- หน้าแรก
- เส้นทางสู่เจ้าพ่อธุรกิจรถยนต์ เริ่มต้นที่การแต่งงานกับราชินีเมืองลับแล
- บทที่ 12 สร้างชื่อต้องรีบทำ
บทที่ 12 สร้างชื่อต้องรีบทำ
บทที่ 12 สร้างชื่อต้องรีบทำ
หลังจากมอบหมายงานให้เฉินเฉินซิงแล้ว เจียงฮุยก็เริ่มวางแผนสำหรับงานหลังจบการอบรม
ส่วนเรื่องกลับมาถ่ายทอดความรู้ให้คนในแผนกเทคโนโลยี เจียงฮุยไม่ได้กังวลเลยสักนิด เพราะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
ทว่า ตามที่เหลียวเฉิงเหวินบอก ฝ่ายเทคนิคจะจัดตั้งทีมตรวจสอบไปเยี่ยมโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อตรวจสอบระบบการพัฒนาและการบริหารคุณภาพ
ในฐานะตัวแทนจากแผนกเทคโนโลยี เจียงฮุยต้องมีส่วนร่วมในฐานะผู้ตรวจสอบอย่างแน่นอน
จะใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองอย่างไร เป็นเรื่องที่มีความหมายมาก
สร้างชื่อต้องรีบทำ!
โดยเฉพาะเมื่อเจียงฮุยรู้ตัวดีว่าอนาคตเขาต้องออกไปลุยเดี่ยว การไต่เต้าให้ถึงตำแหน่งสูงพอก่อนลาออกจึงสำคัญมาก
ถ้าเป็นแค่ช่างเทคนิคต๊อกต๋อยจากแผนกเทคโนโลยีลาออกไปทำรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ขาย คนคงหัวเราะเยาะ
แต่ถ้าเป็นหัวหน้าวิศวกร รองผู้อำนวยการโรงงาน หรือแม้แต่ผู้อำนวยการโรงงานผลิตรถยนต์แห่งเมืองหลวงลาออกไปทำธุรกิจ มันคนละเรื่องกันเลย
เผลอๆ อาจกลายเป็นกรณีตัวอย่างของปักกิ่งและได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษด้วยซ้ำ
เพราะในอนาคตจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่หน่วยงานรัฐสนับสนุนให้ข้าราชการออกไปทำธุรกิจ
ถึงตอนนั้น ใบอนุญาตผลิตรถยนต์ที่ทำเอาผู้ประกอบการเอกชนหลายรายปวดหัว ก็อาจแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น
อย่างน้อยที่สุด ถ้าคุณมีชื่อเสียง การดึงดูดเงินลงทุนก็จะง่ายขึ้นมาก
ดังนั้น การเร่งสร้างชื่อเสียงและเลื่อนตำแหน่งในโรงงานผลิตรถยนต์แห่งเมืองหลวงให้เร็วที่สุดจึงมีความหมายต่อเจียงฮุยมาก
แม้หัวหน้าแผนกเทคโนโลยีจะเป็นลูกศิษย์ของพ่อตา และดูเหมือนเจียงฮุยจะมีเส้นสายอยู่บ้าง...
...แต่เส้นสายพวกนี้คงดันเจียงฮุยไปได้ไกลสุดแค่ตำแหน่งหัวหน้าแผนกเทคโนโลยีเท่านั้น สูงกว่านั้นพ่อตาคงช่วยอะไรไม่ได้มาก
"อาจารย์ ผมยืมหนังสือมาครบแล้วครับ"
เฉินเฉินซิงเป็นคนหัวไว จากการพูดคุยเมื่อเช้า เขาจับได้ว่าเจียงฮุยยินดีสอนซ่อมรถให้ พอกลับมาพร้อมหนังสือ เขาเลยเปลี่ยนสรรพนามจาก "วิศวกรเจียง" เป็น "อาจารย์" ทันที
"คุณเข้างานก่อนผมอีก ลืมเรื่อง 'อาจารย์' ไปเถอะ เรียกวิศวกรเจียงเหมือนเดิมดีกว่า"
เจียงฮุยเงยหน้ามองเฉินเฉินซิง เขาไม่ได้กะจะรับลูกศิษย์เร็วขนาดนี้
การสอนงานกับการรับเป็นลูกศิษย์เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
ในยุคหลัง คนอาจไม่ค่อยอินกับคำว่าลูกศิษย์อาจารย์
แต่ในยุคนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์นั้นลึกซึ้งมาก
เรียกได้ว่ารองจากความสัมพันธ์พ่อลูกแค่นิดเดียว
ตลอดเช้า เจียงฮุยนั่งคิดที่โต๊ะทำงานว่าจะสร้างชื่อให้ตัวเองยังไง
เขาไม่คิดหรอกว่าแค่เพราะย้อนเวลามาแล้วจะทำให้ทุกคนยอมสยบแทบเท้าได้ง่ายๆ มันเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น เพื่อใช้โอกาสในการตรวจสอบโรงงานสร้างชื่อเสียง เขาต้องหาจุดเข้าทำที่ดี
เรื่องพวกนี้ต้องเตรียมการล่วงหน้าโดยดูจากสถานการณ์ของโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนแต่ละแห่ง
เห็นเฉินเฉินซิงกลับมาพร้อมหนังสือและใกล้เที่ยงแล้ว เขาเลยลุกขึ้นหยิบกล่องข้าวอลูมิเนียมเตรียมไปโรงอาหาร
"ครับอาจารย์"
"งั้นผมจะลองอ่านเองก่อน ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนค่อยถามอาจารย์นะครับ!"
"วันนี้อากาศร้อน เดินไปโรงอาหารเหงื่อคงออก ให้ผมไปซื้อข้าวมาให้ไหมครับ?"
เฉินเฉินซิงเห็นเจียงฮุยเตรียมไปกินข้าว ก็รีบประจบเอาใจทันที
ในคัมภีร์ กวานจื่อ บท "หน้าที่ศิษย์" กล่าวว่า "เมื่ออาจารย์จะรับประทานอาหาร ศิษย์ต้องจัดเตรียม จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ล้างมือบ้วนปาก นั่งคุกเข่าเสิร์ฟอาหาร เมื่ออาจารย์สั่งถึงจะกินได้"
แม้เฉินเฉินซิงจะไม่เคยอ่านเล่มนี้ แต่เขาเห็นธรรมเนียมศิษย์อาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้วิธีวางตัว
พ่อเขาเป็นเชฟ เขาเห็นฉากแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนตอนพ่อรับลูกศิษย์
"ไม่ต้องหรอก วันนี้ยังไม่ได้ออกกำลังกายเลย เดินหน่อยก็ดี!"
เฉินเฉินซิงอายุมากกว่าและเข้าทำงานก่อน จะให้ไปซื้อข้าวให้มันดูไม่เหมาะ
แม้จะถูกปฏิเสธ เฉินเฉินซิงก็ไม่ถือสา รีบหยิบกล่องข้าวจากลิ้นชักเดินตามเจียงฮุยไปโรงอาหารต้อยๆ
เหมือนที่ผู้หญิงแพ้ลูกตื๊อ ตรรกะของหลายเรื่องก็คล้ายๆ กัน
ในแง่หนึ่ง นี่ก็เป็นวิธีแสดงความจริงใจแบบหนึ่ง
โรงอาหารยังคงคนเยอะเหมือนเคย แม้หมูตุ๋นน้ำแดงจะอร่อย แต่มันเยิ้มเกินไป กินนานๆ ทีพอได้ ขืนกินทุกวันคงเลี่ยนตาย
วันนี้เจียงฮุยเลยไปต่อแถวช่องธรรมดาเหมือนคนอื่น
"หัวหน้าเชฟโรงอาหารเราฝีมือดีนะ เป็นศิษย์สำนักเดียวกับพ่อผมเลย"
"แต่ปกติคนทำอาหารให้ทุกคนกินคือลูกศิษย์ หรือไม่ก็ลูกศิษย์ของลูกศิษย์แกอีกที รสชาติเลยห่างไกลจากคำว่าอร่อยลิบลับ"
ระหว่างรอคิว เฉินเฉินซิงชวนคุยไม่หยุดเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเหงา
"เดี๋ยววันหลังผมให้พ่อทำกับข้าวมาให้ลองชิม จะได้รู้ว่าต่างกับโรงอาหารเราแค่ไหน"
เจียงฮุยไม่ใช่คนพูดน้อย แต่ก็ไม่ใช่คนพูดมาก
ตรงข้ามกับเฉินเฉินซิงที่พูดน้ำไหลไฟดับขณะเดินตามเจียงฮุย
แต่ในระหว่างนั้น เจียงฮุยก็ได้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ในโรงงานผลิตรถยนต์แห่งเมืองหลวง
เขาจึงโต้ตอบกับเฉินเฉินซิงบ้างเป็นครั้งคราว บรรยากาศถือว่าเข้าขาใช้ได้
พอกินเสร็จและกลับมาที่ออฟฟิศ เจียงฮุยนั่งพักที่โต๊ะทำงานสักพัก
ตอนนี้เขาคิดถึงเตียงพับในออฟฟิศชาติที่แล้วขึ้นมาตงิดๆ
จังหวะการทำงานที่โรงงานผลิตรถยนต์แห่งเมืองหลวงไม่ได้เร่งรีบมากนัก อันที่จริงจังหวะงานของโรงงานส่วนใหญ่ในยุคนี้ก็ไม่เร็ว
ทำมากทำน้อยก็ได้เงินเท่าเดิม น้อยคนที่จะทำงานล่วงหน้าหลายๆ วันให้เสร็จในวันเดียว
ทำแบบนั้นหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ!
แถมยังหาเรื่องให้คนอื่นลำบากใจด้วย!
ตลอดช่วงบ่าย เจียงฮุยสังเกตกิจกรรมต่างๆ ในแผนกเทคโนโลยีพลางวางแผนก้าวต่อไป
พอมีอะไรให้คิด เวลาเลยผ่านไปไว
หลังเลิกงาน เขาก็รีบกลับทันทีเหมือนปกติ
วันนี้วันเสาร์ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดวันเดียวในสัปดาห์
เจียงฮุยและภรรยามีนัดไปบ้านพ่อตา
"พ่อโทรมาวันนี้ค่ะ เห็นว่าเราทั้งคู่เริ่มงานอย่างเป็นทางการแล้ว ถือโอกาสฉลองกันหน่อย พ่อชวนไปกินเป็ดปักกิ่งที่ร้านเฉวียนจวี้เต๋อเลย!"
ทันทีที่จอดรถเสร็จ จูหลินก็โผล่มายิ้มหวานให้เจียงฮุย
เธอสวมกระโปรงลายดอกยาวคลุมเข่า ดูอ่อนหวานน่ารัก
ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นด้วยกิ๊บสีชมพู ปล่อยไรผมระแก้มเบาๆ ชวนให้มันเขี้ยวอยากหยิก
"งั้นรีบไปกันเถอะ ไปช้าเดี๋ยวขากลับจะลำบาก"
มีมื้อใหญ่รออยู่ เจียงฮุยย่อมไม่ปฏิเสธ
แม้จะมาอยู่โลกนี้ได้สองปี แต่เขายังไม่เคยไปเหยียบเฉวียนจวี้เต๋อเลยสักครั้ง
มื้อนี้พ่อตาเลี้ยง จะเกรงใจทำไมล่ะ?