เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 63 สงครามเริ่มต้นขึ้นแล้ว

บทที่ 63 สงครามเริ่มต้นขึ้นแล้ว

บทที่ 63 สงครามเริ่มต้นขึ้นแล้ว


บทที่ 63 สงครามเริ่มต้นขึ้นแล้ว

นอกเมืองเจียง ทางทิศเหนือ

เมืองเจียงได้นำน้ำมันเบนซินที่ล้ำค่าออกมาใช้งาน รถทหารจำนวนมากแล่นเข้าสู่ฐานทัพรุกคืบ พร้อมด้วยกองทัพที่จัดแถวอย่างเป็นระเบียบ

ด้วยคำสั่งเดียวจากผู้บัญชาการสูงสุด กองทัพนับแสนของเมืองเจียงก็เริ่มเคลื่อนไหว

ตูม! ตูม! ตูม!

ผ่านไปอีกไม่กี่วัน กองทัพแนวหน้าได้รับคำสั่งจากกองบัญชาการให้เริ่มโจมตี

หลังจากการลาดตระเวนด้วยโดรน กองพันปืนใหญ่หนักเริ่มระดมยิงเข้าใส่จุดที่อสูรปีศาจรวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง

อาวุธร้อนยังคงมีอานุภาพทำลายล้างอสูรได้ดีมาก ในช่วงเริ่มต้นของพลังปราณฟื้นฟู มนุษย์ก็อาศัยอาวุธร้อนนี่แหละที่ทำลายล้างอสูรไปได้จำนวนมากจนสามารถตั้งหลักในเมืองเจียงได้

หลังจากการถล่มด้วยปืนใหญ่ กองทัพนักยุทธ์ที่ติดอาวุธครบมือก็ปรากฏตัวขึ้น โดยมีนักยุทธ์ระดับ 4 ขึ้นไปจัดตั้งเป็นหน่วยกล้าตาย รุกคืบเข้าสู่สนามรบก่อนเพื่อกวาดล้างอสูรที่หลงเหลืออยู่

จากนั้นกองทัพนักยุทธ์ทั่วไปจึงตามเข้าไปเพื่อทำความสะอาดสนามรบในขั้นสุดท้าย และกำจัดพวกที่รอดหูรอดตาไปได้

กลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็มีข้อเสีย เช่น หากกระสุนปืนใหญ่ไม่เพียงพอ ก็อาจจะไม่สามารถฆ่าหรือทำร้ายอสูรได้อย่างหนักหน่วง แต่กลับจะไปกระตุ้นความดุร้ายของพวกมันขึ้นมาแทน

นอกจากนี้ อาวุธร้อนยังไร้ผลกับศัตรูบางประเภท โดยเฉพาะพวกปีศาจบางจำพวกที่คนทั่วไปไม่สามารถทำอันตรายทางกายภาพได้ มีเพียงกังขี่ของนักยุทธ์เท่านั้นที่สามารถทำร้ายพวกมันได้

"หน่วยวิศวกรต้องตามให้ทัน ต้องสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งในแนวรอกราดล้างอสูรพวกนั้นให้หมด"

ในห้องบัญชาการ ผู้บัญชาการสูงสุดมองดูแผนที่เบื้องหน้า พวกเขาต้องการรุกคืบแนวรบ จึงจำเป็นต้องมีป้อมปราการที่มั่นคง เพื่อใช้ประโยชน์จากอาวุธร้อนให้ถึงที่สุด ไม่อย่างนั้นลำพังแค่กองทัพไม่กี่แสนนายย่อมไม่เพียงพอ

"ท่านพ่อ ดูเหมือนว่าตอนนี้การบุกของเราจะเป็นไปอย่างราบรื่นมากขอรับ รังอสูรปีศาจหลายแห่งที่ทีมสำรวจระบุไว้ถูกตีแตกหมดแล้ว"

ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาสวีเหวินเทียน เขาคือสวีจิ้น ลูกชายของสวีเหวินเทียน เป็นนักยุทธ์ระดับ 7 ปัจจุบันเป็นผู้บัญชาการกองพลที่เก่งกล้าที่สุดของเมืองเจียง

"พวกอสูรไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือพวกจอมมาร เมื่อไม่นานมานี้ จางเจิ้นสงจากมหาวิทยาลัยยุทธ์รายงานเรื่องจอมมารมาอีกราย อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากแนวหน้ากว่าสามร้อยกิโลเมตร แต่มันมีอิทธิพลกว้างขวางมาก ยังไม่มีใครรู้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่"

"ท่านพ่อ ข้าอ่านรายงานแล้ว มันสามารถปล่อยสปอร์ควบคุมสิ่งมีชีวิตได้ จอมมารตัวนี้น่าจะเป็นอสูรประเภทพืชขอรับ แค่ระเบิดเพลิงสามสี่ลูกก็จัดการได้แล้ว"

"อย่าประมาทพวกจอมมารเชียวล่ะ เดี๋ยวจะเสียใจภายหลัง"

"ขอรับท่านพ่อ" สวีจิ้นไม่ได้โต้แย้ง สวีเหวินเทียนว่าอย่างไรเขาก็ว่าตามนั้น

"สวีจิ้น เจ้าจงพากองพลของเจ้าไปยังเขต 7 ที่นั่นมีราชพยัคฆ์ระดับ 7 อยู่ เจ้าจงไปล่ามันซะ เจ้าจำเป็นต้องมีผลงานการรบ"

สวีเหวินเทียนคิดครู่หนึ่งแล้วบอกกับสวีจิ้น สวีจิ้นเป็นลูกชายคนเล็กของเขา ลูกชายคนโตหลายคนก่อนหน้านี้ไม่ได้เรื่อง มีเพียงลูกคนเล็กที่เขาชอบที่สุดและทุ่มเทสั่งสอนมากที่สุด เพื่อที่จะให้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาในอนาคต

ก่อนหน้านี้สวีจิ้นเลื่อนตำแหน่งเร็วเกินไปจนมีคนนินทา ตอนนี้สวีเหวินเทียนจึงต้องการมอบผลงานการรบให้เขา เพื่อให้คนเหล่านั้นหุบปาก

ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังยุคพลังปราณฟื้นฟู หากต้องการให้คนยอมรับ ผลงานการรบคือสิ่งจำเป็น สวีเหวินเทียนสามารถโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางยอดฝีมือมากมายจนครองเมืองเจียงได้ ก็เพราะเขาเคยออกรบแนวหน้าและสร้างผลงานไว้มากมายเช่นกัน

......

เมืองเจียง ห้องพยาบาล

เฉินหยางยังคงมาหาจ้าวอวี้จาง เพราะทั้งสองไม่ได้แตกหักกัน แต่กลับกลายเป็นพันธมิตรกันแทน

"หมอจ้าว เมืองเจียงเริ่มทำสงครามแล้ว ทำไมท่านยังไม่ตามกองทัพไปอีกล่ะขอรับ"

เฉินหยางถาม เมื่อหลายวันก่อนบนถนนข้างมหาวิทยาลัยยุทธ์มีรถทหารจำนวนมากวิ่งผ่านไปมา แม้แต่รถถังและรถหุ้มเกราะก็ยังมีให้เห็น นักศึกษาหลายคนป่ายปีนกำแพงดูจนรู้ว่าสงครามเริ่มขึ้นแล้ว

ทางการได้ประกาศแผนการและความคืบหน้าออกมาบ้างแล้ว ทำให้รู้ว่าสงครามแบ่งเป็นสามระยะ ตอนนี้เป็นเพียงระยะแรกเท่านั้น สงครามทั้งหมดคาดว่าจะใช้เวลาถึงครึ่งปี

"อาจารย์และบุคลากรจะออกเดินทางหลังจากพวกเจ้าปิดภาคเรียน รายชื่อถูกกำหนดไว้แล้ว"

"เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะปิดภาคเรียนแล้ว หมอจ้าวฝึกวิชาลับคล่องหรือยังขอรับ อย่าถึงเวลาแล้วใช้ไม่ได้แล้วมาโทษว่าวิชาของข้าไม่ดีนะ"

"วางใจเถอะ ข้าคงไม่มีโอกาสกลับมาต่อว่าเจ้าหรอก" จ้าวอวี้จางส่ายหน้า หากไม่สำเร็จก็ตายในสนามรบ เขาจะมีโอกาสมาบ่นได้อย่างไร

"ฮ่าๆ งั้นก็ดีขอรับ แต่ข้าก็ยังหวังว่าหมอจ้าวจะรอดชีวิตกลับมานะ"

"ทำไม ไม่อยากให้ข้าตายงั้นรึ?"

"แน่นอนขอรับ หมอจ้าวมีความสามารถแข็งแกร่งขนาดนี้ ตายไปก็น่าเสียดายแย่"

เฉินหยางกล่าว เขาหวังให้จ้าวอวี้จางรอดกลับมาจริงๆ

เฉินหยางพิจารณาดูแล้ว หากผู้บัญชาการสูงสุดสวีเหวินเทียนถูกลอบสังหาร ตระกูลสวีต้องถูกล้างบางแน่นอน และกลุ่มสายวิชาการของฟางโป๋ชิงก็น่าจะได้ขึ้นสู่อำนาจแทน

เพราะฟางโป๋ชิงมีการสนับสนุนจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยยุทธ์ซึ่งเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น และนักศึกษาที่เรียนจบไปก็เป็นยอดฝีมืออีกจำนวนมาก โอกาสที่จะได้ขึ้นครองอำนาจจึงมีสูงมาก

และหากฟางโป๋ชิงขึ้นครองอำนาจ จางเจิ้นสงย่อมต้องกลายเป็นผู้มีอิทธิพลแน่นอน เฉินหยางในฐานะลูกศิษย์ของจางเจิ้นสง ต่อไปแม้จะไม่ถึงขั้นรุ่งโรจน์สุดขีด แต่อย่างน้อยก็ต้องดีกว่าตอนนี้มาก และหากมีเพื่อนเป็นยอดฝีมือเพิ่มขึ้นอีกสักสองสามคน ชีวิตของเขาก็คงจะง่ายขึ้น

"ตกลง ข้าจะพยายามรอดกลับมาให้ได้ คำตอบนี้พอใจหรือยัง?"

"พอใจขอรับ พอใจมากเลย"

"พอใจแล้วก็ไปซะ ข้ามีคนไข้รออยู่ คนต่อไป!"

จ้าวอวี้จางออกปากไล่ เฉินหยางก็ไม่พูดมาก รับยาแล้วเดินจากไป

เมื่อกลับถึงหอพัก พวกเกาชวนรอเฉินหยางอยู่แล้ว ช่วงนี้พวกเขามาหาเฉินหยางทุกวันเพื่อคุยเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเป็นงานอดิเรกของพวกผู้ชาย

"อาหยาง เจ้าไปห้องพยาบาลมาอีกแล้วรึ?"

"อืม ก็บาดเจ็บนี่นา"

"ยาที่ห้องพยาบาลไม่ค่อยดีหรอก เดี๋ยวไว้ให้สวีกุ้ยหามาให้เจ้าดีกว่า เขามีของดีๆ เยอะ"

"คราวหน้าข้ากลับบ้านจะหยิบติดมือมาให้เจ้านะ" สวีกุ้ยพยักหน้า ยาที่บ้านเขาเงินก็ซื้อไม่ได้ เพราะเป็นของเกรดพิเศษทั้งนั้น

"ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องใช้ยาก็หายเองได้เร็ว ว่าแต่พวกเจ้าคุยกันถึงไหนแล้ว"

"คุยเรื่องการบุกข้างนอกน่ะ วันนี้เป็นวันที่เจ็ดแล้ว ดูเหมือนสถานการณ์จะดีมากเลยนะ คนที่บ้านข้าเห็นรถขนศพอสูรกลับมาเป็นคันๆ เลย"

"ศพอสูรพวกนี้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาเม็ดเป่ยหยวน ถ้าสงครามราบรื่น ครึ่งปีหลังราคาคงจะถูกลงมาก"

"เสียดายที่ไม่มีตลาดหุ้น ไม่อย่างนั้นคงได้เก็งกำไรกันมันมือแน่"

"อย่าเลย ตลาดหุ้นมันมีไว้หลอกคนจนอย่างพวกเรา"

"ใช่ ข้าเคยอ่านประวัติศาสตร์มา อย่ามาหลอกข้าเลย คนสมัยก่อนด่าตลาดหุ้นกันยับเลยนะ"

ทุกคนต่างก็ไม่สนใจเรื่องตลาดหุ้น แม้เมืองเจียงจะไม่มีแล้ว แต่คนในยุคพลังปราณฟื้นฟูยุคแรกที่ยังมีชีวิตอยู่มักจะก่นด่าเรื่องนี้ให้ฟังเสมอ

"อาหยาง อีกครึ่งเดือนก็จะปิดภาคฤดูร้อนแล้ว ถึงจะมีเวลาแค่ครึ่งเดือน เจ้าเตรียมตัวจะผ่านมันไปอย่างไร"

"ปิดเทอมรึ? คนไร้ประโยชน์เท่านั้นที่ต้องการวันหยุด อัจฉริยะที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องมีวันหยุดหรอก"

"เชี่ย ทำมาเป็นขิงพวกข้านะ"

"นั่นสิ นี่เป็นวันหยุดสุดท้ายในชีวิตแล้วนะ"

"ใช่ พอปิดเทอมครั้งนี้จบไป ชาตินี้ไม่รู้จะมีวันหยุดอีกเมื่อไหร่ ข้าไม่อยากพลาดหรอก"

"ครึ่งปีหลังต้องออกสนามรบแล้ว ข้าไม่อยากเสียวันหยุดสุดท้ายนี้ไปจริงๆ"

เฉินหยางที่บอกว่าไม่ต้องการวันหยุดโดนรุมประณามทันที เขาไม่ต้องการ แต่คนอื่นน่ะต้องการ

"อาหยาง ข้าจะบอกให้นะ ข้าได้ข่าวมาว่าพอเปิดเทอมกลับมา โรงเรียนจะจัดฝึกทหารล่วงหน้าให้พวกเราเป็นเวลาสองเดือน เพื่อให้คุ้นเคยกับชีวิตในกองทัพ จะได้ไม่เป็นไก่ตาแตะเวลาออกสนามรบจริงๆ เขาจะส่งพวกเราออกรบจริงๆ นะ"

"อืม ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน ดังนั้นวันหยุดนี้ข้าตั้งใจจะสละโสดให้ได้"

"อ้าว เกาชวน เจ้าไม่เอาอนาคตแล้วรึ?"

"ไม่เอาแล้ว คิดตกแล้ว จะปล่อยตัวปล่อยใจแล้วล่ะ ยังไงที่บ้านข้าก็ไม่ขาดเงิน ไม่จำเป็นต้องหาการงานดีๆ มาเลี้ยงชีพ ข้าตัดสินใจแล้วว่าเรียนจบจะกลับไปเกาะพ่อเกาะแม่กิน"

"แล้วสมบัติที่บ้านล่ะ ถ้าไม่มีฝีมือคงโดนคนอื่นแย่งไปหมด"

"กลัวอะไร พ่อแม่ข้ายยังหนุ่มยังแน่น อย่างมากก็ให้พวกท่านมีน้องให้ข้าอีกสักคน ให้อนาคตของตระกูลฝากไว้ที่เขาก็ได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ข้าก็แค่มีลูกเยอะๆ แล้วฝากความหวังไว้ที่รุ่นต่อไปแทน"

เกาชวนกล่าวอย่างไม่ยี่หระ ที่บ้านมีเงินมหาศาลขนาดนี้เขาจะพยายามไปทำไม อย่างมากก็ให้พ่อแม่ปั้นไอดีใหม่ หรือไม่เขาก็ปั้นไอดีเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมา เน้นผ่อนคลายตัวเองและโยนภาระให้คนอื่น

จบบทที่ บทที่ 63 สงครามเริ่มต้นขึ้นแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว