- หน้าแรก
- มหายุทธ์สะท้านโลก ล่ามอนสเตอร์สู่บัลลังก์เทพ
- บทที่ 22 หมาป่าโลกันตร์
บทที่ 22 หมาป่าโลกันตร์
บทที่ 22 หมาป่าโลกันตร์
บทที่ 22 หมาป่าโลกันตร์
ด้วยพลังการต่อสู้ 4,800 เขาเหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวข้ามธรณีประตูสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ
แน่นอนว่าธรณีประตูนี้เป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ
คนที่มีพลังการต่อสู้ 5,000 ขึ้นไปจึงจะมีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบปรมาจารย์ยุทธ ซึ่งก็ไม่ได้การันตีว่าจะสอบผ่านเสมอไป
แต่ถึงกระนั้น สำหรับเจียงหาน นี่ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง
เพราะเขาได้ยืนยันสิ่งหนึ่งแล้ว
ในเขตทุรกันดาร เขาสามารถเร่งความเร็วในการเลเวลอัปได้ ในอัตรานี้ อีกไม่นานเขาคงก้าวขึ้นเป็นผู้ฝึกยุทธระดับปรมาจารย์ได้จริงๆ!
พรสวรรค์ระดับ A บวกกับพลังการต่อสู้ระดับปรมาจารย์ยุทธ หมายความว่าแม้จะมองในระดับจักรวรรดิ เจียงหานก็ถือเป็นอัจฉริยะตัวจริง มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้สบาย
"ได้เวลาแล้วล่ะ หาที่ร่มๆ ก่อไฟทำอาหารกันเถอะ กินเสร็จแล้วค่อยเดินทางต่อ"
ลุงหลงเป็นคนตัดสินใจ เจียงหานและคนอื่นๆ ก็ทำตามอย่างว่าง่าย
หลายทศวรรษที่มนุษย์แทบไม่เข้ามารบกวน ทำให้ระบบนิเวศในเขตทุรกันดารฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์
ต้นไม้สูงใหญ่มีอยู่ทั่วไป เจียงหานไม่จำเป็นต้องใช้ไฟแช็ก แค่รวบรวมฟืนแห้งมาก็พอ
ลูกไฟลุกโชนขึ้นจากมือของลุงหู เมื่อเขาโยนมันใส่กองฟืน ไฟก็ลุกพรึบขึ้นทันที
ทีมนี้มีสมาชิกห้าคน พรสวรรค์ที่ลุงหลงปลุกได้คือระดับ A 'ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์' เมื่อพรสวรรค์ทำงาน พละกำลัง ร่างกาย และความว่องไวจะได้รับโบนัสเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง ต่างจาก 'โจมตีจุดตาย' ของเจียงหาน พรสวรรค์ของลุงหลงจะคงอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่แค่การโจมตีครั้งเดียว
พรสวรรค์ของลุงหูคือระดับ B 'ธาตุไฟ' ทำให้เขาสามารถควบแน่นธาตุไฟได้ อย่างการเสกลูกไฟเมื่อครู่ก็เป็นการใช้งานพื้นฐานที่สุด
พรสวรรค์ของลุงเตาคือระดับ B 'ความเร็วเหนือแสง' ซึ่งเจียงหานได้เห็นกับตามาแล้ว
ส่วนพรสวรรค์ของลุงจ้าวคือ 'สัมผัสอันตราย' เป็นพรสวรรค์ที่ดูลึกลับหน่อยๆ มันไร้ประโยชน์ในเมือง แต่ในเขตทุรกันดาร เมื่อพรสวรรค์นี้ทำงาน นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังเจอปัญหาใหญ่
ดูเหมือนว่าคราวที่แล้วที่ทีมลุงหลงถอยกลับมาได้ ก็เพราะการแจ้งเตือนล่วงหน้าของลุงจ้าวนี่เอง
สำหรับลุงหลี่ที่กำลังพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล พรสวรรค์ของเขาคือระดับ B 'ตาทิพย์'
คล้ายคลึงกับ 'เนตรหยั่งรู้' ของเจียงหาน แต่ลุงหลี่ทำได้แค่มองเห็นได้ไกลกว่า ไม่สามารถมองทะลุจุดอ่อนของศัตรูได้เหมือนเจียงหาน
การจัดทีมแบบนี้ถือเป็นมาตรฐานในเขตทุรกันดาร
เมื่อบุก ลุงหลงจะเป็นทัพหน้า เมื่อถอย ลุงหูสามารถใช้ไฟสกัดกั้นเส้นทาง และยังมีลุงจ้าวคอยระวังภัยล่วงหน้า
คนที่กล้าเข้ามาในเขตทุรกันดารนานนับสิบปี ล้วนมีทีเด็ดของตัวเองทั้งนั้น
เจียงหานถือมีดปังตอที่พ่อทิ้งไว้ให้ แล้วเริ่มแล่หนังงูหลามหัวเพลิง
การเดินทางครั้งนี้ เจียงหานและคนอื่นๆ ไม่ได้พกเนื้อสัตว์มาด้วย มีเพียงเครื่องปรุงและอาหารหลักเท่านั้น
สัตว์อสูรในเขตทุรกันดารมีมากมาย ฆ่าตัวไหนก็ได้กินตัวนั้น
แถมเนื้อของสัตว์อสูรส่วนใหญ่ยังนุ่มและอร่อยกว่าสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม แถมขายได้ราคาสูงกว่าด้วย แต่เพราะเขตทุรกันดารอันตรายเกินไป ผู้ฝึกยุทธจึงไม่ค่อยแบกซากสัตว์อสูรทั้งตัวกลับไปนัก
เว้นแต่จะมีโรงแรมระดับดาวมาจ้างวานเป็นครั้งคราว ให้ผู้ฝึกยุทธเข้าไปล่าสัตว์อสูรเนื้อดีกลับไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ ดาบยาวที่เจียงหานซื้อจากตลาดวัสดุพิเศษแทบจะฟันงูหลามหัวเพลิงไม่เข้า แต่มีดปังตอเล่มนี้กลับเฉือนหนังที่เหนียวทนทานของมันได้อย่างง่ายดาย เพียงตวัดทีเดียว หนังงูก็ขาดออกจากกัน
เล่นเอาเจียงหานชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ
ให้ตายเถอะ นี่มันมีดปังตอที่เขาใช้มาเป็นสิบปีจริงเหรอเนี่ย?
แต่การค้นพบนี้ แม้จะน่าเซอร์ไพรส์ แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์ในการใช้งานจริงเท่าไหร่
ยังไงเขาก็คงไม่เอามีดปังตอไปไล่ฟันสัตว์อสูรหรอกจริงไหม?
เจียงหานยังห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองอยู่บ้าง
เขาลวกเนื้อในน้ำเย็น ช้อนฟองออก แล้วนำไปล้างให้สะอาด ก่อนจะนำไปผัด
ท่วงท่าของเขาลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ระหว่างทำอาหาร เขายังเผลอทริกเกอร์ 'โจมตีจุดตาย' ไปหลายครั้ง ได้ค่าประสบการณ์มาอีกสิบกว่าแต้ม
เนื้องูหลามหัวเพลิงอร่อยกว่าที่เจียงหานจินตนาการไว้มาก
มันนุ่มและสดมาก
ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่ลุงหลงและคนอื่นๆ ก็แทะกินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนปากมันแผล็บ
ลุงหูถึงกับอุทาน "เข้าป่านี่มันต้องมีพ่อครัวจริงๆ ด้วยแฮะ"
"ไม่งั้นฆ่าสัตว์อสูรไปตั้งเยอะก็เสียของเปล่าๆ"
"ปกติต้องไปกินตามโรงแรมหรูๆ ถึงจะได้กินเนื้อสัตว์อสูร แถมแพงหูฉี่"
"ตอนนี้ดีชะมัด อยากกินอะไรก็เลือกฆ่าเอาเลย"
"ชีวิตดี๊ดี ขาดก็แต่เหล้าสักหน่อย"
ได้ยินเสียงบ่นของลุงหู เจียงหานก็พลิกฝ่ามือเงียบๆ ขวดเหล้าขาวเกรดพรีเมียมปรากฏขึ้นในมือ
"ผมซื้อมาสองสามขวดก่อนออกเดินทาง พวกลุงแบ่งกันดื่มเถอะครับ"
เจียงหานพูดอู้อี้เพราะเคี้ยวเนื้องูอยู่เต็มปาก
ตาลุงหูลุกวาวทันทีเมื่อเห็นขวดเหล้าในมือเจียงหาน
"เจ้าเด็กนี่! ไม่เสียแรงที่เอ็นดู"
รับเหล้ามาจากเจียงหาน ลุงหูก็เปิดฝากระดกอึกใหญ่ ก่อนจะส่งต่อให้ลุงหลง
ลุงหลงก็ไม่ปฏิเสธ สัตว์อสูรที่เจอตอนนี้เลเวลไม่สูงนัก แม้แต่เจียงหานยังจัดการได้สบาย ไม่จำเป็นต้องระวังตัวแจตลอดเวลา เดี๋ยวจะเหนื่อยเปล่า
ขวดเหล้าถูกเวียนไปรอบวง แม้แต่ลุงเตาที่บาดเจ็บยังอดใจไม่ไหวขอจิบไปสองอึก จนสุดท้ายก็วนมาถึงเจียงหาน
มองดูขวดที่เกือบจะว่างเปล่า เจียงหานนึกย้อนไปถึงตอนที่นั่งดื่มกับพ่อครั้งล่าสุด เขาจึงส่ายหน้า "พวกลุงดื่มเถอะครับ ผมดื่มน้ำเปล่าดีกว่า"
ลุงหูและคนอื่นๆ ยิ้มให้กันและไม่คะยั้นคะยอต่อ
เมื่ออิ่มหนำสำราญ พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ
เนื่องจากมีสัตว์อสูรมาขวางทางเป็นระยะ ระยะทางที่ทำได้จริงในวันนี้จึงสั้นกว่าที่เจียงหานคิดไว้มาก
ตั้งแต่สิบโมงเช้าจนถึงสามทุ่มที่พระอาทิตย์ตกดิน ทั้งกลุ่มเดินทางได้แค่ร้อยกว่ากิโลเมตรเท่านั้น
"ตอนกลางคืนพวกสัตว์อสูรมีพิษจะออกมาหากิน ไม่เหมาะกับการเดินทาง พักตรงนี้แหละ"
"เหล่าจ้าว ไปโรยผงกำมะถันรอบๆ หน่อย เจียงหานเฝ้ายามกะแรก ปลุกลุงหูตอนห้าทุ่ม"
"เหล่าหวัง คืนนี้นายไม่ต้องตื่น พักผ่อนให้เต็มที่"
ลุงหลงจัดตารางเวรยาม โดยให้เจียงหานเริ่มเป็นคนแรก
นี่คือการจัดการที่ดีที่สุดแล้ว
นิสัยการอ่านหนังสือดึกๆ ทำให้เจียงหานไม่มีนาฬิกาชีวิตที่จะหลับแต่หัวค่ำ แทนที่จะต้องตื่นขึ้นมากลางดึก สู้เฝ้ายามกะแรกไปเลยดีกว่า
เจียงหานนั่งขัดสมาธิบนพื้น เข้าสู่สภาวะบำเพ็ญเพียร
การบำเพ็ญเพียรช่วยฟื้นฟูพลังงานได้เช่นกัน เพียงแต่ไม่โดยตรงเท่ากับการนอนหลับ
ท้องฟ้ามืดสนิท มีเพียงแสงดาวระยิบระยับ ดวงจันทร์ยังไม่ลอยสูง แสงสว่างจึงเลือนราง
แต่สำหรับเจียงหาน นั่นไม่ใช่ปัญหา
เขาจะลืมตาขึ้นมาเป็นระยะ แล้วใช้ 'เนตรหยั่งรู้' กวาดมองไปรอบๆ
จากนั้นก็ฟังเสียงจิ้งหรีดเรไร แล้วหลับตาบำเพ็ญเพียรต่อ
ช่างแตกต่างจากการต่อสู้เมื่อตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง เขตทุรกันดารในยามนี้ดูสงบเงียบจนเกินไป
ทว่าภายใต้ความสงบนั้น อันตรายกำลังคืบคลานเข้ามา
"บรู๊ววว..."
เสียงหมาป่าหอนยาวทำเอาลุงหลงและคนอื่นๆ ที่กำลังหลับสนิทสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
"เสียงหอนนั่นมัน... หมาป่าโลกันตร์!"