- หน้าแรก
- ไออุ่นในคืนหนาวกับสาวน้อยปริศนา
- บทที่ 21 การเลื่อนตำแหน่ง
บทที่ 21 การเลื่อนตำแหน่ง
บทที่ 21 การเลื่อนตำแหน่ง
บทที่ 21 การเลื่อนตำแหน่ง
เจ็ดโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น ไป๋อวี่ตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา
เขบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้า ก่อนจะดีดตัวลงจากเตียงด้วยความตั้งใจว่าจะไปเข้าห้องน้ำ
ทว่าในขณะที่เขาเพิ่งทำธุระส่วนตัวเสร็จอย่างสบายอารมณ์และเริ่มล้างหน้าแปรงฟัน เขาก็ได้ยินเสียงกุกกักดังแว่วมาจากด้านนอก
ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย หรือว่าไป๋อวี่ชิงจะตื่นก่อนเขาเสียแล้ว?
ไป๋อวี่ขยี้ตาที่ยังคงง่วงงุนเดินออกมาที่ห้องนั่งเล่น ก่อนจะพบว่าต้นตอของเสียงนั้นมาจากห้องครัว เมื่อเดินเข้าไปดู ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้เขารู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออก
ในเวลานี้ ไป๋อวี่ชิงตื่นแล้วจริงๆ เธอกำลังง่วนอยู่หน้าเตาอย่างขะมักเขม้น ร่างเล็กจ้อยสวมผ้ากันเปื้อนของเขา พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะทอดไข่ในกระทะเหล็ก ด้วยน้ำหนักของกระทะที่มากเกินไปสำหรับเด็กสาวที่ร่างกายขาดสารอาหาร ท่าทางของเธอจึงดูทุลักทุเลและกินแรงไม่น้อย
บนจานข้างเตามีซาลาเปาไส้เนื้อทอดสีเหลืองทองน่ารับประทานวางอยู่สองลูก เคียงข้างด้วยนมร้อนสองแก้ว
วัตถุดิบทั้งหมดนี้เขาและไป๋อวี่ชิงช่วยกันซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตเมื่อบ่ายวานนี้ ตอนนั้นเขาบอกเธอไว้ว่าจะตื่นมาทำให้ทานตอนเช้า ไม่นึกเลยว่าไป๋อวี่ชิงจะตื่นมาชิงลงมือทำก่อนเขาเสียได้
ราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าที่หน้าประตูห้องครัว ไป๋อวี่ชิงหันกลับมามองเขาพร้อมรอยยิ้ม
"พี่คะ~ อาหารเช้าใกล้เสร็จแล้ว รออีกแป๊บเดียวนะคะ!"
ไป๋อวี่รู้สึกจุกในอกจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
"วางไว้เถอะ เดี๋ยวพี่ทำเอง"
เมื่อเห็นว่าไป๋อวี่ชิงยังคงดูลำบากกับกระทะใบหนัก เขาจึงรีบก้าวเข้าไปหวังจะรับช่วงต่อ
"ไม่เป็นไรค่ะพี่ หนูทำได้"
ไป๋อวี่ชิงย่นปากเล็กๆ อย่างไม่พอใจและไม่ยอมส่งกระทะให้เขา
"ต่อไปนี้หนูจะเป็นคนทำมื้อเช้าให้พี่ทานเอง หนูทำได้ค่ะ"
ไป๋อวี่อ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเอ่ยคำปฏิเสธ ทำได้เพียงช่วยเธอยกของไปวางที่โต๊ะอาหาร
ซาลาเปาทอดสองลูก ไข่ดาวสองฟอง และนมสองแก้ว... นี่คือมื้อเช้าของพวกเขา
ไป๋อวี่แทบจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เขานั่งทานมื้อเช้าที่บ้านพร้อมกับคนอื่นคือเมื่อไหร่ แม้จะเป็นอาหารมื้อเรียบง่าย แต่หัวใจของเขากลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
ด้วยเวลาที่กระชั้นชิด หลังมื้อเช้าไป๋อวี่จึงไม่อาจโอ้เอ้อยู่บ้านต่อได้ เขาต้องรีบออกไปทำงานทันที
ทว่าก่อนออกจากบ้าน เขาก็ไม่ลืมที่จะกำชับไป๋อวี่ชิงหลายเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้เธออยู่แต่ในบ้านอย่างเชื่อฟัง ห้ามออกไปเพ่นพ่านข้างนอก ห้ามเปิดประตูให้คนแปลกหน้า และถ้าเบื่อก็ให้ดูทีวี อ่านการ์ตูนในห้องหนังสือ หรือจะเล่นคอมพิวเตอร์ก็ได้
สุดท้าย เขาบอกรหัสผ่านประตูบ้านให้เธอรู้ กันไว้เผื่อว่าเธอจะใจร้อนวิ่งออกไปเล่นซนข้างนอก และย้ำว่าเขาจะกลับมาตอนเย็น หากหิวตอนเที่ยงก็ให้หาอะไรในตู้เย็นมาทำทานเองได้เลย
เดิมทีไป๋อวี่อยากจะบอกว่าถ้ามีอะไรให้โทรหาเขา แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าไป๋อวี่ชิงยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ และที่บ้านก็ไม่ได้ติดตั้งโทรศัพท์บ้านไว้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็อดรู้สึกปวดหัวไม่ได้ ดูเหมือนว่าการซื้อมือถือให้ไป๋อวี่ชิงจะเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องจัดการเสียแล้ว
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ไป๋อวี่ก็มุ่งหน้าสู่ที่ทำงาน โดยมีไป๋อวี่ชิงวิ่งออกมายืนเกาะขอบระเบียง มองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ ห่างออกไปด้วยแววตาเป็นห่วง จนกระทั่งเขาหายลับไปจากประตูทางเข้าหมู่บ้าน
...
ไป๋อวี่ทำงานอยู่ที่สาขาของบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองนี้ ตำแหน่งของเขาอยู่ในฝ่ายต้นทุน รับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนโครงการวิศวกรรม ในวันธรรมดา เขาแทบจะติดต่อพูดคุยกับแค่เพื่อนร่วมงานในฝ่ายและหัวหน้าโดยตรงอย่างผู้อำนวยการจางเท่านั้น
นับตั้งแต่เริ่มฝึกงาน ไป๋อวี่อยู่ที่บริษัทนี้มาสองปีแล้ว แม้ความสามารถในการทำงานจะโดดเด่น แต่เขาก็ยังเป็นเพียงพนักงานระดับล่างสุด เรียกได้ว่าเป็นชนชั้นรากหญ้าของบริษัทเลยก็ว่าได้
นอกจากแม่บ้านทำความสะอาดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เขาก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะมีใครที่มีสถานะต่ำกว่าเขาอีก
เมื่อมาถึงบริษัท ไป๋อวี่นั่งลงที่โต๊ะทำงานของตน
ตามธรรมเนียมปฏิบัติหลังวันหยุดยาว เขาเริ่มจากใช้ผ้าเช็ดโต๊ะให้สะอาดสะอ้าน จากนั้นจึงเดินไปที่ห้องครัวเล็กเพื่อกดน้ำร้อนสำหรับชงชา
เมื่อก่อนเขาไม่เคยพิสมัยการดื่มชาเลยสักนิด แต่ไม่รู้ทำไม ช่วงหลังมานี้เขาเริ่มซึมซับพฤติกรรมจากเพื่อนร่วมงานและหันมาจิบชาบ้างแล้ว
"ไป๋อวี่ ผู้จัดการหวังเรียกพบ"
หญิงวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในฝ่ายต้นทุน เธอหยุดยืนที่หน้าโต๊ะของเขา ปรายตามองไป๋อวี่ที่กำลังจิบชารอคอมพิวเตอร์เปิดเครื่อง แล้วใช้นิ้วเคาะโต๊ะส่งเสียงเรียกอย่างไม่ค่อยมีมารยาทนัก
บนหน้าอกของเธอติดป้ายชื่อระบุว่า 'โจวเสี่ยวลี่' ซึ่งเป็นฝ่ายบุคคลประจำสาขาบริษัทของพวกเขา
ไป๋อวี่รู้สึกฉงนใจ ตั้งแต่เขาเข้าทำงานมา ผู้จัดการหวังแทบไม่เคยเรียกหาเขาเลย
ตามปกติแล้ว ผู้จัดการหวังมักจะเรียกผู้อำนวยการไปรายงานผลงานไม่ใช่หรือ?
ทำไมวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ถึงได้เจาะจงเรียกพบเขา?
อย่างไรก็ตาม เขาไม่กล้าชักช้าต่อหน้าฝ่ายบุคคลที่มีชื่อเสียงเรื่องอารมณ์ร้อนคนนี้ ไป๋อวี่รีบวางถ้วยชา ลุกขึ้นยืน และกุลีกุจอออกจากฝ่ายต้นทุนมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของผู้จัดการหวัง
ระหว่างทาง เขาเดินผ่านห้องของผู้อำนวยการฝ่ายต้นทุน เมื่อชะโงกหน้าเข้าไปดูก็พบว่าไม่มีใครอยู่ ดูเหมือนผู้อำนวยการจางจะยังมาไม่ถึง
น่าแปลก ปกติผู้อำนวยการจางมักจะมาเช้ามาก ทำไมวันนี้ถึงมาสายกว่าเขาได้?
และสิ่งที่ทำให้เขายิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีกคือ ห้องของผู้อำนวยการดูสะอาดสะอ้านผิดปกติ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้อำนวยการจางหายไปจนเกลี้ยง ราวกับถูกเก็บกวาดออกไปจนหมด
ไป๋อวี่เต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่มีเวลาให้ขบคิดมากนัก เขาเดินมาถึงหน้าห้องผู้จัดการหวังอย่างรวดเร็วและเคาะประตูด้วยความประหม่าเล็กน้อย
"เชิญ"
เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตจากผู้จัดการหวัง ไป๋อวี่จึงผลักประตูเข้าไป
เขาเดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน ยืนตัวตรงรอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา
ยังไงเสียเขาก็เป็นแค่พนักงานตัวเล็กๆ ในสาขา การต้องมายืนอยู่ต่อหน้าผู้บริหารระดับท็อปไฟว์ของที่นี่ ย่อมทำให้เขารู้สึกเกร็งเป็นธรรมดา
"ผู้จัดการหวัง เรียกผมหรือครับ"
ผู้จัดการหวังเป็นชายวัยกลางคนอายุเกือบสี่สิบปี รูปร่างท้วมเล็กน้อย เขากำลังนั่งเอนหลังบนเก้าอี้หวายมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ เมื่อเห็นไป๋อวี่เดินเข้ามา เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย
"ใช่ ผมอยากถามคุณเกี่ยวกับโครงการที่คุณรับผิดชอบอยู่"
จากนั้นผู้จัดการหวังก็ซักถามปัญหาเกี่ยวกับโครงการและมุมมองของเขาต่อประเด็นต่างๆ
แม้ไป๋อวี่จะยังมึนงง แต่เขาก็ตอบคำถามเหล่านั้นไปทีละข้อตามความเป็นจริง ทว่าเขาคาดไม่ถึงเลยว่าประโยคถัดมาของผู้จัดการหวังจะทำให้เขาตื่นตระหนกจนแทบนั่งไม่ติด
"คุณรู้เรื่องที่ผู้อำนวยการจางขัดแย้งกับบริษัทจนลาออกไปแล้วใช่ไหม?"
"หา? ผมไม่ทราบเรื่องนี้เลยครับ..."
ไป๋อวี่แสดงสีหน้าตกใจและงุนงง ผู้อำนวยการจางมีปัญหากับบริษัท? เกิดขึ้นเมื่อไหร่กัน? สัปดาห์ก่อนทุกอย่างยังดูปกติดีอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?
มิน่าล่ะห้องทำงานถึงได้โล่งเตียนขนาดนั้น ที่แท้ก็ลาออกไปแล้วนี่เอง
"เขาไม่ได้บอกคุณเหรอ? ผมนึกว่าคุณสนิทกับเขาเสียอีก"
ผู้จัดการหวังจิบชา พลางปรายตามองเขาอย่างเรียบเฉย สีหน้าสงบนิ่งจนเดาใจไม่ถูก
ไป๋อวี่ตัวสั่นเล็กน้อย ผู้จัดการหวังคงไม่ได้คิดว่าเขาสนิทกับผู้อำนวยการจาง และเหมาเอาว่าเขาเป็นคนของฝั่งนั้นหรอกนะ?
ในเมื่อผู้อำนวยการจางมีปัญหากับบริษัทจนถูกให้ออก บริษัทคงไม่ได้คิดจะเชือดไก่ให้ลิงดูด้วยการไล่เขาออกไปด้วยใช่ไหม?
ขอร้องล่ะ อย่าเชียวนะ!
เขาอุตส่าห์ทำงานถวายหัวให้บริษัทมาตั้งสองปี ถ้าต้องมาตกงานเพราะเรื่องแบบนี้มันจะซวยเกินไปหน่อยไหม?
อีกอย่าง เขากับผู้อำนวยการจางไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น! วันธรรมดาก็แค่กินข้าวกลางวันด้วยกันที่โรงอาหาร คุยกันแต่เรื่องงานแทบไม่ได้คุยเรื่องส่วนตัวเลยนะ!
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ที่บ้านเขายังมี 'ลูกนกหิวโหย' อย่างไป๋อวี่ชิงรอให้เลี้ยงดู ถ้าเขาตกงาน จะเอาอะไรกิน? มิต้องพาน้องสาวไปนั่งขอทานข้างถนนหรอกหรือ??
ไป๋อวี่กรีดร้องในใจด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อนจะรีบอธิบาย
"ไม่เลยครับ... ผู้อำนวยการจางไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ผมฟัง ผมไม่รู้อะไรเลยจริงๆ"
"อ้อ"
ผู้จัดการหวังส่งเสียงรับในลำคออย่างครุ่นคิด ไม่รู้ว่าเชื่อหรือไม่
"บริษัทคงไม่ไล่ผมออกเพราะเรื่องนี้ใช่ไหมครับ?"
ฝ่ามือของไป๋อวี่ชื้นไปด้วยเหงื่อเย็น เขาอดรนทนไม่ไหวจนต้องโพล่งถามออกไป
"หืม?"
สีหน้าของผู้จัดการหวังเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่มิใช่ความเคร่งเครียด หากแต่เป็นความระอาใจ
"ผมก็แค่ถามดูเฉยๆ ใครบอกว่าบริษัทจะไล่คุณออก? อีกอย่าง ผู้อำนวยการจางของคุณเขาลาออกเอง บริษัทไม่ได้บีบให้ออกเสียหน่อย บริษัทจะไล่คนออกมั่วซั่วแค่เพราะความเห็นไม่ตรงกันเล็กน้อยได้ยังไง?"
ค่อยยังชั่ว... ดูเหมือนเขาจะคิดมากไปเอง
ไป๋อวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตราบใดที่ไม่ถูกไล่ออกก็ถือว่าโชคดีแล้ว เขาไม่ใช่เด็กจบใหม่ตัวคนเดียวไร้ภาระเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้เขามีหนี้บ้านหลายแสนหยวนกับน้องสาวอีกหนึ่งชีวิต ถ้าตกงานขึ้นมาคงลำบากน่าดู
"ที่ผมเรียกคุณมา ก็เพื่อจะดูว่าคุณเข้าใจต้นทุนโครงการของบริษัทดีแค่ไหน จะดูว่าคุณพอจะรับช่วงต่อจากผู้อำนวยการจางได้ไหม เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการจะปล่อยให้ว่างไว้นานไม่ได้"
ผู้จัดการหวังบ้วนใบชาที่ติดปากกลับลงไปในถ้วย แล้วเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน
"ยังไงซะ ช่วงนี้อุตสาหกรรมก็อยู่ในช่วงขาลง ไม่เหมาะที่จะรับคนใหม่เข้ามา ผมคิดว่าแทนที่จะจ้างผู้อำนวยการจากข้างนอก สู้เลื่อนตำแหน่งคนในฝ่ายต้นทุนของคุณขึ้นมาทำแทนจะดีกว่า ผมเชื่อว่าพวกคุณน่าจะคุ้นเคยกับโครงการของบริษัทดีอยู่แล้ว"
หา?
อะไรนะ?
ให้เขามารับช่วงต่อตำแหน่งผู้อำนวยการจาง?
อารมณ์ของไป๋อวี่นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้เหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา
เริ่มจากความเครียดที่กลัวจะถูกไล่ออก มาสู่ความโล่งใจ แล้วก็ต้องมึนงงเมื่อได้ยินว่าผู้จัดการหวังต้องการจะเลื่อนตำแหน่งให้เขา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความปิติยินดีอย่างล้นพ้นเมื่อสมองประมวลผลเสร็จสิ้น
เขารู้ดีว่าแม้ตำแหน่งผู้อำนวยการจะเป็นเพียงหัวหน้าระดับล่างในบริษัท แต่ถึงอย่างนั้น เงินเดือนและสวัสดิการก็เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขาได้รับอยู่ตอนนี้ ระดับหัวหน้าของบริษัทล้วนได้รับเงินเดือนเป็นรายปี บวกกับโบนัสปลายปี เมื่อคำนวณดูแล้วรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่ต่ำกว่าสองหมื่นหยวน ซึ่งทิ้งห่างเงินเดือนปัจจุบันของเขาไปไกลลิบ นี่มันคือการก้าวกระโดดครั้งใหญ่สำหรับคนที่กำลังขัดสนเรื่องเงินอย่างเขาชัดๆ
อย่างไรก็ตาม หลังจากความดีใจช่วงแรกผ่านพ้นไป ไป๋อวี่ก็ค่อยๆ ดึงสติกลับมา ผู้จัดการหวังแค่บอกว่า 'ขอดูว่าพอจะรับช่วงต่อได้ไหม' ยังไม่ได้บอกว่าจะแต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้าฝ่ายต้นทุนเสียหน่อย!
แถมในฝ่ายต้นทุนยังมีพนักงานอีกหลายคน บางคนมีประสบการณ์มากกว่าเขาด้วยซ้ำ รุ่นพี่ที่อยู่มานานที่สุดก็ทำมาสี่ห้าปีแล้ว ทำไมผู้จัดการหวังถึงเจาะจงเลือกเขา?
"จริงๆ แล้วคนแรกที่ผมเล็งไว้ไม่ใช่คุณ แต่เป็นชายหนุ่มอีกคนในแผนกคุณ ไม่ต้องไปสืบหรอกว่าเป็นใคร แต่น่าเสียดายที่มุมมองของเขาต่อหลายๆ เรื่องมันสุดโต่งและมองด้านเดียวเกินไป ขืนปล่อยให้เขาคุมงาน โครงการคงมีปัญหาแน่"
ราวกับอ่านความกังขาในใจของไป๋อวี่ออก สีหน้าของผู้จัดการหวังดูจริงจังขึ้น ขณะอธิบายเสียงต่ำ
"ส่วนคุณ จริงๆ ผมจับตาดูมานานแล้ว ประสบการณ์ทำงานของคุณอาจจะยังน้อย เพราะเพิ่งทำมาได้แค่สองปีกว่าๆ แต่ผมชอบความเข้าใจที่คุณมีต่อโครงการ เห็นได้ชัดว่าคุณใส่ใจกับงานมาก และทัศนคตินี้สำคัญที่สุด ผมชอบคนติดดิน ขยันขันแข็ง"
เมื่อได้ยินคำชมเช่นนี้ หัวใจของไป๋อวี่ก็พองโตอีกครั้ง เขาไม่คิดเลยว่าผู้จัดการหวังจะประเมินค่าเขาไว้สูงขนาดนี้ ดูท่าการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการคงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมแล้ว
"งั้น... ผู้จัดการหวังหมายความว่า ผมมีความเหมาะสมที่จะรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายต้นทุนใช่ไหมครับ?"
ไป๋อวี่เห็นผู้จัดการหวังเงียบไป ด้วยความตื่นเต้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามย้ำ
"ใช่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณรับช่วงต่องานของผู้อำนวยการจางได้เลย ผมหวังว่าคุณจะขยันและกระตือรือร้นให้มากขึ้น เรียนรู้ในสิ่งที่ยังขาดประสบการณ์ ค้นหาและแก้ไขปัญหา แล้วก็หมั่นรายงานสถานะต้นทุนโครงการให้ผมทราบ ผมคิดว่าการร่วมงานของเราในอนาคตจะเป็นไปได้ด้วยดี"
ผู้จัดการหวังยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง แต่ก็ไม่ลืมที่จะสาดน้ำเย็นเรียกสติไป๋อวี่
"แต่อย่าเพิ่งดีใจจนออกนอกหน้าไปล่ะ ถ้าวันหน้าผมพบว่าคุณทำงานไม่ดีพอ ผมก็พร้อมจะปลดคุณและหาคนอื่นมาเป็นผู้อำนวยการแทนได้เสมอ!"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หินก้อนใหญ่ในใจของไป๋อวี่ก็ถูกยกออกไปจนหมดสิ้น
เขาไม่นึกเลยว่าเช้าวันจันทร์แรกหลังจากรับไป๋อวี่ชิงมาอยู่ด้วย จะมีลาภก้อนโตหล่นทับแบบนี้
ดูท่าไป๋อวี่ชิงจะเป็นดาวนำโชคตัวน้อยของเขาจริงๆ ไว้มีเวลาว่างเมื่อไหร่ เขาจะต้องซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้เธอสักสองสามชุดเพื่อเป็นรางวัลและทำให้เธอมีความสุข
หลังจากนั้น ไป๋อวี่ก็กล่าวคำพูดสวยหรูตามมารยาทในที่ทำงานเพื่อแสดงความภักดีต่อผู้จัดการหวัง
เช่น ขอบคุณหัวหน้าสำหรับการเลื่อนตำแหน่ง สัญญาว่าจะทุ่มเทสุดความสามารถ จะเดินตามการนำทางของหัวหน้า จะทำงานถวายชีวิต อะไรทำนองนั้น
ก่อนที่เขาจะถูกผู้จัดการหวังไล่ออกมาจากห้องด้วยความระอาปนขำ
"ไม่ต้องมาพล่ามน้ำท่วมทุ่ง ผมเพิ่งจะสามสิบกว่าๆ ไม่ใช่ตาแก่บ้าอำนาจในวงราชการ แค่ทำงานของคุณให้ดีก็พอ รีบไปเก็บของแล้วย้ายไปห้องผู้อำนวยการซะ เดี๋ยวผมจะแจ้งฝ่ายบุคคลให้ไปช่วยจัดการ"
ไป๋อวี่เดินออกมาจากห้องทำงานของผู้จัดการหวัง เขาใช้มือลูบหน้าเพื่อระงับความตื่นเต้น ก่อนจะเดินกลับไปยังฝ่ายต้นทุนด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและแตกต่างไปจากตอนที่เดินเข้ามาอย่างสิ้นเชิง