- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกยุทธ์ขั้นสูง แท้จริงแล้วข้าคือผู้ฝึกตนมาร
- บทที่ 96 สถานการณ์ล่าสุดของอวิ๋นหยาง
บทที่ 96 สถานการณ์ล่าสุดของอวิ๋นหยาง
บทที่ 96 สถานการณ์ล่าสุดของอวิ๋นหยาง
บทที่ 96 สถานการณ์ล่าสุดของอวิ๋นหยาง
นอกเมืองเจียง
การต่อสู้ของอสูรระดับเหนือสามัญสองตัวได้รบกวนเฉินหยางเข้า
เขาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง อสูรทั้งสองตัวนี้น่าจะอยู่ในระดับขั้นสร้างรากฐาน และมีพละกำลังที่แข็งแกร่งมาก
"น้องสาม พวกเรานั่งบนภูดูเสือกัดกันดีกว่า รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตอนท้าย" เฉินเซิ่งกล่าวอย่างกระหยิ่ม
"ระวังหน่อย ผลประโยชน์นี้อย่าเก็บสุ่มสี่สุ่มห้า นี่คือในป่าลึก คนที่จ้องจะชุบมือเปิบไม่ได้มีแค่พวกเรา" เฉินหยางส่ายหน้า ในป่าลึกเขามักจะระมัดระวังตัวเสมอ เช่นเดียวกับตอนที่สังเกตการณ์ปีศาจต้นไม้นั่น หากเขารู้สึกถึงความผิดปกติเพียงนิด เขาจะถอยทันที
การต่อสู้ของอสูรตรงหน้าดูเหมือนจะเปิดโอกาสให้เขา แต่ใครจะรับประกันได้ว่ากลิ่นคาวเลือดจะไม่ดึงดูดอสูรตัวอื่นมาเพิ่ม?
"น้องสาม ถ้าได้เลือดและวิญญาณของอสูรเหนือสามัญสองตัวนี้มา ต่อให้เป็นเฉินเจี๋ย เจ้าก็สามารถปั้นนางให้ถึงขั้นสร้างรากฐานได้เลยนะ"
"ไม่รีบร้อน ไว้ค่อยว่ากัน" เฉินหยางยังคงยืนกรานท่าทีระมัดระวัง
ครู่ต่อมา ผีทหารที่เขาส่งออกไปลาดตระเวนรายงานว่า มีอสูรตนอื่นกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้จริงๆ และพวกเขายังพบมนุษย์คนหนึ่งที่มีฝีมือไม่เลว ดูเหมือนจะเป็นคนวางแผนล่อให้อสูรสองตัวนี้ปะทะกัน
เฉินหยางไม่รอช้า สั่งให้ผีทหารสะกดรอยตามมนุษย์ผู้นั้นไปทันที
เขาแอบตามไปจนถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อพวกของหยางวู่ออกไปได้ครู่หนึ่ง ผีทหารก็ช่วยกันยกหินยักษ์ออก เฉินหยางจึงเดินเข้าไปในถ้ำ
"ดูท่าที่นี่จะเป็นจุดพักแรมของพวกเขา"
"น้องสาม ตรงนี้มีหลุมศพอยู่ และข้าจับวิญญาณมาได้ดวงหนึ่ง เจ้านี่มีความยึดติดรุนแรงมาก แข็งแกร่งกว่าวิญญาณทั่วไปเยอะเลย" เฉินหยางและเฉินเซิ่งแยกกันสำรวจจนพบสิ่งที่ต้องการ
เฉินหยางไม่พูดพร่ำทำเพลง กระชากวิญญาณนั้นเข้าสู่ธงจักรพรรดิ์มนุษย์ ขัดเกลาในทันทีเพื่อความรวดเร็วในการสอบถาม
หลังจากถูกขัดเกลาแล้ว วิญญาณดวงนั้นก็ว่าง่าย ถามอะไรก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา
จากการสอบถาม เฉินหยางได้ความว่าชายผู้นี้ชื่อหยางปิง เป็นชาวเมืองอวิ๋นหยาง อายุยี่สิบแปดปี เป็นนักยุทธ์ระดับ 'อันจิ้น' สมาชิกของหน่วยนักล่า โดยมีหยางวู่พี่ชายของเขาเป็นหัวหน้าหน่วย
"ระดับอันจิ้นรึ? มันคือขั้นไหนกัน" เฉินเซิ่งถามอย่างสงสัย เพราะคุ้นเคยแต่ระบบ 9 ระดับของเมืองเจียง
"วิถียุทธ์แต่ละที่ถูกสร้างขึ้นต่างกัน เมืองอวิ๋นหยางกับเมืองเจียงห่างกันไกล ย่อมมีระบบของตัวเอง ลองฟังเขาอธิบายดู"
"วิถียุทธ์ของอวิ๋นหยางตอนนี้แบ่งเป็นสี่ขอบเขตขอรับ คือ หมิงจิ้น, อันจิ้น, ฮว่าจิ้น และเซียนเทียน ซึ่งระดับเซียนเทียนก็คือที่พวกท่านเรียกว่าเหนือสามัญขอรับ" หยางปิงอธิบายพร้อมเล่าถึงต้นกำเนิดวิถียุทธ์ของเมืองอวิ๋นหยางที่ถูกก่อตั้งโดยเหล่านักพรตจากตำหนักซ่างชิง ดังนั้นวิชาของที่นี่จึงแฝงด้วยกลิ่นอายของเต๋า
"นักพรตคนเดียวเก่งกาจขนาดนี้เชียวรึ?" เฉินเซิ่งตะลึง เพราะในเมืองเจียงพวกพระหรือนักพรตแทบจะกลายเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว
"เขาบอกว่าตำหนักซ่างชิงมีประวัติศาสตร์ยาวนานเจ็ดแปดร้อยปี บางทีพวกเขาอาจจะมีของดีสืบทอดมาจริงๆ นักพรตที่ชื่อชิวหยางคนนี้ไม่ธรรมดาเลย เขาถึงระดับเหนือสามัญมาตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว" เฉินหยางวิเคราะห์
"น้องสาม ถ้าเขามีตำราฝึกตนของสายเต๋าจริง บางทีเขาอาจจะก้าวไปถึงขอบเขตที่สูงกว่านั้นก็ได้ ระดับเซียนเทียนอาจไม่ใช่จุดสูงสุดของเขา"
"ใช่ เจ้านี่ร้ายกาจจริงๆ"
"น้องสาม พวกตระกูลสวีก็มุ่งหน้าไปที่เมืองอวิ๋นหยาง สวีเหวินเทียนคงเคยติดต่อกับชิวหยางมาก่อน ถ้าพวกเราจะตามล่าตระกูลสวี จะไม่เกิดเรื่องบาดหมางกับชิวหยางรึ?"
"เรื่องนั้นข้าคิดไว้แล้ว ไม่ต้องห่วง ตอนนี้พวกเราอยู่ในที่มืด พวกเขาอยู่ในที่แจ้ง สถานการณ์ยังเป็นใจให้เรา ศึกษาสถานการณ์ให้ดีก่อนค่อยลงมือ" เฉินหยางพยักหน้า
หยางปิงรู้เส้นทางกลับเมืองอวิ๋นหยาง ซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียงสามวัน แต่ตอนนี้เฉินหยางไม่รีบร้อน เขาต้องการเค้นข้อมูลจากหยางปิงเพื่อทำความเข้าใจตื้นลึกหนาบางของเมืองอวิ๋นหยางให้ชัดเจนเสียก่อน
......
เมืองอวิ๋นหยาง
ตำหนักซ่างชิงได้มอบโรงแรมร้างแห่งหนึ่งให้ตระกูลสวีใช้เป็นที่พัก ภายในมีห้องพักกว่าเจ็ดสิบห้อง เพียงพอสำหรับคนในตระกูลสวีทุกคน
เมื่อยามค่ำคืนมาถึง คนตระกูลสวีกลับมาจากที่ต่างๆ สวีเหวินอวี้เรียกแกนนำมาประชุมทันที
"ทุกคน ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง"
"ปู่สาม ข้าสบายดีขอรับ"
"ท่านอาสาม พวกเราก็เรียบร้อยดีขอรับ ชาวเมืองอวิ๋นหยางค่อนข้างสุภาพ ไม่ได้สร้างความลำบากให้พวกเรา"
"งานทางด้านของข้าก็ราบรื่นดีขอรับ"
แต่ละคนรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของตน หลังจากมาถึงเมืองอวิ๋นหยางได้หนึ่งสัปดาห์ สวีเหวินอวี้ก็ได้บรรลุข้อตกลงกับชิวหยาง และพวกเขาก็พยายามปรับตัวให้เข้ากับเมืองแห่งนี้อย่างเต็มที่
"ดูเหมือนทุกคนจะปรับตัวได้ดี ข้าก็เบาใจ เช่นนั้นตอนนี้พวกเรามาคุยเรื่องอนาคตของตระกูลสวีกัน"
"ท่านอาสาม ท่านตั้งใจจะทำอย่างไรขอรับ"
"ฟังให้ดี สวีกุ้ย เจ้าเป็นคนพูด"
"ขอรับปู่สาม พี่น้องทุกท่าน พวกเรามาถึงอวิ๋นหยางได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว และกำลังเริ่มปรับตัว แต่จงอย่าลืมว่ายุคสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนในอดีตอีกต่อไป"
"ตระกูลสวีของเราหากต้องการจะอยู่รอด อยู่ให้สุขสบาย หรือแม้แต่จะก้าวหน้าขึ้นไป พวกเราต้องมีแผนการและเป้าหมายที่ชัดเจน จะใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ได้ โลกความจริงไม่ยอมให้พวกเราทำตัวไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว"
"สวีกุ้ยพูดได้ดี ทุกคนฟังไว้ ตระกูลสวีต้องสามัคคีกันยิ่งกว่าเดิม อย่าคิดว่ามาอยู่อวิ๋นหยางแล้วจะสงบสุขไปตลอดกาล อสูรปีศาจยังเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่ง และภัยอันดับสองก็คือมนุษย์ด้วยกันเองนั่นแหละ สวีกุ้ย พูดต่อสิ" สวีเหวินอวี้กล่าวสนับสนุนหลานชาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าคำพูดหลังจากนี้คิอมติของระดับสูง
"ในตอนนี้ ตระกูลสวีในอวิ๋นหยางจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกคือวิศวกรและหมอรวมยี่สิบหกคน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ จะเข้าสู่ระบบราชการของอวิ๋นหยาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เมืองนี้ต้องการจากเรามากที่สุด"
"ส่วนที่สอง นำโดยท่านปู่สวีเหวินอวี้ จะเริ่มหาลู่ทางทำธุรกิจ ความร่ำรวยจะเกิดได้ต้องมีธุรการ ทรัพยากรที่พวกเราติดตัวมามีจำกัด วันหนึ่งย่อมต้องหมดไป หากตระกูลสวีต้องการก้าวต่อ ต้องมีเงินทองเพื่อสนับสนุนลูกหลานในการฝึกยุทธ์"
"ส่วนที่สาม ข้าจะเป็นคนนำทีม จัดตั้งหน่วยนักล่าขึ้นมา ข้าได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยนักล่าท้องถิ่นแล้ว และรู้ระบบการทำงานของพวกเขา ต่อไปพวกเราจะออกไปล่าอสูร ซึ่งเป็นวิธีหาทรัพยากรที่รวดเร็วที่สุดในอวิ๋นหยาง"
"ส่วนสุดท้าย คือคนเจ็บและผู้หญิงส่วนน้อย จะรับผิดชอบงานหลังบ้าน ดูแลเรื่องอาหารการกินและเสบียงให้แก่พวกเราทุกคน..."
สวีกุ้ยกล่าวอย่างฉะฉาน เพียงเวลาหนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่หลายคนยังไม่หายตกใจจากการหนีตาย แต่เขากลับวางรากฐานไว้มากมาย เพียงเท่านี้ความสามารถของเขาก็ได้รับการยอมรับจากคนในตระกูลแล้ว
"สวีกุ้ย พูดถึงเป้าหมายต่อไปของตระกูลเราสิ"
"ขอรับ เป้าหมายของตระกูลสวีเราคือสิ่งที่ท่านปู่สวีเหวินเทียนยังทำไม่สำเร็จ พวกเราจะเป็นตระกูลที่สืบทอดไปชั่วนิรันดร์และแข็งแกร่งหาใครเปรียบ นั่นคือเป้าหมายสูงสุด"
"ส่วนเป้าหมายเฉพาะหน้า คือการตั้งหลักในอวิ๋นหยางให้มั่นคง คนที่ไปทำงานราชการจงตั้งใจทำงาน แสดงความสามารถออกมาให้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเสร็จนาฆ่าโคถึก ยิ่งพวกเจ้าเก่งเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งขาดเราไม่ได้..."
"เป้าหมายระยะกลางคือการพัฒนา พลังโดยรวมของตระกูลต้องเพิ่มขึ้น ระดับการบำเพ็ญเพียรต้องสูงขึ้น และจำนวนประชากรต้องมากขึ้นด้วย"
"เมื่อพวกเราบรรลุเป้าหมายระยะแรกแล้ว พวกเราต้องแต่งงานมีลูกในอวิ๋นหยาง เพื่อขยายสายเลือดตระกูลสวี ลูกหลานเราไม่ใช่ทุกคนที่เป็นอัจฉริยะ ดังนั้นเราต้องการจำนวนประชากรที่มากพอ"
"อย่ามาพูดเรื่องครอบครัวเก่าในเมืองเจียงให้ข้าได้ยิน ทุกอย่างนั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว มีเพียงการแต่งงานสร้างครอบครัวที่นี่เท่านั้น เมืองอวิ๋นหยางถึงจะยอมลดความหวาดระแวงที่มีต่อเราลง..."
สวีกุ้ยกล่าวต่อ ตอนนี้ตระกูลสวีมีเพียงร้อยกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ที่มีฝีมือยุทธ์สูง
เมืองอวิ๋นหยางย่อมต้องระแวงเป็นธรรมดา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องแต่งงานมีครอบครัว เพราะลูกเมียจะเป็น 'จุดอ่อน' ที่ทำให้ทางการอวิ๋นหยางวางใจว่าพวกเขาจะไม่คิดคด
"คำพูดของสวีกุ้ยพวกเจ้าได้ยินกันครบทุกคนแล้วนะ นี่คือสิ่งที่พวกข้าเหล่าคนแก่เห็นพ้องต้องกัน ลูกหลานตระกูลสวีต้องปฏิบัติตาม แน่นอนว่าใครไม่สมัครใจ ข้าอนุญาตให้แยกตัวออกไปได้ ข้าจะไม่ขัดขวางเลย"
สวีเหวินอวี้กล่าวปิดท้าย แม้เขาจะมั่นใจว่าไม่มีใครกล้าจากไปก็ตาม
ในโลกยุคนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าการลุยเดี่ยวนั้นลำบากเพียงใด ตระกูลที่สามัคคีกันต่างหากคือทีมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการอยู่รอดและการพัฒนา ซึ่งเหนือกว่าตัวคนเดียวอย่างเทียบไม่ได้