- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 55 ฉีหลิน
บทที่ 55 ฉีหลิน
บทที่ 55 ฉีหลิน
ฉินหมิงไม่อยากเล่นว่าวท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง และยิ่งไม่อยากถูกเล่นเป็นว่าวท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองเข้าไปใหญ่ แต่มันช่วยไม่ได้ เขาลงไปไม่ได้แล้วนี่นา
ข่าวดีก็คือ ด้วยความเร็วระดับงูหลามพานภูเขา อีกไม่นานก็คงถึงที่ปลอดภัย
แต่ข่าวร้ายก็คือ สายฟ้าในก้อนเมฆดูเหมือนจะชาร์จพลังจนเต็มหลอดพร้อมระเบิดแล้ว...
สรุปว่าตอนนี้เรากำลังแข่งความเร็วหนีตายกันอยู่ใช่ไหมเนี่ย?
ฉินหมิงแยกไม่ออกแล้วว่าน้ำบนใบหน้าคือน้ำฝนอันบ้าคลั่ง หรือน้ำตาแห่งความเสียใจของตัวเองกันแน่!
ครั้งหน้าถ้าฉันยังเชื่อไอ้เจิ้งเหวินเจี๋ยอีก ฉันก็เป็นไอ้...
แต่ความเป็นจริงอันโหดร้าย มักไม่ยอมเปลี่ยนไปตามใจเราคิด
ท่ามกลางสายตาสิ้นหวังของฉินหมิง สายฟ้าแลบแปลบปลาบสว่างจ้า แผดเสียงคำรามกึกก้องพุ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา
“วารีไร้ราก!” ศิษย์พี่ใหญ่ตะโกนก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว
ทันใดนั้น สายน้ำเส้นเล็กๆ นับไม่ถ้วนก็ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า ถักทอกันเป็นตาข่ายรูปทรงเหมือนชามคว่ำ ครอบคลุมร่างของงูหลามพานภูเขาและพวงว่าวมนุษย์ที่มันลากมาด้วยเอาไว้
สายฟ้าที่มีอานุภาพทำลายล้างมหาศาลฟาดใส่ตาข่ายน้ำ ไอน้ำระเหยเป็นไอในพริบตา แต่ก็ได้รับการเติมเต็มจากพลังของสัตว์อสูรของทุกคนที่ร่วมมือกัน
ในที่สุดกระแสไฟฟ้าก็ถูกนำพาให้กระจายออกไป และถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทางไหลลงสู่พื้นดิน
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้อง แต่ก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้
สำเร็จ!
แม้สภาพของแต่ละคนจะดูอนาถสุดๆ ทรงผมชี้ฟูเป็นเม่นทะเลกันถ้วนหน้า แต่ก็ไม่มีอะไรมาขวางกั้นความปีติและความภูมิใจที่เอ่อล้นออกมาจากก้นบึ้งหัวใจได้!
แม้แต่เข่อต๋าก็ยังโผล่ออกมาช่วยออกแรงเมื่อกี้ด้วย!
อาจจะเป็นอุปาทานไปเอง แต่หนทางข้างหน้าดูราบรื่นขึ้นเยอะ
ถึงจะมีต้นไม้ยักษ์หมุนติ้ว ป้ายโฆษณายักษ์เหลือแต่ตอ หรือวัตถุประหลาดที่ไม่รู้ที่มาที่ไปคอยขวางทางอยู่เรื่อยๆ ก็ตาม
แต่ทุกคนก็รอดมาได้แบบเฉียดฉิว กลับมาถึงที่พักได้อย่างปลอดภัย
พอถึงโรงแรม ศิษย์พี่ใหญ่ก็พูดว่า “ลำบากหน่อยนะ!”
แล้วเก็บงูหลามพานภูเขาที่แทบจะหมดแรงข้าวต้มกลับเข้ามิติอัญเชิญอสูรไปพักผ่อน
“กลับไปพักผ่อนกันเถอะ รอดมาได้ก็บุญแล้ว!”
ศิษย์พี่ใหญ่มองสภาพหน้าซีดเผือดของทุกคน ตรวจเช็กซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าไม่มีใครหายไปไหน มีก็แต่เจิ้งเหวินเจี๋ยที่มีปลาตัวเบ้อเริ่มดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในมือมาได้ยังไงก็ไม่รู้ ถึงได้วางใจลงได้
ระยะทางสั้นๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร กลับต้องใช้เวลาฝ่าฟันกันเกือบชั่วโมง ข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน
ฉินหมิงเหนื่อยใจเหลือเกิน เขาปฏิเสธคำชวนกินหม้อไฟปลาย่างอันแสนกระตือรือร้นของเจิ้งเหวินเจี๋ย อยากจะกลับห้องไปนอนเต็มแก่
เมื่อเช้าเขาแข่งไปตั้งสองรอบ ส่วนพวกนายแค่นั่งดูเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง มิน่าล่ะตอนเที่ยงถึงมีแรงเหลือเฟือไปวิ่งหาเรื่องใส่ตัวแบบนั้น คุยกันคนละภาษาชัดๆ!
หม้อไฟปลาย่างอะไรนั่น ซู้ด~
มีอะไรน่าตื่นเต้นนักหนา? ซู้ด~
ฉันกลับไปกินที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็ได้!
อาหารเลิศรสของประเทศมังกรบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน อยากกินอะไรมีหมด!
ต้องขอบคุณการเลื่อนระดับของเสี่ยวพั่ง พอฉินหมิงเลื่อนระดับตาม เขาก็พบโดยบังเอิญว่าระยะเวลาคูลดาวน์ของพรสวรรค์การข้ามมิติของเขาลดลงด้วย
ไม่ได้จับเวลาเป๊ะๆ แต่รู้ว่าตอนนี้กลับไปได้แล้ว
มหาพิภพนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว ฉันจะกลับไปกินของดีๆ นอนหลับให้สบายใจที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดีกว่า!
ฉินหมิงเรียกเสี่ยวพั่งออกมาไว้บนเตียง กำชับนู่นนี่นั่นเสร็จสรรพ
จากนั้นก็เปิดใช้งานพรสวรรค์ แต่รู้สึกสะดุดกึกแปลกๆ เหมือนเน็ตกระตุก
สงสัยจะเหนื่อยเกินไปมั้ง เขาเลยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
กินอะไรดีน้า?
ฉินหมิงหลับตาจินตนาการถึงเมนูเด็ดจากร้านดังต่างๆ ไหลผ่านสมองไป
พอลืมตาขึ้นมา สิ่งมีชีวิตรูปร่างหน้าตาสุดแฟนตาซีที่ดูยังไงก็ไม่ใช่สัตว์โลกบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินแน่นอน กำลังจ้องหน้าฉินหมิงตาแป๋ว
เขากวางตั้งตระหง่านเกือบชนเพดาน ขนพริ้วไสวโดยไม่ต้องพึ่งลม สี่เท้าที่มีเกล็ดปกคลุมกำลังนั่งยองๆ อยู่บนเตียงของฉินหมิง
หลับตาแล้วลืมตาใหม่ ฉินหมิงหวังสุดใจว่าภาพตรงหน้าจะเป็นแค่ภาพหลอน!
“เจ้ามนุษย์ ที่นี่คือที่ไหน?” เสียงของอีกฝ่ายใสกังวานและก้องกังวาน
แต่ใจฉินหมิงเย็นเยียบ นายเป็นใคร แล้วฉันอยู่ที่ไหน?
สัตว์อสูรที่พูดภาษาคนได้เนี่ย เลเวลมันต้องขนาดไหนกันนะ?
ดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็ไม่ปลอดภัยแล้วเหรอ?
อ๋อ ที่แท้เป็นฉันเองที่ทำให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินไม่ปลอดภัย...
“นี่บ้านผมครับ ผมชื่อฉินหมิง”
ฉินหมิงตอบไม่ตรงคำถาม ก็มันไม่รู้จะอธิบายยังไงนี่หว่า
ถ้าบอกว่าเป็นอีกมิติหนึ่ง เขาจะโกรธไหมนะ? แล้วถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง เขาจะระเบิดโลกทิ้งไหม?
แต่นี่บ้านฉันนะ นายบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวฉัน ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา จะไม่มีความเกรงใจกันบ้างเลยเรอะ? ขอร้องล่ะ!
นายเหยียบอยู่บนฟูกแฮสเทนส์ราคาแพงหูฉี่ของฉันนะ จิตสำนึกนายไม่รู้สึกผิดบ้างเหรอ? ลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!!
แต่ฉินหมิงไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว ได้แต่กรีดร้องอย่างไร้เสียงอยู่ภายในใจลึกๆ!
“นามของข้าคือฉีหลิน ดูเหมือนที่นี่จะเป็นมิติเวลาที่แปลกประหลาด ข้าสัมผัสถึงพลังวิญญาณไม่ได้เลย!”
ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก จะมีหมอกสีขาวลอยออกมาหมุนวนอยู่ในอากาศ
“ใช่ครับ ที่นี่เป็นอีกมิติหนึ่งที่ไม่มีพลังวิญญาณ”
ในเมื่ออีกฝ่ายรู้ตัวแล้ว ฉินหมิงก็ไม่จำเป็นต้องปิดบัง
เดี๋ยวนะ ฉีหลิน? กิเลน? สัตว์มงคลใช่ไหม?
“พี่ฉี พี่ข้ามมาได้ยังไงครับเนี่ย?”
เห็นท่าทางคุยง่าย ฉินหมิงเลยใจกล้าขึ้นมาหน่อย อดรนทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว
“ข้าตั้งใจจะมาหยุดน้องชายตัวดีที่ไม่ได้เรื่องของข้า แต่บังเอิญสัมผัสได้ถึงความผันผวนผิดปกติของมิติ ก็เลยตามมา”
“ไม่นึกเลยว่าในหมู่มนุษย์ จะมีผู้มีพรสวรรค์ระดับเจ้าอยู่ด้วย!”
ฉีหลินไม่ได้ถือสาที่ฉินหมิงตีสนิท คำพูดเหมือนจะชื่นชมพรสวรรค์ของฉินหมิง แต่ดวงตาที่ลึกล้ำกลับเรียบนิ่งไร้อารมณ์
“ฮ่าๆ ฮ่าๆ” ฉินหมิงหัวเราะแห้งๆ
“แล้วน้องชายของท่านคือ?” ความอยากรู้อยากเห็นนี่มันฆ่าคนได้จริงๆ
แววตาของฉีหลินไหววูบเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบคำถาม
“ไม่เป็นไรครับพี่ฉี อีกเดี๋ยวก็กลับได้แล้วครับ เวลาเดิมสถานที่เดิมเป๊ะ!”
ฉินหมิงรับประกันเสียงแข็ง ก่อนจะเปลี่ยนโหมดเป็นเจ้าบ้านผู้ต้อนรับขับสู้
“พี่ฉี หิวไหมครับ? ผมมีเนื้อลูกแกะนึ่ง อุ้งตีนหมีนึ่ง หางกวางนึ่ง เป็ดอบ ไก่อบ ห่านอบ หมูพะโล้ เป็ดพะโล้ ไก่ซีอิ๊ว เนื้อแดดเดียว...”
“อ๋อ~ ไม่สนใจเหรอครับ งั้นผมขอตัวกินข้าวเที่ยงก่อนนะครับ”
ฉินหมิงหิวจนตาลายแล้ว เขาคิดว่าถ้ากินโชว์สดๆ น่าจะดูน่าเชื่อถือกว่า
ตัดสินใจแล้ว นายแหละ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสเนื้อตุ๋น!
รสชาติคลาสสิกที่คุ้นเคย สูตรเดิมที่คุ้นลิ้น ฉินหมิงเจริญอาหารสุดๆ จัดไปเลยสองถ้วย!
อ้อ ยังมีเข่อต๋าอีกตัว ฉินหมิงเรียกเข่อต๋าออกมา แล้วจัดให้อีกหนึ่งถ้วย!
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสามถ้วยวางเรียงรายอยู่ตรงหน้าฉินหมิง ระหว่างรอเส้นอืด กลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องเป็นสามเท่า!
ฉินหมิงรู้สึกเหมือนตัวเองจะเมากัญชา... เอ้ย เมากลิ่นหอม แต่เดี๋ยวนะ ทำไมตรงหน้าถึงมีหมอกลงจัดขนาดนี้?
ในหมอกทำไมมีเกล็ดมีเขาโผล่มา?
ไม่ใช่สิ พี่ฉี เชิญครับ!
ใช่แล้ว ถ้วยนี้ตั้งใจทำมาถวายท่านโดยเฉพาะครับ พอดีมันยังไม่สุก ก็เลยยังไม่ได้ยื่นให้!
“พี่ฉี ช่วยย่อส่วนลงหน่อยได้ไหมครับ ไม่งั้นถ้วยนี้คงไม่พอยาไส้พี่แน่ๆ!”
ไม่เห็นฉีหลินทำท่าอะไรเป็นพิเศษ ร่างกายก็หดเล็กลงในอัตราส่วนที่พอเหมาะอย่างน่าอัศจรรย์ พอย่อส่วนแล้วเหลือความสูงไหล่ประมาณ 1.5 เมตร ยาว 2.7 เมตร
ชัดเลย ตัวตึงของจริง สกิลย่อขยายร่างได้ดั่งใจแบบสัตว์อสูรในตำนาน ฉินหมิงชาไปทั้งตัว
เขายื่นบะหมี่ถ้วยที่ดูดีที่สุดไปให้อย่างนอบน้อมและศรัทธายิ่งกว่าเดิม
“พี่ฉี เชิญครับ~”
น้องฉินฉีกยิ้มการค้า สวมวิญญาณพนักงานดีเด่นบริการทุกระดับประทับใจ
ตราบใดที่ท่านเทพไม่ขยับ น้องฉินก็ไม่กล้าแตะตะเกียบก่อน
แต่สุดท้ายท่านเทพก็ไม่ได้ขยับตัว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมันลอยเข้าปากท่านไปเองอย่างว่าง่าย
นี่มันพลังจิตเหรอ? หรือเป็นการควบคุมน้ำขั้นสูง?
น้ำตาแห่งความอิจฉาไหลพรากมุมปาก ฉินหมิงอยากทำแบบนี้ได้บ้างจัง...
ช่างเถอะ กินก่อนดีกว่า เดี๋ยวเส้นอืดหมด!
ฉินหมิงสูดเส้นซู้ดซ้าด โดยไม่ทันสังเกตว่าหางตาของฉีหลินโค้งขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย
“เจ้าเป็ดน้อยตัวนี้เป็นคู่หูของเจ้าสินะ ถือเป็นของขวัญตอบแทนมื้อนี้ ข้าจะให้อะไรเจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน”
มุมปากของฉินหมิงกระตุกยิ้มขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
แจ่มแมว!!