- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 17 ผลพวงจากการสอน
บทที่ 17 ผลพวงจากการสอน
บทที่ 17 ผลพวงจากการสอน
ถึงแม้เจิ้งเหวินเจี๋ยอยากจะร่ายยาวระบายความโศกเศร้าในใจออกมาเป็นมหากาพย์สักสามหน้ากระดาษ แต่เพื่อประหยัดเวลา และให้เจ้าสำนักพร้อมชาวแก๊งที่อยู่เมืองข้างๆ ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา เขาเลยเลือกที่จะสรุปสั้นๆ ให้ได้ใจความ
เขาเปิดกลุ่มแชท ‘ครอบครัวสุขสันต์แห่งโรงฝึกที่ 1’ แล้วพิมพ์ข้อความส่งไป
[เจิ้งคนดีคนเดิม: ขอเปิดประเด็นครับ การที่นักเรียนสุดเกรียนเรียนรู้วิธีใช้คุณลักษณะพิเศษได้ในรอบเดียวเนี่ย ถือเป็นความวิปริตทางมนุษยธรรม หรือความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมครับ?]
[ศิษย์พี่หญิงใหญ่: อย่ามาล้อเล่นนะ นายแน่ใจเหรอว่าไม่ได้ตาฝาด!?]
[เจิ้งคนดีคนเดิม: เขาเรียนรู้ต่อหน้าต่อตากบวารีผลึกใสเลยครับ ผ่านการรับรองจากท่านกบแล้วด้วย! (แนบรูป: กบวารีผลึกใสทำตาโตถลนด้วยความช็อกสุดขีด.JPG)]
[เจ้าสำนัก: ?]
[ศิษย์พี่หญิงใหญ่: เชี่ย!]
[ศิษย์พี่ใหญ่: ตั้งสติไว้ กำลังรีบกลับไป!]
ทุกคนอาจจะกังขาในสายตาของเจิ้งเหวินเจี๋ยได้ แต่ไม่มีทางที่จะไม่เชื่อมั่นใน ‘กบวารีผลึกใส’ สัตว์อสูรคู่ใจของท่านเจ้าสำนักเจิ้งเด็ดขาด
งั้นแสดงว่านักเรียนคนนี้... มีของจริงดิ?
คนที่ชื่อฉินหมิงสินะ ร้ายกาจใช่ย่อย ดูเหมือนก่อนหน้านี้จะเข้าใจเจิ้งเหวินเจี๋ยผิดไปหน่อยแฮะ...
ถ้าพรสวรรค์ระดับปีศาจขนาดนี้ ความรู้หางอึ่งของเจิ้งเหวินเจี๋ยคงเอาไม่อยู่จริงๆ นั่นแหละ มิน่าล่ะถึงได้ลนลานขนาดนั้น ข้าวปลาไม่กินเอาแต่ส่งเรียงความมารัวๆ ที่แท้ก็เพราะรู้จักประเมินตนเองนี่เอง...
ทางด้านท่านเจ้าสำนักเจิ้งที่กำลังคุยเล่นกับเพื่อนอยู่ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าชายอดน้ำค้างจากต้นไม้วิญญาณในปากที่ราคาแพงหูฉี่ มันจืดชืดไร้รสชาติขึ้นมาดื้อๆ
“ตาแก่เฉียน ฝีมือนายยังไม่ตกเลยนะ โรงฝึกนายก็มีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น!” หลังจากแกล้งชมไปตามมารยาท เขาก็เปลี่ยนเรื่องทันที
“แต่ว่า... การแลกเปลี่ยนรอบนี้คงต้องพอแค่นี้ก่อน ฉันมีธุระด่วนต้องรีบกลับ”
“เฮ้ย อย่าเพิ่งรีบสิ นานๆ เจอกันที คืนนี้ต้องดวลเหล้ากันสักหน่อย ไม่เมาไม่เลิก!”
“ฉันเตรียมเหล้าหมักปีลึกไว้รอแล้วนะ จองห้อง VIP ภัตตาคารเป่าเก๋อไว้แล้วด้วย!” ท่านเจ้าสำนักเฉียนผู้รู้ใจเพื่อนซี้เริ่มร่ายเมนูอาหารมายั่วน้ำลาย
เจ้าสำนักเฉียนจื้อหย่วน แห่งโรงฝึกยุทธ์อาชาเหินหาวนครอสูร มีชื่อเสียงโด่งดังจากการเพาะพันธุ์สัตว์อสูร ‘อาชาแผงคอธุลี’
เขากับเจิ้งเสวียน เจ้าสำนักเจิ้ง รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน เคยออกเดินทางผจญภัยร่วมเป็นร่วมตายกันมา เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนซี้ปึ้ก การเชิญชวนครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความจริงใจ
ถ้าสถานการณ์ปกติ มาถึงขั้นนี้แล้วท่านเจ้าสำนักเจิ้งคงปฏิเสธลำบาก แต่ปัญหาก็คือถ้าไม่รีบกลับตอนนี้ โรงฝึกคงได้พังพินาศแน่...
พรสวรรค์ระดับที่ไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินมาก่อนแบบนี้ ถ้าไม่ได้เห็นกับตาตัวเองคงคันหัวใจยิบๆ
แถมถ้ากลับช้า แล้วอีกฝ่ายดันเปลี่ยนใจหนีไปซบโรงฝึกอื่น เจิ้งเสวียนไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าตัวเองจะต้องทนทุกข์ทรมานใจขนาดไหนในอนาคต...
พอนึกถึงตรงนี้ เจิ้งเสวียนก็นั่งไม่ติดที่แล้ว
ขืนยังไม่ออกเดินทาง ใจคงรุ่มร้อนจนทำอะไรไม่ถูกแน่!
จะไม่โดนตาเฒ่าหวังข้างบ้านมาตีท้ายครัวขโมยศิษย์ไปใช่ไหมเนี่ย?
สุดท้าย เจิ้งเสวียนจำต้องกัดฟันปฏิเสธคำชวนอันแสนเย้ายวนอย่างหนักแน่น “เอาไว้คราวหน้าเถอะ มีธุระด่วนจริงๆ!”
“ตาแก่เจิ้ง นายดูแปลกๆ นะ มีเรื่องอะไรด่วนขนาดนั้นเชียว?”
ด้วยความสนิทสนม เฉียนจื้อหย่วนจึงถามออกไปตรงๆ เผื่อมีอะไรที่เขาพอจะช่วยได้
เจิ้งเสวียนได้ยินเพื่อนเริ่มมีท่าทีผ่อนปรน ก็โล่งใจขึ้นเปราะหนึ่ง “ก็ต้องโทษเจ้าเจิ้งน้อยมันไม่ได้เรื่องน่ะสิ มีคนมาบุกโรงฝึกแล้วมันเอาไม่อยู่! เฮ้อ~”
พูดจบก็ส่ายหน้าอย่างระอา
“เจิ้งน้อย? หลานชายนายที่ได้โควตาเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนครอสูรนั่นน่ะเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ” เจิ้งเสวียนพูดไปพลางเก็บของไปพลาง พร้อมกับกดเลื่อนตั๋วเครื่องบินขากลับ
“เรื่องที่ทำให้คนอย่างนายถึงกับต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ งั้นเอาเป็นว่า ช่วงนี้ฉันก็ว่างๆ อยู่พอดี เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนนายด้วยละกัน”
เฉียนจื้อหย่วนแอบชำเลืองมองหน้าจอมือถือของเจิ้งเสวียน แล้วทำท่าทางรักเพื่อนฝูงสุดฤทธิ์
เจิ้งเสวียน: ?
เจิ้งเสวียนเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ คนระดับเจ้าสำนัก ว่างไม่ว่างมีหรือเขาจะไม่รู้?
“แล้วห้อง VIP ที่จองไว้ล่ะ?”
“ยกเลิกได้น่า”
......
ถึงเจิ้งเสวียนจะรู้สึกว่าท่านเจ้าสำนักเงินหนาคนนี้ดูมีพิรุธ แต่เขาก็รีบกลับจนไม่มีเวลาจะมาหาข้ออ้างปฏิเสธแล้ว
ถึงจะพอเดาได้ว่าเพื่อนซี้คงอยากไปดูเรื่องสนุก หรืออาจจะดมกลิ่นเจออะไรบางอย่างเลยเกิดอาการ ‘คันไม้คันมือ’ ขึ้นมา แต่เมื่อคำนึงถึงระยะทางระหว่างสองมณฑล เจิ้งเสวียนก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก
อยากมาก็มาสิ เดี๋ยวโรงฝึกก็จะวุ่นวายแล้ว ดูซิว่าจะอยู่ได้สักกี่น้ำ~
ใจของท่านเจ้าสำนักเจิ้งตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว หลังจากจัดการตั๋วเสร็จ เขาก็เริ่มกลับไปไล่อ่าน ‘เรียงความ’ ที่อ่านผ่านๆ เมื่อกี้อย่างละเอียดอีกครั้ง พยายามจะแกะข้อมูลที่มีประโยชน์ออกมาจากกองทัพตัวอักษรอันเวิ่นเว้อเหล่านั้น
อืม ช่วงบ่ายเจิ้งเหวินเจี๋ยไม่ได้ส่งข้อความมาเพิ่ม สงสัยกำลังตกอยู่ในนรกขุมไหนสักขุม เอาไว้ว่างๆ ค่อยถามอีกทีละกัน
...
ฉินหมิงมองดูเข่อต๋าที่กำลังเห่อของเล่นใหม่ไม่เลิก ลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสนุกสนาน เขารู้สึกปลื้มปริ่มบอกไม่ถูก
แม้จะเซอร์ไพรส์ที่เข่อต๋าเรียนรู้เทคนิคชั้นสูงได้ แต่พอดึใจไปสักพัก ฉินหมิงก็เริ่มกลับสู่โหมดความจริง อารมณ์ดีส่วนใหญ่ตอนนี้มาจากความสุขของเข่อต๋าล้วนๆ
เพราะการใช้งานคุณลักษณะพิเศษ มันออกจะ ‘เกินเบอร์’ ไปหน่อยสำหรับเข่อต๋าในตอนนี้ ร่างกายของมันยังรับภาระไม่ไหว
อย่าว่าแต่ตอนนี้ต้องพึ่งดวง ใช้งานติดบ้างไม่ติดบ้างเลย ต่อให้ใช้ได้เสถียรแล้ว แต่สภาพที่ใช้ท่าเดียวมานาหายไปครึ่งหลอดแบบนี้ มีท่าไม้ตายอะไรไปก็เปล่าประโยชน์...
แต่ก็นะ เอาไว้ใช้เป็น ‘ไอเทมโชว์พาว’ ได้อยู่ พอเห็นเจิ้งเหวินเจี๋ยทำหน้าเหมือนคนซึมเศร้า ฉินหมิงก็รู้แล้วว่าแผนการโชว์ศักยภาพของเขาสำเร็จงดงาม
จริงๆ ก่อนหน้านี้ตอนผู้ช่วยเจิ้งทำหน้านิ่งๆ ใส่ เล่นเอาฉินหมิงกดดันเหมือนกันนะเนี่ย
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ น่าจะเรียกความสนใจจากระดับผู้ใหญ่ในโรงฝึกได้เร็วๆ นี้แหละ เผลอๆ อาจจะได้เรียนฟรีด้วย ฉินหมิงอัจฉริยะนักประหยัดตัวยง รู้สึกฟินสุดๆ!
ฉินหมิงคิดว่าวันนี้ทำภารกิจสำเร็จเกินเป้าแล้ว เข่อต๋าก็ได้ของดีกลับไปเต็มกระเป๋า เวลาช่วงบ่ายที่เหลือก็ควรจะพักผ่อนกันหน่อย การฝึกฝนที่ดีต้องรู้จักยืดหยุ่น มีตึงมีหย่อนบ้าง
แต่ฉินหมิงหารู้ไม่ว่า ความคิดนี้ของเขาคือการต่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายให้กับผู้ช่วยเจิ้งที่กำลังจะร่วงแหล่มิร่วงแหล่
ทุกครั้งที่เห็นเข่อต๋าใช้พลังงานจากคุณลักษณะพิเศษได้สำเร็จ มุมปากของเจิ้งเหวินเจี๋ยก็จะกระตุกหนึ่งที สภาพจิตใจก็ระเบิดตูมตามไปอีกหนึ่งรอบ
เขาอยากจะหลับตาหนีความจริงซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทั้งโรงฝึกตอนนี้ไม่มีคนอื่นอยู่เลย ชีวิตมันช่างยากเย็นเหลือเกิน...
ช่วงบ่ายฉินหมิงเลยขอตัวกลับก่อนเวลา เพราะได้ของฟรีจากโรงฝึกมาเยอะแล้ว เห็นผู้ช่วยเจิ้งดูเพลียๆ ด้วย ขืนอยู่ต่อคงเสียมารยาทแย่
ตกเย็น ศิษย์พี่ใหญ่ที่บึ่งรถมาตลอดทางก็มาถึงจนได้ เจิ้งเหวินเจี๋ยรีบถ่ายทอดข้อมูลที่สังเกตได้ทั้งหมดอย่างละเอียดถี่ยิบ
ไล่ตั้งแต่ข้อสันนิษฐานว่าบ้านน่าจะอยู่ใกล้ๆ เพราะตอนเที่ยงใช้เวลาไปกลับแป๊บเดียว, มั่นใจว่าชอบแอร์ที่นี่มาก เพราะเจิ้งเหวินเจี๋ยหูดีได้ยินเสียงอุทานของฉินหมิง, ไปจนถึงช็อตโชว์เทพเรียนรู้คุณลักษณะพิเศษได้ในครั้งเดียว ที่บอกเลยว่าคนปกติเขาไม่ทำกัน...
สรุปคือ ไม่ว่าจะมีสาระหรือไม่มีสาระ เขาก็รายงานหมดเปลือก พอรายงานจบ ศิษย์พี่ใหญ่ผู้แสนดีก็บอกให้เขาไปพักผ่อน พร้อมเอ่ยปากขอบใจที่วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน
ดึกสงัด หลังจากเจ้าสำนักเจิ้งจัดแจงที่พักให้เพื่อนซี้เรียบร้อยแล้ว ก็แอบย่องออกมานัดพบกับศิษย์เอกและกบวารีผลึกใส เพื่อวางแผนรับมือสำหรับวันพรุ่งนี้...