดขึ้นมา ในเศษเสี้ยวความทรงจำนั้น มีภาพเชียนเริ่นเสวี่ยในวัยเด็กกำลังเล่นว่าวอยู่หน้าวังสังฆราช
"นี่มันอะไรกัน?" เชียนหลิงอวิ๋นพึมพำกับตัวเองมือกุมหน้าผาก "ข้าไปได้ความทรงจำบางส่วนของปี่ปี๋ตงมาตั้งแต่เมื่อไหร่! มีด่านเจียหลิง เชียนเริ่นเสวี่ย เมืองแห่งการสังหาร... แล้วทำไมถึงมี... ห้องลับด้วย?!" มุมปากของเชียนหลิงอวิ๋นกระตุก แล้วนางก็ตัวแข็งทื่ออยู่กับที่!
หลังจากหัวเราะจนพอใจ เชียนเริ่นเสวี่ยก็ลุกขึ้นยืนพิงโลงศพ เห็นอาการของเชียนหลิงอวิ๋น นางก็พอจะเดาออกคร่าวๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
เชียนเริ่นเสวี่ยกลอกตา ไอเดียแกล้งคนผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง นางแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าเชียนหลิงอวิ๋นกำลังโกรธ เดินตรงไปที่โลงศพของตัวเอง ยกฝาโลงขึ้นแล้วมุดเข้าไป โผล่มาแค่หัวตะโกนเรียกเชียนหลิงอวิ๋นเสียงดัง:
"นี่ ยัยเด็กโง่ ไปทำอะไรตรงนั้น? รีบมาเร็ว พี่สาวเจอทางออกแล้ว"
"……" เชียนหลิงอวิ๋นไม่พูดจา ยังคงวาดวงกลมบนพื้นต่อไป
เห็นดังนั้น เชียนเริ่นเสวี่ยก็แอบยิ้มเยาะในใจ แล้วตะโกนเสียงหวานใส่เชียนหลิงอวิ๋น "ไม่ออกมาเหรอ! ได้ งั้นเจ้าก็อยู่ที่นั่นแหละ! พี่สาวไปก่อนนะ!"
พูดจบ เชียนเริ่นเสวี่ยก็หดหัวกลับไป ยกมือปิดฝาโลง แล้วก็ไม่มีเสียงอะไรอีกเลย
"เอ๊ะ!"
พอเชียนเริ่นเสวี่ยไปแล้ว เชียนหลิงอวิ๋นก็หยุดมือทันที นางมองไปรอบๆ ในพื้นที่อันเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นตึกตั๊ก
นางลังเล ลุกขึ้นยืน แล้วค่อยๆ เดินไปที่โลงศพของเชียนเริ่นเสวี่ย พลางคิดในใจ "หรือว่าทางลับออกไปข้างนอกจะอยู่ในโลงศพของนาง?"
"เปิดดูดีไหมนะ? ถ้าข้าออกไปเองตอนนี้ นางจะไปดักรอหัวเราะเยาะข้าที่ทางออกทีหลังหรือเปล่า..." เชียนหลิงอวิ๋นกัดริมฝีปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยกมือขึ้นแง้มฝาโลงออก
เชียนหลิงอวิ๋นออกแรงดันฝาโลง กำลังจินตนาการถึงอุโมงค์ในโลงศพที่ทอดยาวสู่โลกภายนอก ทันใดนั้น นางก็เห็นใบหน้าเขียวคล้ำแยกเขี้ยวแสยะยิ้มกระโจนพรวดออกมาจากโลงศพ
อย่างที่รู้กัน เสวี่ยเอ๋อร์ขาดความรักมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้จะได้เป็นพี่สาว ในเมื่อตัวเองเคยเปียกปอนมาแล้ว ก็ต้องฉีกร่มคนอื่นทิ้งซะเลย ฮี่ๆๆ