- หน้าแรก
- แอบบอกความลับ แล้วขยับมาฮา
- บทที่ 5 ซัดหน้าชายชั่ว ถีบหัวยัยดอกบัวขาว
บทที่ 5 ซัดหน้าชายชั่ว ถีบหัวยัยดอกบัวขาว
บทที่ 5 ซัดหน้าชายชั่ว ถีบหัวยัยดอกบัวขาว
บทที่ 5 ซัดหน้าชายชั่ว ถีบหัวยัยดอกบัวขาว
ขณะที่หนิงหยวนเจ๋อกำลังจะลงมือ หนิงจืออี้ก็กระโดดลงมาจากยอดกำแพงอย่างคล่องแคล่ว ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ ที่ด้านหลังม้าพยศ นางคว้าสายบังเหียนแล้วกระชากกลับอย่างแรง
นางไม่ได้อยากจะช่วยชีวิตใครหรอก เพียงแต่ระบบบอกว่าสองคนนี้ยังมีประโยชน์ เซี่ยหว่านชิงยังมีฉาก 'ดราม่าตบตีแย่งชิง' รออยู่อีกหลายยก ขืนมาตายที่นี่ ก็อดดูเรื่องสนุกกันพอดี
สำหรับหนิงจืออี้แล้ว ยอมหัวขาดเลือดสาดได้ แต่จะให้พลาดดูละครเด็ดหรือเรื่องชาวบ้านน่ะ... ไม่มีทาง!
"ระบบ ดีนะที่แกช่วยอัปเกรดร่างกายให้ ไม่งั้นฉันคงดึงเจ้าม้าคลั่ง 'บิ๊กเบบี้' ตัวนี้ไม่อยู่แน่"
ระบบ: "โฮสต์ ไม่ต้องถ่อมตัวหรอก ท่านแข็งแกร่งมาแต่กำเนิดอยู่แล้ว ต่อให้เดินกร่างทั่วหล้าก็ไม่มีใครทำอะไรได้"
หนิงจืออี้ไม่เคยต่อสู้กับใครมาก่อน จึงไม่รู้ระดับความแข็งแกร่งของตัวเอง พอได้ยินแบบนี้ก็ดีใจจนเนื้อเต้น "จริงเหรอ? แล้วถ้าฉันสู้กับพี่ใหญ่ล่ะ โอกาสชนะมีเท่าไหร่?"
ระบบ: "เจ็ดต่อสาม"
"ฮ่าๆ พลังการต่อสู้ของฉันสูงขนาดนั้นเชียว? พี่ใหญ่สามส่วน ฉันเจ็ดส่วน แปลว่าฉันมีโอกาสชนะเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์งั้นสิ? ฮ่าๆๆๆ คราวหน้าตอนไปมุงดูเรื่องชาวบ้าน ฉันจะได้ซ่าได้เต็มที่กว่าเดิม!"
ระบบถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าโฮสต์ไปเอาความมั่นใจผิดๆ นี้มาจากไหน มันจึงรีบดับฝันอย่างแม่นยำ: "เขาต่อยมาสามหมัด ท่านก็ตัวขาดเป็นเจ็ดท่อนแล้ว"
หนิงจืออี้: "..."
ระบบ: "พลังยุทธ์ของพี่ชายท่านจัดอยู่ในระดับท็อปของโลกนี้ ท่านจะหน้ามืดตามัวไปเทียบชั้นกับเขาทำไม? นอกจากวิชาตัวเบาแล้ว ท่านก็ไม่เป็นวรยุทธ์อื่นเลย รังแกชาวบ้านตาดำๆ น่ะพอได้ แต่ถ้าเจอของจริง มีหวังโดนทุบเละ"
"เชอะ พี่ใหญ่เก่งก็เท่ากับฉันเก่งนั่นแหละ แค่เกาะขาทองคำของพี่ใหญ่ไว้ก็สิ้นเรื่อง" หนิงจืออี้สะบัดหน้าเชิดใส่อย่างเย่อหยิ่ง ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว วรยุทธ์ไม่ช่วยให้การเผือกเรื่องชาวบ้านสนุกขึ้น แต่วิชาตัวเบานี่สิ ของดีที่ขาดไม่ได้
ม้ายังคงส่งเสียงร้องลั่น กีบเท้าตะกุยอากาศไปมา สองคนนั้นที่นึกว่ารอดตายแล้ว แทนที่จะรีบวิ่งไปที่ปลอดภัย ดันมัวแต่เล่นบท 'จ้องตาสื่อรัก' กันอยู่ได้!
"สมองของสองคนนี้ปกติดีอยู่หรือเปล่า? เวลาขนาดนี้พอให้วิ่งหนีไปที่ปลอดภัยได้ตั้งนานแล้ว ยังจะมีอารมณ์มาแสดงบทรักโรแมนติกอะไรกันตรงนี้?"
ตู้เสวี่ยอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเอง นี่ตลอดมาในหัวนางมีแต่ขี้เลื่อยอัดแน่นอยู่หรือไง? ทำไมถึงไม่เคยสังเกตเลยว่าสองคนนี้ผิดปกติแค่ไหน แล้วทำไมตัวเองถึงไปขลุกอยู่กับคนบ้าสองคนนี้ได้?
หนิงหยวนเจ๋อ หนิงหยวนอี้ และหนิงหยวนจื้อเองก็พูดไม่ออก พวกเขาไม่ยักรู้มาก่อนว่าสองคนนี้มีปัญหาสุขภาพจิต
"อ๊ะ พี่มู่หยาง ท่านเป็นอะไรไหมคะ? อย่าทำให้ข้าตกใจสิ!" พอเห็นใบหน้าของตวนมู่หยางอาบไปด้วยเลือด เซี่ยหว่านชิงก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ น้ำตาไหลพรากราวกับสั่งได้
นึกว่าจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกว่านี้ ที่ไหนได้แม่คุณเอาแต่ร้องไห้ ไม่รู้จักกดแผลห้ามเลือด ไม่รู้จักตะโกนเรียกให้คนช่วย รู้แต่ว่าจะต้องรักษท่วงท่าให้อ่อนช้อยงดงามแล้วร้องไห้โฮ
"เสวี่ยอวิ๋น เธอยืนบื้ออยู่ทำไม? รีบคิดหาวิธีช่วยพี่มู่หยางเร็วเข้า เขาเป็นคู่หมั้นของเธอนะ! เธอยืนดูดายอยู่เฉยๆ ได้ยังไง?"
หนิงจืออี้หมดคำจะพูด ได้แต่กลอกตามองบน "รู้ไหมทำไมเวลาเกิดเรื่องวุ่นวาย พวกนางจิ้งจอกแอ๊บใสกับพวกแม่พระจอมปลอมถึงตายก่อนเพื่อน? ก็เพราะพวกนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอะไรไม่ได้ ยังเก่งแต่เรื่องทำให้คนรำคาญ พอเกิดเรื่องทีไรก็ดีแต่ใช้ปากโทษคนอื่น"
"เข้มงวดกับผู้อื่น แต่ผ่อนปรนกับตนเอง สันดานคนพวกนี้ชัดๆ"
"หว่านชิง อย่าไปขอร้องนางเลย พี่ไม่ยอมให้เจ้าต้องลำบากใจ แม้แต่จะช่วยชีวิตพี่ก็ตาม" ตวนมู่หยางที่เจ็บเจียนตายยังมิวายประกาศความรัก!
"โอ๊ย ตายแล้ว ฉากต่อไปนี่ยิ่งบาดตาบาดใจเข้าไปใหญ่! สองคนนั้น คนหนึ่งก็ 'พี่มู่หยาง' อีกคนก็ 'น้องหว่านชิง' ร้องเรียกหากันด้วยความซาบซึ้งใจ ไม่เห็นหัวคนดูอย่างพวกเราเลยสักนิด"
ตวนมู่หยาง: "น้องหว่านชิง อย่าร้องไห้เลย พี่ไม่เป็นไร เพื่อช่วยเจ้า พี่ทำได้ทุกอย่าง"
เซี่ยหว่านชิง: "พี่มู่หยาง ท่านดีกับข้าเหลือเกิน"
ตวนมู่หยาง: "น้องหว่านชิง!"
เซี่ยหว่านชิง: "พี่มู่หยาง!"
ทุกคนในที่นั้นยืนนิ่งเป็นหิน ความคิดในใจของหนิงจืออี้ช่างแม่นยำราวจับวาง!
"เอาล่ะ ถึงบทของพี่สาวเสวี่ยอวิ๋นแล้ว รีบเข้าไปแสดงความห่วงใยคู่หมั้นกับน้องสาวแสนดี ทุ่มเทกายใจให้พวกเขา แล้วรอกลับมาโดนแทงข้างหลังทะลุหัวใจทีหลังซะ"
ตู้เสวี่ยอวิ๋น: บางที... อาจจะยังมีโอกาสกู้สถานการณ์ได้อยู่บ้าง
วินาทีนี้ นางรู้สึกเหมือนพันธนาการที่มองไม่เห็นบนร่างกายได้มลายหายไป ความรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางยืดหลังตรงแล้วเดินจ้ำเข้าไปหาคนทั้งสอง
เซี่ยหว่านชิง: "เสวี่ยอวิ๋น รีบย่อตัวลงแล้วแบกพี่มู่หยางกลับคฤหาสน์ไปตามหมอเร็วเข้า"
หนิงจืออี้อดไม่ได้ที่จะยืดคอแอบมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น พี่ชายทั้งสามของนางก็ยืดคอตาม ต่างฝ่ายต่างมีสีหน้าคาดหวังเหมือนกันเปี๊ยบ สี่พี่น้องขาดก็แต่เมล็ดแตงโมในมือเท่านั้น
"เฮ้อ พี่สาวเสวี่ยอวิ๋นต้องยอมเป็นทาสรับใช้ไอ้ผู้ชายเฮงซวยกับนังผู้หญิงราคาถูกนั่นอีกแน่ๆ"
ตู้เสวี่ยอวิ๋นชะงัก รับใช้ชายชั่วหญิงเลว? แน่นอน... นางต้อง "ปรนนิบัติ" พวกเขาให้สาสม!
นางมองไปที่ตวนมู่หยางซึ่งนอนครวญครางอยู่บนพื้น ก้าวเท้าเข้าไป แล้วกระทืบลงไปที่ขาของเขาเต็มแรง
"อ๊ากกก! ขาข้า!"
"หว่านชิง เดี๋ยวข้าช่วยพยุงเจ้าเอง" ตู้เสวี่ยอวิ๋นเหยียบขาตวนมู่หยางเพื่อใช้เป็นฐานส่งตัวไปช่วยพยุงเซี่ยหว่านชิง พอได้ยินเสียงร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือดของฝ่ายชาย นางก็ตบหน้าเขาไปฉาดใหญ่ "หุบปาก หนวกหูจริง เดี๋ยวหว่านชิงก็ตกใจแย่หรอก"
ตวนมู่หยางไม่อยากจะเชื่อว่าคู่หมั้นที่แสนอ่อนโยนจะตบหน้าเขา แต่พอได้ยินประโยคสุดท้าย เขาก็จำต้องข่มความโกรธแล้วหุบปากเงียบ
เซี่ยหว่านชิงเองก็ไม่กล้าร้องโวยวาย นางรู้สึกว่าตู้เสวี่ยอวิ๋นในตอนนี้ดูแปลกตาและน่ากลัวจนใจหาย ไม่กล้าทำตัวกำเริบเสิบสานเหมือนเมื่อก่อน
นางยอมใช้แรงของตู้เสวี่ยอวิ๋นพยุงตัวลุกขึ้นอย่างว่าง่าย แต่ในจังหวะที่กำลังจะยืนขึ้น จู่ๆ แรงพยุงก็หายไป พร้อมกับความเจ็บปวดแล่นปราดที่น่อง เรี่ยวแรงหดหายจนล้มทับลงไปบนร่างของตวนมู่หยางอย่างจัง
"ตายจริง หว่านชิง ทำไมเจ้าตัวหนักขึ้นขนาดนี้เนี่ย? ข้าพยุงไม่ไหวแล้วนะ เจ้าต้องลดน้ำหนักได้แล้ว ไม่งั้นคู่หมั้นในอนาคตจะไม่ชอบเอาได้นะ"
ตู้เสวี่ยอวิ๋นสูงกว่าเซี่ยหว่านชิงหนึ่งช่วงศีรษะ และมีโครงร่างใหญ่กว่าเล็กน้อย แต่ในหมู่สตรีด้วยกัน นางก็ยังจัดว่าหุ่นเพรียว ทว่าเซี่ยหว่านชิงมักจะยกเรื่องที่ตู้เสวี่ยอวิ๋นตัวหนักกว่านางมาเป็นข้ออ้างคะยั้นคะยอให้ลดน้ำหนักอยู่เสมอ กรอกหูอยู่ทุกวันว่าอ้วนเกินไป เดี๋ยวคู่หมั้นจะไม่รัก
ถ้าตู้เสวี่ยอวิ๋นไม่ยอมลด เซี่ยหว่านชิงก็จะพูดอยู่นั่นจนกว่าจะยอม ซึ่งการลดน้ำหนักครั้งนั้นทำให้ตู้เสวี่ยอวิ๋นเสียสุขภาพกระเพาะอาหารจนต้องปวดท้องอยู่บ่อยๆ
คราวนี้ ตู้เสวี่ยอวิ๋นขอย้อนคำพูดเหล่านั้นคืนให้ทั้งหมด! นางจะคืนสนองทุกความเลวร้ายที่เซี่ยหว่านชิงเคยมอบให้กลับไปให้สาสม!
"อุ๊บ ฮ่าๆๆๆ" หนิงจืออี้กลั้นขำไม่อยู่จนหลุดหัวเราะออกมา ทำให้ได้รับสายตาอาฆาตแค้นจากเซี่ยหว่านชิงทันที!
"คุณหนูหนิง ในเมื่อท่านอยู่ที่นี่มาตลอด ทำไมถึงไม่ยื่นมือเข้าช่วยตั้งแต่แรก? ท่านจงใจยืนดูพวกเราขายหน้าใช่หรือไม่?" เซี่ยหว่านชิงไม่เคยถูกฉีกหน้าขนาดนี้มาก่อน แถมยังต่อหน้าหนิงจืออี้คนที่นางดูถูกมาตลอด ความโกรธแทบจะระเบิดอก
พอนึกถึงจุดประสงค์ที่มาที่นี่ นางก็ตั้งคำถามเสียงแข็งทันที "ท่านเป็นต้นเหตุให้องค์หญิงหย่งอันตกน้ำ ในเมื่อมีเวลามายืนดูพวกเราขายหน้า ทำไมไม่ไปคุกเข่าสวดมนต์หน้าพระพุทธรูป ขอพรให้องค์หญิงฟื้นขึ้นมาเร็วๆ เสียล่ะ?"
"คุณหนูหนิง ได้ยินที่ข้าพูดไหม? มองหน้าข้าแบบนั้นทำไม?"
ระบบ: "โฮสต์ นังชาเขียวนั่นกล้าท้าทายอำนาจนางร้ายของท่านเชียวนะ จะยืนบื้ออยู่ทำไม? เข้าไปตบสั่งสอนมันสิ!"
คนตัวเล็กในใจของหนิงจืออี้พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรุนแรงเจ้าระบบนี่ช่างรู้ใจนางจริงๆ แต่วันนี้เรื่องเผือกทำเอานางหงุดหงิดไม่น้อย สมองของยัยชาเขียวนี่พันกันยุ่งเหยิงหรือไง? นางเป็นคนช่วยชีวิตไว้แท้ๆ แทนที่จะขอบคุณสักคำ ดันมาเปิดฉากด่าก่อนซะงั้น!
หนิงจืออี้คลายมือที่จับสายบังเหียนออก กีบเท้าหน้าของม้าลดระดับลงทันที ปากของมันจึงจ่อตรงกับคนทั้งสองพอดี น้ำลายเหนียวหนืดจากปากม้าพ่นใส่ร่างของทั้งคู่ที่อยู่บนพื้นเต็มๆ เซี่ยหว่านชิงกรีดร้องด้วยความขยะแขยงจนแทบจะอาเจียน
หนิงจืออี้เริ่มโต้กลับ "เหอะ มองหน้าเจ้าทำไมงั้นเหรอ? ก็มองดูว่าในสมองน้อยๆ นั่นยัดขนลาไว้หรือไงน่ะสิ ถ้าไม่ได้มีอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันมาสักสิบปี คงพ่นวาจาปัญญาอ่อนแบบนี้ออกมาไม่ได้หรอก ด่าทอผู้มีพระคุณฉอดๆ แบบนี้ สกุลเซี่ยภูมิใจนักหนาว่าเป็นตระกูลผู้ดี ที่แท้ก็อบรมสั่งสอนลูกสาวมาแบบนี้นี่เอง! สกุลเซี่ยช่างมีการอบรมเลี้ยงดูที่ดีเยี่ยมจริงๆ!"
"ข้ากับองค์หญิงหย่งอันตกน้ำพร้อมกัน เราต่างก็เป็นผู้ประสบภัย เจ้ากล้าดียังไงมาใส่ร้ายว่าข้าเป็นต้นเหตุ? อีกอย่าง ข้าเพิ่งฟื้นได้แค่วันเดียว จะให้ไปคุกเข่าสวดมนต์นานๆ ได้ยังไง? กลับกัน เจ้าที่อ้างว่าเป็นเพื่อนรักขององค์หญิง ทำไมไม่ไปคุกเข่าสวดขอพรให้องค์หญิงเองเล่า!"
"แล้วยังมีหน้ามาว่าข้าจ้องจะงาบคู่หมั้นชาวบ้าน? ไม่ใช่เจ้าหรอกเหรอที่แอบชอบซูอวิ๋นอวี้? ต่อหน้าองค์หญิงก็แสร้งทำเป็นพี่น้องรักกันปานจะกลืนกิน แต่ลับหลังกลับอยากจะแต่งงานกับซูอวิ๋นอวี้ใจจะขาด ช่างหน้าไหว้หลังหลอก! จอมปลอมสิ้นดี!"
หนิงจืออี้รัวคำด่าเป็นชุด ผู้หญิงคนนี้ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ยังกล้ามาเต้นแร้งเต้นกาต่อหน้านาง อยากโดนด่านักก็จัดให้!