- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 21 โถงประลอง
บทที่ 21 โถงประลอง
บทที่ 21 โถงประลอง
เจิ้งเสวียนผู้มีความเป็นผู้นำสมกับตำแหน่งเจ้าสำนัก เป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ท่ามกลางสถานการณ์คับขัน
“พรสวรรค์ของฉินหมิงเป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนจริงๆ น่าตื่นตะลึงมาก แต่ตอนนี้เขายังอ่อนแอเกินไป ไม่อาจต้านทานพายุร้ายได้ ทุกคนที่นี่ล้วนรู้ความหนักเบาของเรื่องนี้ดี... มาสาบานตนกันเถอะ!”
พูดจบ เขาก็เป็นคนแรกที่เริ่มกล่าวคำสาบาน
“ข้าแด่ท่านซาฟูดัน เจ้าพิภพผู้ยิ่งใหญ่ ข้าขอสาบานต่อท่านว่าจะไม่แพร่งพรายพรสวรรค์ของฉินหมิงให้ผู้ใดล่วงรู้ไม่ว่าด้วยวิธีการใด หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าตัว หากผิดคำสาบาน ขอให้ทั้งมนุษย์และทวยเทพทอดทิ้ง!”
ศิษย์พี่ใหญ่ที่เพิ่งหายจากอาการเหม่อลอยกลับเข้ามาพอดี ทุกคนในที่นั้นต่างกล่าวคำสาบานตามทีละคนโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ในตำนานการสร้างโลกของมหาพิภพวิญญาณยุทธ์ โลกถูกสร้างขึ้นโดยสัตว์อสูรในตำนานเพียงไม่กี่ตน ที่ผู้คนเรียกขานกันว่า ‘สัตว์เทพ’
และต่างจากตำนานของดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่แทบหาหลักฐานไม่ได้ ที่มหาพิภพวิญญาณยุทธ์แห่งนี้ ทุกๆ ร้อยปีมักจะมีร่องรอยการปรากฏตัวของสัตว์เทพเหล่านี้ให้เห็นเสมอ... อารมณ์ประมาณว่าแค่พลิกตัวตอนนอน ภูมิประเทศก็เปลี่ยนแล้ว อะไรทำนองนั้น
บางครั้งฉินหมิงก็คิดว่า เพราะผู้คนที่นี่ตระหนักถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของสัตว์อสูร จึงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ไม่ใช่มุ่งแต่จะจับพวกมันมาขังเลี้ยงอย่างไร้มนุษยธรรม
สรุปก็คือ การสาบานต่อหน้าสัตว์เทพ ในดินแดนแห่งนี้ถือเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือที่สุด
ฉินหมิงมองทุกคนตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ ราวกับต้องการจดจำภาพเหตุการณ์นี้ไว้ให้แม่นยำ
“เท่าที่ฉันรู้ พรสวรรค์ของเธอนี่จัดว่าไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์เลยนะ ขอแค่มีชีวิตรอดต่อไปได้ อนาคตต้องยิ่งใหญ่เกรียงไกรแน่นอน!”
เจิ้งเสวียนกล่าวชมเชยด้วยความทึ่ง ให้คะแนนเต็มสิบไม่หัก ทำเอาลืมภาพเจ้าสำนักจอมกดดันเมื่อครู่ไปเลย
“ถ้าขาดเหลือทรัพยากรอะไร หรือมีเรื่องไม่สบายใจตรงไหน บอกพวกเราได้เลย ไม่มีใครไม่อยากสนับสนุนว่าที่ตำนานในอนาคตหรอกนะ”
อาจเพราะนึกถึงคำถามของฉินหมิงก่อนหน้านี้ ศิษย์พี่ใหญ่จึงพูดติดตลกเสริมขึ้นมา
“ใช่ๆ ศิษย์น้องเล็กกับเข่อต๋าอยากได้อะไรบอกมาเลย ให้โอกาสพวกเราได้เกาะขาทองคำบ้างเถอะ!” เจิ้งเหวินเจี๋ยรีบผสมโรงทันที
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ไม่รู้ทำไมขอบตาของฉินหมิงถึงได้ร้อนผ่าวขึ้นมา
ทะลุมิติมาอยู่ที่โลกนี้เกือบสามปีแล้ว จากตอนแรกที่ต้องคอยระวังตัวแจเพราะกลัวความลับแตก
จนถึงตอนที่ต้องพยายามอย่างหนักแทบรากเลือดเพื่อจะเป็นผู้อัญเชิญอสูร
พอได้เป็นสมใจ ก็ต้องมานั่งกลุ้มใจเรื่องปัญหาปากท้องที่รัดตัว
แต่ ณ วินาทีนี้ ฉินหมิงรู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว เขาได้เจอกับเข่อต๋าที่แสนดีและอบอุ่น แถมยังได้เจอกับกลุ่มคนที่น่ารักแบบนี้อีก
ความรู้สึกเหมือนคนที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากโคลนตมที่ไร้ที่ยึดเกาะ แล้วพบแสงสว่างส่องนำทางอยู่เบื้องหน้า
“ถ้ามีทรัพยากรจำเป็นที่หาไม่ได้จริงๆ ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนศิษย์พี่ทุกคนแน่ครับ แต่ตอนนี้ยังพอถูไถไปได้อยู่” ฉินหมิงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
.........
ชีวิตวันแรกในโรงฝึกยุทธ์ผ่านไปอย่างคุ้มค่า ระหว่างที่กำลังเตรียมตัวเข้านอน จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ฉินหมิงหยิบมาดู พบว่าเป็นข้อความจากเจิ้งเหวินเจี๋ย
เหวินเจี๋ยเองครับ: “เอ่อ เรื่องเมื่อตอนกลางวันน่ะ ตอนแรกเจ้าสำนักอาจจะดูดุไปหน่อย นายอย่าเก็บไปใส่ใจนะ ท่านไม่ได้มีเจตนาไม่ดีหรอก
“ประเด็นคือเมื่อก่อนชอบมีพวกเด็กใหม่หัวรั้นเข้ามา อวดเก่งว่าตัวเองมีพรสวรรค์แล้วทำตัวกร่าง ท่านเจ้าสำนักเลยติดนิสัยต้องรับบทโหดข่มขวัญเด็กใหม่ไว้ก่อน...”
ฉินหมิง: “ไม่เป็นไรครับ เจ้าสำนักใจดีมาก แถมถ้าอยากจะเป็นผู้อัญเชิญอสูรที่ยอดเยี่ยม จะมากลัวแรงกดดันแค่นี้ได้ไง จริงไหม?”
อันที่จริง ตอนที่เจ้าสำนักเจิ้งเป็นตัวตั้งตัวตีให้ทุกคนสาบานตน ฉินหมิงก็ยอมรับในตัวตนของเขาอย่างหมดใจแล้ว
พอเห็นฉินหมิงตอบกลับมาอย่างสบายใจ เจิ้งเหวินเจี๋ยก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก... เจ้าสำนักใจดีเนี่ยนะ?
แล้วใครกันที่กดดันเขาจนต้องถ่อสังขารมาช่วยแก้ต่างให้กลางดึกแบบนี้?
พอนึกถึงภาพฉินหมิงกับเจ้าสำนักต่างชื่นชมกันและกัน ใจตรงกันซะขนาดนั้น... เจิ้งเหวินเจี๋ยก็รู้สึกหมั่นไส้แปลกๆ เขาเลยตัดสินใจแอบดิสเครดิตสักหน่อย
“วันหลังมีอะไรไม่ต้องไปถามเจ้าสำนักมากนักหรอก จริงๆ แล้วท่านสอนไม่เก่ง ที่สอนเก่งจริงๆ น่ะคือสัตว์อสูรของท่านต่างหาก!”
ฉินหมิง: ......
......
ในฐานะว่าที่ปรมาจารย์ที่ทุกคนตั้งความหวังไว้ วันต่อมา ฉินหมิงก็พาเข่อต๋าเดินอกผายไหล่ผึ่งมุ่งหน้าสู่โถงประลองเพื่อลองของทันที
“ยินดีต้อนรับสู่สนามประลอง!”
ผู้คนเดินขวักไขว่พลุกพล่าน ฉินหมิงที่ไม่เคยมาที่นี่มาก่อนจึงต้องสอบถามข้อมูลเบื้องต้น
“สวัสดีครับ ผมเพิ่งมาครั้งแรก อยากจะลองประลองดูบ้าง ต้องทำยังไงครับ?”
“แสดงบัตรประจำตัวผู้อัญเชิญอสูรเพื่อลงทะเบียนจองคิวได้เลยครับ”
“คุณต้องการเลือกรูปแบบการต่อสู้แบบไหนครับ? แบบมาตรฐาน 1 ต่อ 1 หรือแบบตะลุมบอน?”
ฉินหมิงนึกสภาพแขนตัวเองที่เพิ่งจะหายปวดเมื่อย แบบตะลุมบอนนี่ตัดทิ้งไปได้เลย “สัตว์อสูร 1 ต่อ 1 ครับ”
“โอเคครับ ลงทะเบียนเรียบร้อย คุณต้องการกำหนดเลเวลคู่ต่อสู้ไหมครับ? แบบแรกคือสุ่มจับคู่ คู่ต่อสู้จะมีเลเวลบวกลบไม่เกิน 3 เลเวลจากสัตว์อสูรของคุณ แบบที่สองคือระบุเลเวลคู่ต่อสู้ให้เท่ากันเป๊ะๆ”
“ราคาต่างกันไหมครับ?”
เห็นเข่อต๋าไม่ได้มีท่าทีเกี่ยงงอนอะไร ฉินหมิงเลยถามคำถามที่สำคัญต่อใจ (และกระเป๋าตังค์) ที่สุด
“แบบสุ่มจับคู่ รอบละ 100 หยวนครับ ส่วนแบบระบุเลเวลเป็นบริการอัปเกรด รอบละ 120 หยวน”
ซี๊ด~ แพงชะมัด ตั้ง 100 หยวนเลยเหรอ?
ส่วนบริการเสริม 120 หยวนนั่น ฉินหมิงตัดทิ้งออกจากสารบบความคิดทันที
100 หยวนนี่ซื้อนมสดมูมูให้เข่อต๋าได้ตั้ง 2 ขวดเชียวนะ ขืนประลองเพลินไม่กี่วัน มีหวังค่าขนมเดือนหน้าของเข่อต๋าหายวับไปกับตาแน่ๆ
ฉินหมิงคำนวณในใจ ถ้าสู้เร็วๆ ไม่นับเรื่องเงิน ครึ่งวันน่าจะลงได้สัก 10 รอบสบายๆ
“มีโปรโมชั่นหรือแพ็กเกจที่คุ้มกว่านี้ไหมครับ? แล้วเข็มกลัดนี่ใช้ลดราคาได้ไหม?”
เรื่องประหยัดไม่ใช่เรื่องน่าอาย ฉินหมิงผู้รู้คุณค่าของเงินรีบควักเข็มกลัด ‘ซือหยวน’ ที่ศิษย์พี่ใหญ่ให้มาโชว์ทันที
“มีครับ ถ้ามีเข็มกลัดนี้ จะได้ส่วนลดค่าสนาม 50% แล้วก็รักษาฟรีหลังจบการแข่งขันด้วยครับ”
ฉินหมิงตาลุกวาว ศิษย์พี่ใหญ่จงเจริญ!
≧▽≦
“นอกจากนี้ ถ้าชนะต่อเนื่องในโหมดสุ่มจับคู่ครบ 5 รอบ รอบต่อๆ ไปจะฟรีค่าสนามครับ แต่ถ้าแพ้เมื่อไหร่ต้องเริ่มนับใหม่นะครับ”
“ผมเลือกโหมดสุ่มจับคู่ครับ!” ฉินหมิงตัดสินใจทันทีโดยไม่ต้องคิด
เข่อต๋าผู้เกิดมาบนกองเงินกองทองยังไม่ค่อยเข้าใจมูลค่าของเงินตราเท่าไหร่นัก
ฉินหมิงเลยต้องแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย “เข่อต๋า ถ้าเราชนะรวด 5 ตา หลังจากนั้นทุกครั้งที่ชนะ จะเท่ากับเราได้กำไรนมสดมูมูฟรี 1 ขวดเลยนะ!”
“ก้าบ!” (ลุยโลด! เป็ดพร้อมบวก!)
พอนึกถึงนมรสเลิศ ไฟในการต่อสู้ของเข่อต๋าก็ลุกโชน!
“เดี๋ยวเข่อต๋า ฉันยังไม่ได้จ่ายตังค์!”
ฉินหมิงรีบเบรกเจ้าตัวเล็กที่คึกเกินเบอร์ พลางรู้สึกมั่นใจในการต่อสู้ครั้งนี้ขึ้นมาอีกเป็นกอง
“กรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้วครับ โปรดตรวจสอบความถูกต้องแล้วสแกนจ่ายเงินได้เลย”
พนักงานต้อนรับมืออาชีพผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ยังคงรักษาความนิ่งสงบ ไม่ตื่นเต้นไปกับท่าทีของลูกค้า
ฉินหมิงจ่ายค่าสนามล่วงหน้าไปแค่ 5 รอบ อย่าถามว่าทำไม ถามก็บอกได้คำเดียวว่าเชื่อใจเข่อต๋า!
“เก็บรักษาบัตรไว้ให้ดีนะครับ หน้าจอในโถงกลางจะประกาศเรียกตามลำดับคิว และแจ้งคู่ต่อสู้ในรอบถัดไป ขอให้โชคดีในการประลองครับ!”
“ขอบคุณครับ!” ฉินหมิงลังเลเล็กน้อย “เอ่อ... แล้วถ้าชนะต่อเนื่องเยอะมากๆ มีรางวัลพิเศษอะไรไหมครับ?”
พนักงานยิ้มสุภาพ “ไม่มีครับ แต่ข้อเสนอของคุณน่าสนใจมาก ทางเราจะลองนำเสนอผู้บริหารดูนะครับ”
ฉินหมิงแอบผิดหวังเล็กน้อย
เขาเก็บรักษบัตรแล้วไปนั่งรอที่โถงกลางอย่างใจจดใจจ่อ
“เจ๋งเป้งเลยเฉินรุ่ย! นายชนะรวดมา 4 ตาแล้วนะ อีกแค่ตาเดียว รอบต่อไปก็ฟรีแล้ว!”
ฉินหมิงหันไปมองตามเสียง พบว่าคนที่ถูกชมคือผู้อัญเชิญอสูรทรงผมจ๊าบเฟี้ยวฟ้าวคนหนึ่ง
ข้างกายเขามีสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายลูกวัว ยืนส่งเสียง “ฮึดฮัด” พร้อมกับตะกุยพื้นดินเป็นระยะ ดูทรงแล้วอารมณ์บ่จอยสุดๆ
“ของฟรีน่ะเรื่องเล็ก ประสบการณ์การต่อสู้สิเรื่องใหญ่!”
ผู้อัญเชิญอสูรที่น่าจะชื่อเฉินรุ่ยคนนั้น กำลังแชร์ประสบการณ์สอนน้องๆ ด้วยเสียงอันดัง
“แพ้ชนะไม่สำคัญหรอก มีแรงกดดันถึงจะพัฒนาได้ รู้ไหม!”
เขาชี้ไม้ชี้มือสอนสั่งด้วยน้ำเสียงกวนโอ๊ย ฟังแล้วน่าหมั่นไส้พิลึก