- หน้าแรก
- มหายุทธ์สะท้านโลก ล่ามอนสเตอร์สู่บัลลังก์เทพ
- บทที่ 27 การฆ่าล้างผลาญ
บทที่ 27 การฆ่าล้างผลาญ
บทที่ 27 การฆ่าล้างผลาญ
บทที่ 27 การฆ่าล้างผลาญ
เจียงหานยื้อเวลาราชาหมาป่าปีกเงินไว้ได้อย่างน้อยสิบวินาที ซึ่งช่วงเวลานั้นเพียงพอให้ยอดฝีมือระดับขุนพลพุ่งข้ามระยะทางหลายร้อยเมตรมาถึงตัวเขา
และเห็นได้ชัดว่าเพราะเหตุนี้เอง ราชาหมาป่าปีกเงินจึงหันหลังเตรียมหลบหนี
สิ้นเสียงกล่าว ยังไม่ทันที่เจียงหานจะทันได้เอ่ยตอบ ยอดฝีมือผู้นั้นก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ความเร็วของเขาเหนือกว่าเมื่อครู่เป็นเท่าตัว ร่างนั้นพุ่งตรงเข้าใส่ราชาหมาป่าปีกเงินที่กำลังสยายปีกเตรียมหนี
จริงอยู่ที่ราชาหมาป่าปีกเงินนั้นมีความเร็วเป็นเลิศ แต่นั่นก็เฉพาะในหมู่สัตว์อสูรระดับเดียวกัน หากต้องเทียบชั้นข้ามระดับ ความเร็วของมันย่อมไม่อาจนับว่ารวดเร็วได้อีกต่อไป
มิหนำซ้ำปีกข้างหนึ่งของมันยังได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่อาจเร่งความเร็วได้เต็มที่
"สนามแรงโน้มถ่วง!"
เจียงหานได้ยินเพียงเสียงคำรามลั่นจากฟากฟ้า วินาทีถัดมา ร่างของราชาหมาป่าปีกเงินที่พุ่งทะยานดุจลูกธนูก็ถูกกระแทกร่วงลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนฝุ่นตลบ
เจียงหานมองภาพตรงหน้าด้วยอาการหางตากระตุก
นี่หรือคือยอดฝีมือระดับขุนพล?
ราชาหมาป่าปีกเงินที่เขาต้องงัดเอา 'เนตรหยั่งรู้' ระดับอัปเกรดมาใช้ถึงจะพอต้านทานไหว กลับต้องมาสิ้นฤทธิ์เพียงแค่เจอการสำแดงพรสวรรค์ของระดับขุนพลเข้าไป ไม่แม้แต่จะมีโอกาสหนี!
เจียงหานส่ายหน้า ขจัดความคิดฟุ้งซ่าน รู้ดีว่าการต่อสู้ระดับนั้นยังห่างไกลจากตัวเขามากนัก เขาตั้งสติแล้วหันกลับมาจ้องมองฝูงหมาป่าโลกันตร์รอบกายที่กำลังจ้องเขาตาเป็นมัน มือกระชับดาบแน่น
พวกกลุ่มลุงหูตีฝ่าวงล้อมออกไปได้แล้ว เมื่อปราศจากการขัดขวางจากราชาหมาป่าปีกเงิน ภัยคุกคามที่พวกเขาเผชิญจึงลดน้อยลงจนปลอดภัย
หมาป่าส่วนใหญ่ที่เหลือจากการไล่ล่ากลุ่มของลุงหูจึงหันมาล้อมกรอบเจียงหานแทน
แต่นั่นกลับเข้าทางเจียงหานพอดี ช่วยประหยัดเวลาที่ต้องวิ่งไล่ตามพวกมันทีละตัว
เมื่อโอกาสทองมาถึงมือ มีหรือที่เขาจะปล่อยให้หลุดลอย
โดยเฉพาะเมื่อได้เหลือบมองหน้าต่างสถานะของตัวเอง ความมั่นใจของเจียงหานก็ยิ่งเปี่ยมล้น
หลังจาก 'เนตรหยั่งรู้' ได้รับการอัปเกรด ค่าพลังการต่อสู้ของเขาก็พุ่งทะลุหลักห้าพัน ขึ้นไปยืนเหนือระดับห้าพันสามร้อยหน่วย
การรับมือกับหมาป่าโลกันตร์ที่มีพลังแค่พันต้นๆ จึงเป็นเรื่องที่แทบไม่ต้องกังวล
"พวกแกมันก็แค่ขุมทรัพย์ค่าประสบการณ์เดินได้ แถมยังเป็นระดับหัวกะทิซะด้วย"
เจียงหานพึมพำกับตัวเอง แทนที่จะถอย เขากลับพุ่งทะยานเข้าใส่หมาป่าโลกันตร์ตัวที่ใกล้ที่สุด
ในสถานการณ์ที่ถูกล้อมรอบด้าน การยืนตั้งรับอยู่กับที่คือทางเลือกที่ผิดมหันต์
ไม่มีใครรู้ว่าจะถูกลอบโจมตีจากด้านหลังเมื่อไหร่ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการบุกตะลุยไปข้างหน้า อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าจะไม่โดนโจมตีจากด้านหลัง เพราะพวกมันไม่มีทางตามความเร็วของเขาได้ทัน
นี่คือหนึ่งในบทเรียนการต่อสู้จริงที่ลุงเตาเคยสอนไว้
การดวลตัวต่อตัวกับการถูกรุมกินโต๊ะนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
และ 'เนตรหยั่งรู้' ที่อัปเกรดแล้วก็สำแดงเดชอย่างคุ้มค่า
ไม่เพียงแค่ใช้ได้ผลกับราชาหมาป่า แต่กับสถานการณ์นี้ก็เช่นกัน
การเคลื่อนไหวของหมาป่าโลกันตร์เหล่านี้ช้าลงจนแทบจะเหมือนภาพนิ่งในสายตาของเจียงหาน
เจียงหานเคลื่อนไหวพลิ้วไหวท่ามกลางฝูงหมาป่า คมดาบตวัดฟันเข้าจุดตายที่เนตรหยั่งรู้ชี้เป้าอย่างแม่นยำ
ทุกครั้งที่ดาบสะบั้นลง ระบบจะแจ้งเตือนการได้รับค่าประสบการณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย
ความรู้สึกที่เหมือนได้อาบไล้ไปด้วยค่าประสบการณ์นี้ช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนัก
จากการประเมินคร่าวๆ แม้ส่วนใหญ่จะถูกสังหารไปโดยท่านขุนพล แต่จำนวนที่เหลืออยู่ก็น่าจะราวๆ สองร้อยตัว
เพียงพอให้เจียงหานเลื่อนระดับได้อีกหนึ่งถึงสองขั้น
และถ้าโชคเข้าข้าง 'โจมตีจุดตาย' และ 'ดาบอัสนีเก้าชั้น' อาจเลื่อนระดับได้ด้วย!
ความเร็วในการอัปเกรดระดับนี้
หากอยู่ในเมือง เจียงหานคงไม่มีวันทำได้
แต่ในเขตทุรกันดาร ขอแค่เจอฝูงหมาป่าสักฝูงก็เรียบร้อย
เจียงหานตกอยู่ในภวังค์แห่งการฆ่าฟัน ในหัวมีเพียงความคิดเดียว
มองหาจุดอ่อน ฟันดาบเดียวสังหาร แล้วหาเป้าหมายต่อไป
แว่วเสียงลุงหูและคนอื่นๆ ตะโกนเรียก แต่เขาหาได้ใส่ใจไม่
โอกาสดีแบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ
ภาพการกระทำของเจียงหานในสายตาของพวกลุงหู ทำให้พวกเขาได้แต่ยืนตะลึงงัน
แม้จะมองจากระยะไกล ก็เห็นร่างของเจียงหานชุ่มโชกไปด้วยเลือด
จนแยกไม่ออกว่าเป็นเลือดของเขาหรือของพวกหมาป่า พวกเขาเห็นเพียงภาพของเจียงหานที่เปรียบดั่งเทพสงคราม หมาป่าทุกตัวที่กล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ล้วนถูกฟันกระเด็นในดาบเดียว ก่อนที่ร่างนั้นจะพุ่งเข้าหาเหยื่อรายถัดไป
ไม่รู้ทำไม ลุงหูและคนอื่นๆ ถึงรู้สึกว่าเจียงหานดูไม่เหมือนมือใหม่ที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่เขตทุรกันดารเลยสักนิด
เพราะไม่มีมือใหม่คนไหนจะเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์อสูรด้วยการวิ่งเข้าใส่แทนที่จะถอยหนี โดยไม่รู้จักคำว่าหวาดกลัวเช่นนี้
ความบ้าบิ่นของเจียงหานทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองขี้ขลาดไปถนัดตา แต่ทำได้เพียงตะโกนบอกให้ระวัง
"เหล่าหวัง เหล่าจ้าว พวกนายรู้สึกไหมว่าพลังการต่อสู้ของเจียงหานดูไม่เหมือนระดับ 'จอมยุทธ' เลย?"
ลุงหูที่ยังแบกลุงหลงอยู่เอ่ยถามเสียงเบา
"นายหมายความว่า เจียงหานก้าวข้ามไปถึงระดับ 'ปรมาจารย์ยุทธ' แล้วงั้นรึ?"
"ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ ถ้าแค่พรสวรรค์ระดับ B พลังไม่น่าจะพุ่งเร็วขนาดนี้"
ลุงเตากระชับอาวุธแน่น จ้องมองเจียงหานด้วยความฉงน
"มันไม่น่าเป็นไปได้ แต่ความจริงก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว"
"ถ้าเขามีพลังแค่ระดับจอมยุทธ จะรับมือหมาป่าจำนวนมากขนาดนั้นด้วยท่าที... ผ่อนคลายขนาดนั้นได้ยังไง?"
"อย่างน้อยฉันก็ทำไม่ได้คนหนึ่งล่ะ"
ลุงหูเป็นจอมยุทธมาเกือบสิบปี พลังอยู่ที่สี่พันเจ็ดร้อย อีกนิดเดียวก็จะแตะขอบเขตปรมาจารย์ยุทธแล้ว
ลุงเตากับลุงจ้าวครุ่นคิดก่อนจะได้คำตอบ
"ฉันก็ทำไม่ได้"
"ฉันยิ่งทำไม่ได้ใหญ่"
ทั้งสามสบตากัน คำตอบผุดขึ้นในใจ
"เจ้าเด็กนี่ ไม่รู้ปิดบังพวกเราไว้อีกกี่เรื่อง"
ลุงหูยิ้มกว้าง มองดูเจียงหานไล่ล่าฝูงหมาป่าอย่างสบายอารมณ์ด้วยความปลื้มปริ่ม
เจียงหานเป็นคนที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ไม่ต่างจากลูกหลานแท้ๆ การได้เห็นเขาเติบโตจนแซงหน้าพวกเขาไปได้ในเวลาสั้นๆ นำมาซึ่งความปีติยินดี
"ยังไงเขาก็เป็นลูกชายของ 'พี่เฉิง' พรสวรรค์ของเจียงหานจะโดดเด่นก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก"
"แถมเจ้าเด็กนี่ยังขยันกว่าคนทั่วไปตั้งเยอะ"
"ความแข็งแกร่งนี้คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับแล้ว"
ลุงจ้าวถอนหายใจ เหมือนนึกอะไรขึ้นได้จึงส่ายหน้า "จะว่าไป เมื่อก่อนพี่เฉิงมักกำชับไม่ให้พวกเราพูดเรื่องเขตทุรกันดารให้เจียงหานฟังไม่ใช่หรือ?"
"แล้วทำไมคราวนี้ถึงยอมให้พวกเราพาเขามาด้วยล่ะ?"
"ไม่รู้สิ" ลุงหูส่ายหน้า "ใครจะไปเดาใจพี่เฉิงได้"
"แต่ไม่ว่ายังไง การที่เจียงหานเติบโตได้ขนาดนี้ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์สำหรับพวกเราจริงๆ"
"เดี๋ยวพวกเราอ้อมไปทางอื่น ภารกิจนี้คงไม่ยากแล้วล่ะ"
"การมีปรมาจารย์ยุทธอยู่ในทีมถึงสองคน ตราบใดที่ไม่เจอสัตว์อสูรระดับขุนนาง ก็คงไม่มีอันตรายอะไรมากแล้ว"