เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 91 ประกาศแจ้งเตือน

บทที่ 91 ประกาศแจ้งเตือน

บทที่ 91 ประกาศแจ้งเตือน


ฉลามเสือที่ลอยตุ๊บป่องอยู่บนผิวน้ำ ถูกแสงเรืองรองอันอบอุ่นจากสกิลน้ำทิพย์ชโลมวิญญาณของเข่อต๋าอาบไล้ไปทั่วร่าง รูปร่างที่ดูผิดปกติในตอนแรกค่อยๆ กลับมาเพรียวยาวตามที่ควรจะเป็น ทว่าบริเวณช่วงท้องกลับดูแฟบจนเกินไป

เส้นเลือดฝอยสีแดงฉานค่อยๆ จางหายไปจากดวงตาของฉลามเสือ พลังวิญญาณอันบ้าคลั่งที่เคยควบคุมไม่ได้บนร่างของมันก็สลายหายไปในพริบตา

ความเร็วในการสลายตัวนี้เร็วกว่าตอนที่พลังวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างของฉินหมิงเสียอีก

หากเปรียบเทียบความเร็วในการสูญเสียพลังวิญญาณของฉินหมิงว่าเหมือนลูกโป่งที่ค่อยๆ รั่ว ฉลามเสือตัวนี้ก็คงเหมือนลูกโป่งที่ระเบิดตู้มหายไปเลย

ไม่ต้องพูดถึงความเร็ว เอาเป็นว่าสุดท้ายแล้วภายในร่างกายของมันไม่หลงเหลือเศษเสี้ยวพลังวิญญาณอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

เจ้าฉลามเสือตัวนี้มันต้องซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดไหนกันนะ ถึงได้บังเอิญว่ายมาเจอกับเข่อต๋าท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ แถมยังถูกเจ้าเป็ดหมายหัวเอาไว้อีก

ถูกหมายหัวยังไม่พอ ไม่กี่วันต่อมายังอุตส่าห์ถูกเข่อต๋าตามตัวจนเจอ แถมยังพาพวกมารุมยำแก้แค้นแบบจัดเต็มอีกต่างหาก

ประสบการณ์ชีวิตที่ขึ้นสุดลงสุดขนาดนี้ หากเอาไปเล่าให้สัตว์น้ำทั้งมหาสมุทรฟังก็คงกลายเป็นตำนานบทหนึ่งได้เลย

น่าเสียดายที่มันไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้เลย แถมยังเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งซะเปล่าๆ...

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินหมิงก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

เมื่อแสงแห่งการรักษาของเข่อต๋าดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย ในที่สุดฉลามเสือก็เรียกสติสัมปชัญญะกลับคืนมาได้ มันอ้าปากกว้างอันน่าสะพรึงกลัว ก่อนจะพ่นเอาไอเลือดข้นคลั่กออกมาคำโต

“นี่อย่าบอกนะว่า... เป็นเลือดเสียที่คั่งอยู่ข้างในน่ะ?”

ฉินหมิงได้แต่คาดเดาไปตามที่เห็น เมื่อมองจากอาการของฉลามเสือที่ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ก้าบ~”

เข่อต๋าที่ไม่เคยใช้งานสกิลน้ำทิพย์ชโลมวิญญาณอย่างหนักหน่วงขนาดนี้มาก่อน พยักหน้ารับด้วยความเหนื่อยล้า

ดูเหมือนว่าพลังวิญญาณที่บ้าคลั่ง สำหรับสิ่งมีชีวิตปกติบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินแล้ว มันก็เหมือนกับยาบำรุงที่กินเกินขนาด จนกลายสภาพเป็นยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดไปเสียอย่างนั้น

พลังวิญญาณอันบริสุทธิ์และเสถียรในผลึกวิญญาณ รวมถึงการกลั่นกรองและควบแน่นจากค่ายกลของเขา ล้วนเป็นขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการวิวัฒนาการจากสัตว์ธรรมดาไปสู่สัตว์อสูรวิญญาณ หากคิดจะข้ามขั้นตอนก็มีแต่ต้องไปทัวร์นรกสถานเดียว

อืม... กรณีที่เข่อต๋าช่วยชีวิตกลับมาได้นี่คงนับรวมไม่ได้หรอกนะ เพราะเจ้าฉลามตัวนี้หมดโอกาสที่จะวิวัฒนาการเป็นสัตว์อสูรวิญญาณไปแล้ว

แม้ว่าหลังจากเข่อต๋ารักษาเสร็จ ภายนอกมันจะดูเหมือนหายเป็นปกติแล้วก็ตาม แต่ลึกลงไปในระดับจิตวิญญาณ ดูเหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างถูกทำลายจนไม่อาจซ่อมแซมได้...

ฉินหมิงสังหรณ์ใจแบบนั้นอย่างบอกไม่ถูก

ฉลามเสือที่ฟื้นตัวขึ้นมาได้พอสมควรเริ่มแกว่งหางเบาๆ มันส่ายหัวไปมา ราวกับกำลังพยายามหาจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายตัวเองอีกครั้ง

ทว่าทันทีที่สายตาของมันเหลือบไปเห็นเข่อต๋ากับเสี่ยวพั่ง... สองตัวตนที่มองจากขนาดตัวแล้วไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไร แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นดั่งเงาปีศาจที่ฝังรากลึกลงไปในจิตใจจนกลายเป็นแผลเป็นบาดลึก

ฉินหมิงก็ถึงกับสัมผัสได้ถึงความตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของฉลามเสือ ร่างอันมหึมาของมันสั่นสะท้าน ก่อนจะออกแรงสะบัดหางสุดชีวิตแล้วหันหลังว่ายหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต

'เพิ่งจะหายป่วยหนักมาหมาดๆ ก็เล่นออกกำลังกายโลดโผนขนาดนี้เลยเหรอ?... แบบนี้มันจะไม่ดีเอานะ?'

แต่ฉินหมิงก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีเหมือนกัน เอาเป็นว่าดูจากทรงแล้วมันคงฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วล่ะมั้ง?

'ขอให้หลังจากนี้นายโชคดีขึ้นหน่อยแล้วกันนะ ถือซะว่าฟ้าหลังฝนย่อมดีงามเสมอ'

“เสี่ยวพั่ง ฉันรู้ว่านายแอบทำเครื่องหมายมิติไว้บนตัวมัน ช่วงวันสองวันนี้ถ้าว่างก็ลองจับตาดูมันห่างๆ หน่อยก็แล้วกัน แต่อย่าลืมนะว่าระยะห่างคือความสวยงาม... ดูอยู่ห่างๆ เท่านั้นพอ!”

เมื่อเห็นว่าเสี่ยวพั่งมีท่าทีหงอยเหงาเพราะตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้มีโอกาสลงมือทำอะไรเลย ฉินหมิงจึงมอบหมายภารกิจเล็กๆ น้อยๆ ให้ทำ เจ้าตัวจะได้ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่าน

“วู้ว~ เต่าแค่รู้สึกเสียดายนี่นา เต่ายังไม่เคยได้กินปลาตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลยนะ ถ้าได้กินวันละตัวก็คงจะดี...” เสี่ยวพั่งคร่ำครวญราวกับใจจะขาด

หางตาของฉินหมิงกระตุกยิกๆ เขาแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

'ทำไมฉันถึงลืมไปได้นะว่าเต่าชอบกินปลา... โดยเฉพาะเต่าที่ตะกละตะกลามอย่างเสี่ยวพั่งเนี่ย?'

เขาตบหน้าผากตัวเองด้วยความสิ้นหวัง สรุปว่าที่ผ่านมามีแค่เขาคนเดียวใช่ไหมที่มัวแต่อ่อนไหวไปเองน่ะ?

'แถมยังจะกินวันละตัวอีก... แกนี่มันช่างกล้าคิดจริงๆ'

“เสี่ยวพั่ง ตอนนี้นายวิวัฒนาการกลายเป็นสัตว์อสูรวิญญาณแล้วนะ แล้วฉันก็รู้ด้วยว่านายชอบกินปลา”

“แต่สัตว์นักล่าระดับท็อปของมหาสมุทรแบบนี้น่ะ มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในพื้นที่นั้นๆ มากเลยนะ ถ้านายเอาแต่กินตามใจปากโดยไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ผลลัพธ์ที่ตามมามันอาจจะร้ายแรงมากก็ได้”

“ช่างเถอะ พูดไปนายก็คงไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี เอาเป็นว่าตั้งแต่วันนี้นายมาเรียนเสริมพร้อมกับเข่อต๋าเลยก็แล้วกัน!”

“นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว การมีความรู้ด้านชีววิทยาติดตัวไว้บ้างก็ไม่ได้เสียหายอะไรหรอก”

เสี่ยวพั่งที่ฟังรู้เรื่องแต่ลึกๆ กลับหวังว่าตัวเองจะไม่เข้าใจ ยิ่งรู้สึกเศร้าหนักกว่าเดิม จู่ๆ มันก็อยากกลับไปเป็นเต่าธรรมดาที่ใช้ชีวิตไร้ความกังวลและรู้แค่เรื่องกินไปวันๆ เสียเหลือเกิน

“ทัศนคติของนายยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนจากเมื่อก่อนเลยนะ ถึงตัวเองจะแข็งแกร่งขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรตามอำเภอใจได้ไปซะทุกอย่าง!”

“งั้นก็เพิ่มวิชาศีลธรรมเข้าไปด้วยอีกวิชาก็แล้วกัน...”

“วู้ว~” คราวนี้เสี่ยวพั่งอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ แล้ว

แม้จะรู้สึกสงสารอยู่บ้าง แต่ฉินหมิงก็ไม่ได้พูดเล่น

อย่ามองว่าตอนนี้เสี่ยวพั่งยังดูไม่มีพิษมีภัย เพราะหากจิตวิญญาณแห่งมิติอันทรงพลังเติบโตจนถึงขีดสุดเมื่อไหร่ จะเรียกว่าเป็นตัวตนที่ใกล้เคียงกับเทพเจ้าก็คงไม่เกินจริงนัก

ฉินหมิงหวังเพียงว่า หากในอนาคตเสี่ยวพั่งสามารถก้าวไปถึงจุดสูงสุดนั้นได้จริงๆ มันก็ควรจะเป็นเทพเจ้าที่ทั้งแข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ไม่ใช่ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่ปล่อยปละละเลยความต้องการและพลังของตัวเองจนเกินขอบเขต

ยิ่งไปกว่านั้น เสี่ยวพั่งยังเป็นสิ่งที่ฉินหมิงฟูมฟักเลี้ยงดูมากับมือ แถมยังเป็นคนพามันก้าวเข้าสู่โลกของสัตว์อสูรวิญญาณ เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย

'ดูเหมือนว่าการเลือกสัตว์อสูรวิญญาณแต่ละตัวในอนาคต ฉันคงต้องพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้ซะแล้วสิ เรื่องอุปนิสัยนี่เผลอๆ จะสำคัญกว่าพรสวรรค์ซะอีก...'

พอหวนนึกไปถึงเรื่องที่มหาพิภพวิญญาณยุทธ์ยังมีผู้อัญเชิญอสูรบางคนที่ไม่ได้เรื่องจนไม่สามารถออกคำสั่งควบคุมสัตว์อสูรวิญญาณของตัวเองได้ตามปกติ...

หนำซ้ำบางทียังเกิดเหตุการณ์ที่สัตว์อสูรวิญญาณของตัวเองคุ้มคลั่ง จนต้องเดือดร้อนคนนอกให้มาช่วยจัดการปราบปรามอีก

ฉินหมิงก็ยิ่งรู้สึกว่าภาระหน้าที่ของตัวเองนั้นช่างหนักอึ้งและยาวไกลเหลือเกิน เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าหากเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ ผลที่ตามมามันจะเลวร้ายขนาดไหน?

ซู้ด~ แค่คิดก็อันตรายเกินไปแล้ว...

หลังจากฉินหมิงกำชับและสั่งความกับพวกมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ตัดสินใจเดินทางกลับล่วงหน้าไปก่อน

'ต้องรีบปูพื้นฐานความรู้ทั่วไปให้พวกมันซะแล้วสิ สงสัยต้องจัดแท็บเล็ตให้ตัวละเครื่อง แล้วโหลดคลิปสารคดีความรู้ทั่วไปให้พวกมันพกติดตัวไว้ดู...'

'แถมยังต้องเตรียมอุปกรณ์เอาตัวรอดในป่าให้ครบครันกว่านี้ด้วย ทั้งถังออกซิเจน เสื้อเกราะกันกระสุน แล้วก็เรือคายัค เอามาให้หมดเลยแล้วกัน'

ความต่างของเวลาแค่สิบกว่าวินาที ตราบใดที่มีการเตรียมพร้อมที่ดีและอาศัยช่องเก็บของมิติของเสี่ยวพั่งมาช่วย ทุกปัญหาบนโลกก็สามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดาย

เมื่อกลับขึ้นฝั่ง ฉินหมิงก็เริ่มตระเวนกว้านซื้อข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทันที

ต้องขอบคุณความสะดวกสบายของระบบชอปปิงออนไลน์บนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ช่วยให้ความต้องการส่วนใหญ่ของฉินหมิงได้รับการตอบสนองอย่างง่ายดาย

'น่าเสียดายที่พวกอุปกรณ์และวัสดุทางการทหารบางอย่างมันหาซื้อไม่ได้น่ะสิ'

ฉินหมิงได้แต่ทอดถอนใจด้วยความเสียดาย

'เครื่องขยายสัญญาณรุ่นนี้... ก็ถือว่าพอถูไถไปได้ล่ะนะ...'

'ถ้าได้ชุดนักบินอวกาศมาสักชุดก็คงจะเพอร์เฟกต์เลย'

ฉินหมิงไม่สนด้วยซ้ำว่ามันจะหนักแค่ไหน เพราะถึงยังไงมันก็คงไม่หนักไปกว่าน้ำหนักตัวของเสี่ยวพั่งหรอก การมีชุดป้องกันแบบครบวงจรระดับนั้นบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ มันช่วยยกระดับความรู้สึกปลอดภัยได้แบบทะลุปรอทเลยไม่ใช่หรือไง?

'ถ้าไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยได้ชุดจีซูตที่นักบินรบใส่กันก็ยังดี ถูกมั้ยล่ะ?'

หลังจากฉินหมิงปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกลแสนไกล เมื่อดึงสติกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขาก็ตระหนักได้ว่าของที่ตัวเองสั่งซื้อไปนั้นมันเยอะจนล้นทะลักเกินไปแล้ว คงต้องเรียกเสี่ยวพั่งให้กลับมาช่วยเก็บของพวกนี้ซะหน่อย

'จะว่าไป ในมิติของเสี่ยวพั่งก็ไม่มีฉลามตัวเบ้อเริ่มขนาดสี่เมตรครึ่งนอนกินพื้นที่แล้วนี่นา น้ำหนักก็น่าจะเบาลงเยอะแล้วมั้ง?'

ขณะที่ฉินหมิงเตรียมตัวจะออกเดินทางและเพิ่งจะกดล็อกหน้าจอสมาร์ตโฟน จู่ๆ หน้าจอก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมา

เขาเปิดดูอย่างไม่ใส่ใจนัก

“ประกาศขอความช่วยเหลือฉุกเฉินถึงเรือและกองเรือทุกรำที่กำลังสัญจรอยู่บริเวณพิกัดที่ระบุไว้นอกชายฝั่งเมือง H...”

ทันทีที่เห็นว่าเป็นข้อความแจ้งเตือนจากเว็บบอร์ดทางการของรัฐ สีหน้าของฉินหมิงก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที เพราะคงไม่มีใครกล้าเอาเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้มาล้อเล่นในพื้นที่นี้แน่

'หรือว่า... จะเกิดเรื่องเข้าแล้ว?'

เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะอ่านรายละเอียดที่เหลือให้จบ ระยะทางจากจุดที่เขาอยู่ตอนนี้จะว่าไกลก็ไม่ไกล จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ ในเมื่อรู้พิกัดที่แน่ชัดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรีบเร่งเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุดต่างหาก

“เสี่ยวพั่ง! เข่อต๋า!”

ฉินหมิงตะโกนเรียกหาสัตว์อสูรวิญญาณของตัวเองผ่านทางโทรจิตจากระยะไกลทันที

จบบทที่ บทที่ 91 ประกาศแจ้งเตือน

คัดลอกลิงก์แล้ว