- หน้าแรก
- ภารกิจป่วน กวนใจน้องชายท่านผู้กล้า
- บทที่ 2: บุตรชายคนโตสายตรงแห่งจวนโหว 【02】
บทที่ 2: บุตรชายคนโตสายตรงแห่งจวนโหว 【02】
บทที่ 2: บุตรชายคนโตสายตรงแห่งจวนโหว 【02】
บทที่ 2: บุตรชายคนโตสายตรงแห่งจวนโหว 【02】
ฮูหยินโหวเวยหนิงมิได้มีเจตนาจะเสี้ยมเขาให้แตกแยกกับมารดาผู้ให้กำเนิดอย่างอนุจางแต่อย่างใด ทว่าฟู่หยวนเจ๋อกลับเป็นฝ่ายไม่อยากสนิทสนมกับมารดาแท้ๆ ของตนเองเสียเท่าไหร่
สาเหตุนั้นเรียบง่ายนัก ท่าทีของบิดาหรือท่านโหวเวยหนิงทำให้เขาตระหนักถึงช่องว่างอันมหาศาลระหว่างลูกภรรยาเอกและลูกอนุ เรื่องนี้มิใช่เป็นเพียงแค่ในจวนโหวเวยหนิงเท่านั้น แต่เป็นเช่นนี้ในทุกเรือนเบี้ย ต่อให้ประมุขของบ้านจะเลอะเลือนเพียงใด คนภายนอกก็ยังคงดูถูกดูแคลนลูกที่เกิดจากอนุอยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ ฟู่หยวนเจ๋อจึงจงใจเอาอกเอาใจแม่ใหญ่ หวังเพียงจะได้มีชื่อจดบันทึกไว้ในนามของนาง แม้จะไม่อาจเทียบเคียงพี่ชายใหญ่ที่เป็นบุตรสายตรงอย่างแท้จริงได้ แต่อย่างน้อยเขาก็จะได้สถานะ 'บุตรในนามภรรยาเอก' ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนในการก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางในวันหน้าสูงขึ้นมากโข
น่าเสียดายที่แม้จะพยายามประจบเอาใจมาหลายปี แม่ใหญ่ก็ยังคงวางตัวห่างเหินและเย็นชากับเขาเสมอมา
ฟู่หยวนเจ๋อมิใช่คนหน้าหนาพอที่จะทนอยู่ต่ออย่างไร้ยางอาย เขาจึงปฏิบัติตามคำสั่งของฮูหยินโหว แล้วไปหามารดาบังเกิดเกล้าอย่างอนุจาง
ในเมื่อฮูหยินโหวเวยหนิงงดงามสง่าถึงเพียงนั้น การที่อนุจางยังสามารถครองความโปรดปรานจากท่านโหวจนมีบุตรชายหญิงได้ ย่อมแสดงว่านางมีรูปโฉมที่โดดเด่นไม่แพ้กัน
ทว่าหากเทียบกับความงามอันเจิดจรัสของฮูหยินโหวแล้ว อนุจางกลับดูอ่อนหวานนุ่มนวลกว่า และสิ่งที่ท่านโหวโปรดปรานก็คือความอ่อนโยนและว่านอนสอนง่ายเช่นนี้นี่เอง
เมื่ออนุจางเห็นบุตรชายมาหา สีหน้ากลับไร้ซึ่งความยินดี คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นพลางเอ่ยถาม "ฮูหยินไม่ได้รั้งเจ้าให้อยู่ทานมื้อเช้าหรือ?"
ฟู่หยวนเจ๋อตอบเสียงเรียบ "ท่านแม่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าท่านป้าเมินเฉยต่อข้าเสมอมา ต่อให้ข้าไปยืนรอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ก็ยังสำคัญไม่เท่าลูกชายแท้ๆ ของนางนอนไม่อิ่ม"
น้ำเสียงของอนุจางแฝงแววประชดประชัน "เช่นนั้นก็ต้องโทษตัวเจ้าเองที่ไร้ความสามารถ ไม่อาจไปเกิดในครรภ์ฮูหยิน แต่ดันมาเกิดเป็นลูกอนุ!"
แม้อนุจางจะหวังให้บุตรชายได้สถานะบุตรในนามภรรยาเอก เพราะอย่างน้อยที่สุดการแต่งงานในวันหน้าก็จะดีขึ้นอีกขั้น และท่านโหวก็จะหันมาใส่ใจเขามากขึ้น ซึ่งนำไปสู่อนาคตที่สดใสกว่า—
แต่อย่างไรเสียนางก็คือแม่คนหนึ่ง จะทำใจวางแผนผลักไสให้ลูกตัวเองไปเรียกหญิงอื่นว่าแม่และหาทางประจบเอาใจได้อย่างไร?
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อฟู่หยวนเจ๋อไม่ได้แสดงความอาลัยอาวรณ์ต่อนางผู้เป็นแม่แท้ๆ เลยสักนิด ซ้ำยังกระตือรือร้นที่จะไขว่คว้าสถานะบุตรในนามภรรยาเอกเสียเหลือเกิน สิ่งนี้ทำให้อนุจางรู้สึกเหมือนถูกบุตรชายทอดทิ้ง
ถึงกระนั้น ในใจนางก็ยังรักบุตรชายและเต็มใจจะช่วยวางแผนให้ ทว่าความน้อยเนื้อต่ำใจทำให้วาจาที่เอ่ยออกมาไม่อาจรื่นหูได้
"เจ้ายังต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หากเจ้าทำผลงานได้ดี ท่านโหวก็จะเห็นคุณค่าในตัวเจ้าเอง!"
เด็กหนุ่มวัยกำลังโตมักใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เมื่อได้ยินคำพูดเหน็บแนมของอนุจาง ความไม่พอใจของฟู่หยวนเจ๋อก็ฉายชัดออกมา "ท่านพ่อเห็นค่าแค่พี่ใหญ่ ไม่เห็นหัวข้า ก็เพราะพี่ใหญ่เป็นลูกเมียเอก ส่วนข้าเป็นแค่ลูกเมียน้อยไม่ใช่หรือขอรับ?"
แม้ตามธรรมเนียมประเพณีแล้ว สถานะของลูกอนุจะต่ำต้อยกว่าลูกภรรยาเอกเป็นเรื่องปกติ แต่การปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้สั่งสมความน้อยเนื้อต่ำใจในใจของฟู่หยวนเจ๋อมาเนิ่นนาน ในสายตาของเขา การที่ท่านโหวผู้เป็นบิดาโปรดปรานฟู่หยวนเจีย ล้วนเป็นเพราะสถานะบุตรภรรยาเอก มิใช่เพราะความเก่งกาจของพี่ชายแต่อย่างใด
เมื่อเห็นแม่และพี่ชายทะเลาะกัน ฟู่ชิงเหลียนจึงรีบไกล่เกลี่ย "ท่านพี่ ท่านแม่พูดเพราะหวังดีต่อท่าน อย่าได้กล่าววาจาแทงใจดำท่านแม่เช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ"
ปีนี้ฟู่ชิงเหลียนอายุสิบสามปี อายุน้อยกว่าพี่สาวคนโตอย่างฟู่ชิงเหอถึงหกปี นางจึงยังไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของการปฏิบัติระหว่างบุตรสาวภรรยาเอกและบุตรสาวอนุมากนัก ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่ชายถึงยึดติดกับสถานะบุตรภรรยาเอกจนยอมทำร้ายจิตใจมารดา
เมื่อได้ยินน้องสาวเอ่ยเตือน ฟู่หยวนเจ๋อก็ขมวดคิ้ว พอเห็นสีหน้าหม่นหมองของอนุจาง ท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะเงียบเสียงลง
<<<<<<<<<<<<<<<
ในขณะที่ทางฝั่งฟู่หยวนเจ๋อตึงเครียด บรรยากาศทางฝั่งเรือนหลักกลับอบอวลไปด้วยความรักความกตัญญู ช่างเป็นภาพที่ปรองดองยิ่งนัก
หลังมื้อเช้า ฮูหยินโหวเวยหนิงเอ่ยเรื่องการแต่งงานของหยวนเจียขึ้นมา "หยวนเจีย ลูกต้องมุ่งมั่นสอบขุนนาง พ่อกับแม่จะเลือกกุลสตรีจากตระกูลบัณฑิตให้เจ้า เพื่อที่ในภายภาคหน้าจะได้ครองคู่กันอย่างราบรื่น"
ทว่าการแต่งงานในยุคนี้ล้วนเป็นไปตามคำสั่งพ่อแม่และแม่สื่อ ฮูหยินโหวจึงเพียงแค่เกริ่นกับหยวนเจียประโยคเดียว โดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่านางหมายตาบุตรสาวตระกูลใดไว้
หยวนเจียพอจะเดาทางได้ว่าน่าจะเป็นหลัวชิง บุตรสาวสายตรงของสกุลหลัว เขาจึงไม่ได้ซักไซ้ "ทุกอย่างสุดแท้แต่ท่านแม่จะจัดการขอรับ!"
จวบจนมื้อเที่ยง หยวนเจียจึงได้พบหน้าบิดาของเจ้าของร่างเดิม
ท่านโหวเวยหนิงมีรูปลักษณ์หล่อเหลาองอาจ เขาเป็นชายผู้เที่ยงธรรมและเคร่งขรึม ไม่เคยยิ้มแย้มต่อหน้าบุตรหลาน นับเป็นบิดาที่เข้มงวดตามแบบฉบับคนยุคนี้
เมื่อเจอหน้าหยวนเจีย ท่านโหวก็ทดสอบความรู้เรื่องการเรียน แม้ท่านโหวจะไม่ถนัดบุ๋น ทำได้เพียงท่องประโยคแรกแล้วให้หยวนเจียต่อประโยคถัดไป แต่นี่ก็นับเป็นการแสดงความใส่ใจอย่างยิ่งแล้ว
ส่วนกับฟู่หยวนเจ๋อที่เป็นลูกอนุ ท่านโหวถามเพียงประโยคเดียว "เดือนนี้ผลการเรียนที่สำนักศึกษาเป็นอย่างไรบ้าง?"
ฟู่หยวนเจ๋อตอบเจือความคาดหวัง "ท่านพ่อ ลูกสอบได้ระดับเจี่ยขอรับ" (ระดับดีเลิศ)
ท่านโหวพยักหน้าอย่างเฉยเมย "อืม" แล้วก็ไม่มีสิ่งใดต่อจากนั้น
การทดสอบความรู้และคำชมเชยที่ฟู่หยวนเจ๋อรอคอยไม่เคยมาถึง ความหวังของเขาพังทลายลงอีกครั้ง
เมื่อเห็นฉากนี้ หยวนเจียก็เริ่มเข้าใจทัศนคติของท่านโหวที่มีต่อบุตรชายทั้งสอง
สำหรับบุตรชายคนโตที่เป็นทายาทสืบทอดบรรดาศักดิ์ ท่านโหวเวยหนิงย่อมคาดหวังสูงและให้ความสำคัญ ดังนั้นวิธีแสดงความใส่ใจคือการหมั่นทดสอบความรู้และไต่ถามผลการเรียน ทุ่มเทเวลาให้มากที่สุด ทรัพยากรส่วนใหญ่ในจวนย่อมเทไปที่ทายาทสายตรง
นี่เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะสำหรับตระกูลใหญ่ การทุ่มเททรัพยากรให้ผู้สืบทอดถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการ
ท่านโหวเวยหนิงมิได้เมินเฉยต่อบุตรชายคนรองอย่างฟู่หยวนเจ๋อเสียทีเดียว เพียงแต่เมื่อเทียบกับบุตรชายคนโตที่จะต้องรับช่วงต่อตระกูล ความเข้มงวดกวดขันย่อมต่างกัน เขาค่อนข้างปล่อยปละละเลยลูกอนุ ขอเพียงไม่ประพฤติตนอกลู่นอกทางเป็นพอ
แต่ในสายตาของฟู่หยวนเจ๋อ กลับมองว่าบิดาเห็นเพียงพี่ชายคนโตและมองข้ามหัวเขา นานวันเข้า ความไม่ยินยอมพร้อมใจและความริษยาก็พอกพูนขึ้น ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องจึงไม่มีทางดีขึ้นได้
หยวนเจียไม่มีความคิดที่จะเข้าไปตีสนิทกับพระเอกนิยายดั้งเดิมอย่างฟู่หยวนเจ๋อ พี่น้องต่างมารดายากนักที่จะสนิทใจกันได้ ตราบใดที่ไม่ถึงขั้นพี่น้องห้ำหั่นเข่นฆ่าและกลายเป็นศัตรู การรักษาสถานะต่างคนต่างอยู่เช่นนี้ก็นับว่าดีถมไป
จวนโหวมีกฎระเบียบมากมาย หลังจากท่านโหวซักถามเรื่องการเรียนเสร็จสิ้น ก็สั่งให้ตั้งโต๊ะอาหาร ห้ามมิให้มีการพูดคุยระหว่างมื้อ มื้อเที่ยงจบลงท่ามกลางความเงียบสงัดที่แม้แต่เสียงช้อนกระทบชามก็แทบไม่ได้ยิน
เมื่อทานเสร็จ ท่านโหวก็เรียกหยวนเจียไปที่ห้องหนังสือ
ฟู่หยวนเจ๋อมองแผ่นหลังของบิดาและพี่ชายที่เดินจากไป แววตาหม่นแสงลงเล็กน้อย จากนั้นจึงคารวะลาฮูหยินโหวเพื่อไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษา
เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ใหญ่ฟู่หยวนเจีย แต่ในขณะที่ฟู่หยวนเจียสอบผ่านระดับภูมิภาคได้เป็น 'จวี่เหริน' แล้ว เขากลับยังเป็นเพียง 'ซิ่วไฉ' ครั้งก่อนที่ลงสอบสนามภูมิภาคพร้อมกัน ฟู่หยวนเจียสอบได้อันดับหนึ่งของสนามสอบ ส่วนเขาไม่มีแม้แต่ชื่อติดประกาศ
เรื่องนี้เป็นความอัปยศครั้งใหญ่สำหรับฟู่หยวนเจ๋อ ระยะนี้เขาจึงขยันหมั่นเพียรอย่างหนักที่สำนักศึกษา ไปถึงเช้ากว่าเพื่อนร่วมชั้นทุกคน
<<<<<<<<<<<<<<<
ฮูหยินโหวเวยหนิงกำลังง่วนอยู่กับการหาคู่ครองให้บุตรชาย ส่วนฟู่หยวนเจ๋อที่เป็นลูกอนุรุ่นราวคราวเดียวกันย่อมต้องรอไปก่อน
หลังจากเลือกเฟ้นอยู่นาน นางก็ตัดสินใจเลือกหลัวชิง บุตรสาวสายตรงของตระกูลหลัว โดยเล็งเห็นความสำคัญของอดีตขุนนางใหญ่อย่างนายท่านผู้เฒ่าหลัว
นายท่านผู้เฒ่าหลัวเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ มีลูกศิษย์ลูกหาและสหายเก่ามากมาย น่าเสียดายที่บุตรชายของเขาไม่ได้เรื่อง ไม่มีความสามารถในการเรียน สอบได้เพียงจิ้นซื่ออันดับสาม เข้าสู่เส้นทางขุนนางด้วยสถานะกึ่งดิบกึ่งสุก อาศัยบารมีเก่าของบิดาไต่เต้าไปได้เพียงขุนนางขั้นสี่และหยุดอยู่แค่นั้น
ฮูหยินโหวเวยหนิงมิใช่คนวิสัยทัศน์สั้น นางรู้ว่าบิดาของหลัวชิงไร้ความสามารถ ตำแหน่งก็ไม่ใหญ่โต พี่ชายของหลัวชิงยิ่งแย่กว่าพ่อ สอบจวี่เหรินไม่ผ่านเสียด้วยซ้ำ แต่นี่กลับเป็นข้อดีของหลัวชิง ในเมื่อบิดาของนางหน้าที่การงานไม่โดดเด่น เส้นสายเครือข่ายของนายท่านผู้เฒ่าหลัวย่อมไม่ได้ถูกนำมาใช้ หากเก็บไว้ให้หลานเขยผู้มีความสามารถใช้สอย มิใช่เรื่องดียิ่งกว่าหรือ?
ดังนั้น ฮูหยินโหวจึงไม่รังเกียจว่าตระกูลหลัวมีฐานะไม่คู่ควรกับจวนโหว นางเลือกวันมงคลส่งเทียบเชิญฮูหยินหลัวเพื่อมาเจรจาสู่ขอ
ฮูหยินหลัวแปลกใจเล็กน้อยเมื่อได้รับเทียบเชิญ เพราะตระกูลนางเป็นตระกูลบัณฑิต ไม่ได้มีสายสัมพันธ์กับพวกขุนนางบรรดาศักดิ์ แต่ในเมื่อเป็นคำเชิญจากฮูหยินโหวขั้นหนึ่ง นางจึงเดินทางไปพร้อมกับความรู้สึกเป็นเกียรติ
เมื่อทราบว่าฮูหยินโหวต้องการทาบทามบุตรสาวของนางให้แต่งงานกับซื่อจื่อ (ผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์) แห่งจวนโหว ฮูหยินหลัวก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบกลับบ้านไปแจ้งข่าวดีแก่สามีและหลัวชิงทันที
เมื่อบิดาของหลัวชิงได้ยินว่าจวนโหวเวยหนิงต้องการเกี่ยวดองด้วย มีหรือที่เขาจะไม่ยินยอม หากไม่ใช่เพราะฝ่ายหญิงต้องสงวนท่าที เขาคงอยากจะเร่งเร้าให้ภรรยารีบตอบตกลงเสียเดี๋ยวนั้น
ทั้งบิดามารดาสกุลหลัวต่างเห็นพ้องกันว่าเป็นวาสนาดี คาดไม่ถึงว่าเมื่อหลัวชิงรู้เรื่อง กลับคัดค้านหัวชนฝา "ไม่! ลูกไม่แต่งกับฟู่หยวนเจีย!"
ฮูหยินหลัวทั้งโกรธทั้งงุนงง "เจ้าพูดเหลวไหลอะไร! นั่นคือซื่อจื่อแห่งจวนโหวเชียวนะ แถมยังสอบได้ที่หนึ่งตั้งแต่อายุน้อย อนาคตไกลลิบ แต่งไปเจ้าก็มีแต่จะสุขสบาย!"
เมื่อฟังคำมารดา หลัวชิงได้แต่ยิ้มขื่น ต่อให้ฟู่หยวนเจียดีเลิศเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานความจริงที่ว่าเขาโดดเด่นจนไปเตะตาองค์หญิงใหญ่ และต้องอายุสั้น... จะให้นางแต่งงานเพื่อไปซ้ำรอยชีวิตชาติก่อนที่ถูกองค์หญิงใหญ่กดขี่ข่มเหงจนต้องหย่าร้างและจบชีวิตอย่างน่าเวทนาหรือ?
แต่นางไม่อาจเอ่ยเหตุผลเหล่านี้ออกมาได้ ในสายตาคนนอก ฟู่หยวนเจียคือสามีที่สมบูรณ์แบบ ทั้งชาติกำเนิดสูงส่ง มากพรสวรรค์ และรูปงาม การที่นางได้แต่งกับเขานับว่าเป็นการแต่งงานที่สูงศักดิ์เกินตัวเสียด้วยซ้ำ
ทว่า... ต่อให้นางไม่หย่ากับฟู่หยวนเจีย เขาก็ต้องตายอยู่ดี ถึงเวลานั้นผู้ที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์โหวก็คือฟู่หยวนเจ๋อ น้องชายต่างมารดาของเขา
เมื่อนึกถึงฟู่หยวนเจ๋อ หัวใจของหลัวชิงก็กระตุกวูบ
ในเมื่อคนที่จะได้เป็นโหวตัวจริงในอนาคตคือฟู่หยวนเจ๋อ เหตุใดนางไม่เปลี่ยนเป้าหมายเล่า?
ส่วนเรื่องสถานะลูกอนุของฟู่หยวนเจ๋อ หลัวชิงไม่ใส่ใจ ในเมื่อเขาคือผู้ที่จะได้สืบทอดตำแหน่งโหวในภายภาคหน้า จะเป็นลูกเมียเอกหรือลูกเมียน้อยก็ไม่สำคัญ
หลัวชิงกำลังคำนวณในใจ แต่ฮูหยินหลัวได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว "แม่ตกลงเรื่องการแต่งงานกับจวนโหวไปแล้ว เจ้าก็แค่อยู่รอแต่งงานแต่โดยดี อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวาย!"
หลัวชิงรู้ดีว่าไม่อาจโน้มน้าวบิดามารดาได้ นางจึงไม่ขัดขืนซึ่งหน้า แต่เริ่มครุ่นคิดแผนการลับๆ ที่จะทำลายการแต่งงานครั้งนี้