- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 30 เส้นทางวัดใจ
บทที่ 30 เส้นทางวัดใจ
บทที่ 30 เส้นทางวัดใจ
เมื่อการแข่งขันดำเนินมาถึงครึ่งทาง ฉินหมิงก็สัมผัสได้ถึงความทรมานที่ห่างหายไปนาน หน้าอกกระเพื่อมถี่จากการหายใจไม่ทัน ฝีเท้าที่เคยซอยยิกเริ่มสะดุดจนเซแซ่ดๆ
เขาไม่ถนัดเรื่องใช้แรงกายแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ชาติที่แล้วระยะทางไกลที่สุดที่เคยวิ่งก็แค่พันห้าร้อยเมตรสมัยมัธยมเท่านั้น
หลังจากนั้นเขาก็ร้างราการออกกำลังกาย กีฬาประเภทไหนเลี่ยงได้เป็นเลี่ยง หนีได้เป็นหนี
ดังนั้น เพื่อที่จะเลื่อนขั้นได้ไวๆ และทำสัญญากับเจ้าอ้วนเสี่ยวพั่งได้เร็วขึ้น วันนี้ฉินหมิงถือว่าทุ่มสุดตัวชนิดยอมถวายหัว
ว่าแต่ไอ้คนลากรถข้างๆ นั่นน่ะ... มองอะไรไม่ทราบ?
แค่นายลากรถให้หมานั่งแล้วยังวิ่งได้เร็วขนาดนี้ คิดว่าเท่นักเหรอ?
แน่จริงให้น้องหมาลากนายบ้างสิ! เสียศักดิ์ศรีชะมัด!
แล้วหน้านั่นไปโดนอะไรมา เขียวๆ ม่วงๆ เป็นหย่อมๆ
หรือว่าเป็นเทรนด์แต่งหน้าแบบใหม่?
ด้วยศักดิ์ศรีและความดื้อรั้นที่ไม่ยอมแพ้ให้กับคู่หูสุดเพี้ยนข้างๆ ฉินหมิงจึงกัดฟันเร่งความเร็วแซงหน้าพวกเขาไปได้สำเร็จ
แล้วหลังจากนั้น... เขาก็แผ่วลงทันตาเห็น
“ก้าบ~” (สู้ๆ แข็งใจไว้นะเป็ด!)
เมื่อได้รับเสียงเชียร์จากเข่อต๋า ฉินหมิงก็เลิกสนใจคู่หูประหลาดที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แล้วหันมาโฟกัสกับระยะทาง 500 เมตรสุดท้าย
เวลานี้ ทุกลมหายใจเข้าออกเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสบพร่าในปอด ที่ฉินหมิงยังฝืนวิ่งต่อไหวก็เพราะต้องการรักษาหน้าต่อหน้าเข่อต๋าล้วนๆ
แต่ว่าไอ้ 500 เมตรนี่... ทำไมมันไกลจังวะ?
แฮ่กๆ... จะไม่ไหวแล้ว...
หันไปมองเข่อต๋า ทำไมมันยังดูชิลขนาดนั้น?
ฉินหมิง: ( ′?w?)?
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยกำลังใจและฝีเท้าซอยถี่ๆ ที่ยังคงความเร็วคงที่ตั้งแต่ต้นจนจบ ฉินหมิงก็กัดฟันสู้ต่อท่ามกลางความสงสัยในสมรรถภาพตัวเองไปอีกหลายร้อยเมตร!
พ้นโค้งสุดท้าย เหลืออีกแค่ 100 เมตร!
ชัยชนะอยู่แค่เอื้อม สปรินต์เข้าเส้นชัยไปเลย!
ทว่า... เมื่อฉินหมิงเงยหน้ามองเนินเขาสูงชันตรงหน้า เขาก็รู้สึกหน้ามืด ขาแข้งอ่อนแรงพับลงดื้อๆ...
คนออกแบบสนามนี่มันไม่มีหัวใจความเป็นคนหรือไง??
ช่วงสุดท้ายเสือกเป็นทางลาดชันเนี่ยนะ!
ไอ้ตอนออกสตาร์ทมีเนินนิดหน่อยฉันก็ไม่ว่า กลางทางมีเนินชันฉันก็พอทน แต่เอ็งเล่นซ่อนเนินชัน 80 องศาไว้ด่านสุดท้ายแบบนี้ มันเกินไปหน่อยไหม! นี่มันจงใจทำลายจิตใจกันชัดๆ!
ไอ้ระยะทาง 100 เมตรสุดท้ายนี่ของจริงแน่นะ? ทำไมความรู้สึกมันบอกว่าไกลเป็นกิโลเลยวะ
ฉินหมิงเงยหน้ามองยอดเนิน แสงแดดจ้าแทงเข้าตา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะร่างกายถึงขีดจำกัดหรือจิตใจแตกสลายกันแน่ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ขอบตาที่แห้งผากเริ่มมีน้ำอุ่นๆ เอ่อคลอ...
แม่จ๋า หนูอยากถอนตัว (-???-???-???-???___-???-???-???-???)
หนูอยากกลับดาวโลก มหาพิภพวิญญาณยุทธ์บอกว่ามีแต่คนซื่อๆ ที่แท้ก็เหลี่ยมจัดทั้งนั้น...
“ก้าบ?” (ผู้อัญเชิญอสูร เป็นอะไรไป?)
“ฝุ่นมันเข้าตาน่ะ!” ฉินหมิงปาดน้ำตาลูกผู้ชายทิ้ง แล้วตอบกลับอย่างเข้มแข็ง
ฉินหมิงฮึดสู้พยายามจะวิ่งรวดเดียวขึ้นไป แต่ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว ขาก็อ่อนยวบ ความเร็วตกวูบจนคุมไม่อยู่
จากนั้นก้อนกรวดบนทางลาดชันก็ทำหน้าที่เป็นสายพานลำเลียงฉินหมิงไหลรูดลงมาสู่จุดเริ่มต้นอย่างนุ่มนวล
กว่าฉินหมิงจะหอบหายใจจนตั้งสติได้ ก็พบว่าตัวเองกลับมายืนอยู่ห่างจากจุดที่เริ่มปีนเมื่อกี้แค่ไม่กี่เมตร
ต่อให้สบตากับดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ของเข่อต๋าที่ส่งกำลังใจมาให้เต็มเปี่ยม ก็ไม่อาจเยียวยาความรวดร้าวในใจของฉินหมิงตอนนี้ได้...
เอาจริงนะ... สงสัย... บางที... มีความเป็นไปได้สูงว่า... จะปีนไม่ขึ้นว่ะ...
แต่คำพูดบางคำมันก็จุกอกจนพูดไม่ออก ก่อนจะยอมแพ้จริงๆ ฉินหมิงอยากจะดิ้นรนเฮือกสุดท้ายดูสักหน่อย
เขาพิจารณาเส้นทางและวางแผนอย่างละเอียดอีกรอบ ก่อนจะหักกิ่งไม้แข็งแรงข้างทางมาสองอันเพื่อใช้เป็นไม้เท้า
ทางเส้นนี้... จุดพักเท้าระหว่างทางมันน้อยเหลือเกิน ฉินหมิงคิดอย่างขมขื่น เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะปีนรวดเดียวถึงยอดได้
ฉินหมิงหารู้ไม่ว่า แม้เข่อต๋าจะยังเด็ก แต่ด้วยพันธสัญญาทางจิตวิญญาณ มันรับรู้ได้ว่าสภาพของผู้อัญเชิญอสูรตอนนี้ย่ำแย่แค่ไหน
“ปุ้!”
จู่ๆ เข่อต๋าก็พ่นกระสุนน้ำที่ไม่แรงนักออกไปข้างหน้า
แรงดันน้ำชะล้างก้อนกรวดเล็กๆ ออกไป เหลือไว้เพียงหินก้อนใหญ่ที่ฝังแน่นอยู่ในดิน และแรงกระแทกของน้ำก็เซาะร่องหินจนเกิดเป็นหลุมตื้นๆ พอดีเท้า นี่มันจุดวางเท้าสำเร็จรูปชัดๆ!
“ทำได้สวยมาก เข่อต๋า!”
“ก้าบ~”
ภายใต้แสงแดดแผดเผา หินร้อนฉ่าทำให้น้ำที่ตกค้างระเหยหายไปอย่างรวดเร็ว
ได้เวลาแล้ว!
ฉินหมิงกับเข่อต๋าพุ่งทะยานขึ้นไปพร้อมกัน โดยมีเข่อต๋าคอยยิงปืนฉีดน้ำนำทาง สร้างจุดวางเท้าใหม่ๆ ให้ตลอดทาง
ฉินหมิงใช้ไม้เท้าช่วยพยุง ตะเกียกตะกายทั้งมือทั้งเท้า ทุลักทุเลไปบ้าง แต่ในที่สุดเขาก็ไต่ระดับขึ้นไปได้ทีละก้าว!
เมื่อมีวิธีที่ถูกต้องและใจที่สู้ไม่ถอย เป้าหมายก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
ในที่สุดเมื่อปีนขึ้นมาถึงจุดสิ้นสุดของช่วงแรก ร่างกายของฉินหมิงหนักอึ้งราวกับตะกั่วจนไม่อยากจะขยับแม้แต่ปลายนิ้ว
เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้วแห้งวนเวียนอยู่หลายรอบจนขึ้นคราบเกลือขาวโพลน
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การทำสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จ แล้วได้ยืนมองลงมาจากที่สูงแบบนี้ มันช่างน่าหลงใหลเสียจริง!
“เข่อต๋า เล็งไปที่ทางลาดข้างล่าง!”
ฮึบ... สูดหายใจ...
“ใช้ปืนฉีดน้ำพลังสูงสุดเลย!”
ถึงจะหอบจนตัวโยน พูดแทบไม่เป็นประโยค แต่ฉินหมิงก็ยังออกคำสั่งได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ!
ด้วยแรงดันน้ำสูงสุดของเข่อต๋า ก้อนกรวดเล็กๆ หายวับไปเกลี้ยง ผิวหน้าดินและหินก้อนใหญ่ถูกขัดจนเรียบกริบ มันวาววิบวับ ไม่เหลือร่องรอยให้วางเท้าได้แม้แต่นิดเดียว!
ผลงานที่เกิดจากการผนึกกำลังอันแข็งแกร่งของเข่อต๋าและมันสมองอันชาญฉลาดของฉินหมิง จะปล่อยให้คนข้างหลังมาเสวยสุขฟรีๆ ได้ยังไง?
ฉินหมิงมองดูทางลาดที่ชันเกือบ 90 องศาซึ่งกลายเป็นสไลเดอร์ผิวมันปลาบ แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจด้วยมาดนิ่งขรึม รู้สึกว่าตัวเองใจดีมากแล้วนะที่ยังเหลือมุมชันไว้ให้คนข้างหลังได้ลุ้นระทึกบ้าง
ว่าแต่... ทางเส้นนี้ ตอนแรกมันชัน 80 องศาเลยเหรอ? ฉินหมิงขมวดคิ้วครุ่นคิด แล้วก็เพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้...
“ก้าบ~” (หายเหนื่อยยัง ไปด่านต่อไปกันเถอะ!)
เข่อต๋าที่สัมผัสได้ว่าผู้อัญเชิญอสูรเริ่มฟื้นตัวแล้ว รีบส่งเสียงเตือนสติ
“จัดไป! ลุย!” ฉินหมิงตั้งเป้าหมายชัดเจน วิ่งเหยาะๆ ไปยังเรือลำเล็กริมทะเลสาบ
หลังจากผ่านสนามช่วงแรกมาได้ เขาก็ตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งถึงสมรรถภาพร่างกายระดับปีศาจของเหล่าสัตว์อสูร ขืนยังฝืนทำเก่งต่อไปมีหวังได้เป็นหมาแน่!
ฉินหมิงก้าวลงเรือด้วยขาสั่นเทาแต่มั่นคง เข่อต๋าเองก็ประจำที่พร้อมรบ
สิ่งที่เขาไม่ทันสังเกตคือ ไม่ไกลออกไปนั้น มีอาชาเพลิงค้ำสมบัติที่หน้าตาคุ้นๆ กำลังนอนหมอบหลับปุ๋ยอยู่ริมทะเลสาบ
หญ้ารอบตัวมันแหว่งเป็นหย่อมๆ แสดงว่าเพิ่งจะเพลิดเพลินกับชุดน้ำชายามบ่ายที่แม้จะไม่หรูหราแต่สดใหม่สุดๆ ไปหมาดๆ
ถึงจะหลับตาพริ้มส่งเสียงกรนเบาๆ แต่หางของมันก็ยังทำหน้าที่ปัดไล่แมลงอย่างขยันขันแข็ง
ท่าทีสบายอารมณ์ของเจ้าม้าตัวนี้ ช่างขัดแย้งกับภาพความทุลักทุเลของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นอย่างสิ้นเชิง
ดูเหมือนมันจะไม่เดือดร้อนเลยสักนิดที่ผู้อัญเชิญอสูรของมันหายหัวไปนานสองนานแล้ว
ช่างเป็นม้าที่อินดี้จริงๆ!