- หน้าแรก
- ผู้นำคนสุดท้าย
- ตอนที่ 13 ตั้งกฎระเบียบ
ตอนที่ 13 ตั้งกฎระเบียบ
ตอนที่ 13 ตั้งกฎระเบียบ
เช้าวันถัดมา ทันทีที่กู้เฉิงหยวนตื่นนอนและล้างหน้าแต่งตัวเสร็จ พู่กวงเฉียงผู้เตรียมตัวเรียบร้อยก็มารายงานข่าวเกี่ยวกับผู้รอดชีวิตในมหาวิทยาลัย
“ท่านผู้การ ทหารยามรายงานว่าเมื่อคืนมีนักศึกษาสิบสองคนวิ่งมาที่หอพัก เป็นชายแปดหญิงสี่ มาขอเข้าร่วมกับพวกเรา”
กู้เฉิงหยวนฟังแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจนัก ท้ายที่สุดแล้วเมื่อคืนเสียงดังไม่น้อย จะมีนักศึกษาที่ตื่นตระหนกมาขอความคุ้มครองก็ถือเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่มีใครมาเลยสิถึงจะแปลก
“นายไปเรียกนักศึกษาพวกนั้นมารวมตัว แล้วก็เรียกไช่อันซินกับพวกเขามาด้วย สิบนาทีให้ไปรวมที่โถงชั้นหนึ่ง ฉันมีเรื่องจะพูด”
“รับคำสั่ง!ไ
สิบห้านาทีถัดมา ภายในโถงชั้นล่าง นักเรียนทั้งสิบสองคนที่เพิ่งมาใหม่ แต่ละคนก็แสดงอาการแตกต่างกันไป บางคนก็แววตาตื่นกลัว บางคนก็สับสน ส่วนอีกไม่กี่คนกลับดูไม่พอใจ พลางบ่นพึมพำอยู่ตลอดเวลา
แต่กลุ่มของไช่อันซินกลับเงียบสงบกว่ามาก เลขาและคนขับรถของเขายืนเงียบอยู่เบื้องหลังอย่างมีวินัย
ไช่อันซินเองก็มีสีหน้าสงบเงียบ คอยสังเกตผู้คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาอย่างเงียบ ๆ ราวกับกำลังประเมินบางสิ่งในใจ
แกรก แกรก แกรก…
เมื่อเสียงรองเท้าทหารที่ก้าวอย่างมีจังหวะดังขึ้น
ทุกคนก็พากันหันไปทางบันไดโดยไม่ได้นัดหมาย
แล้วพวกเขาก็ได้เห็นร่างของกู้เฉิงหยวนในเครื่องแบบรบที่เรียบร้อย ดูสง่างาม ผึ่งผาย ใบหน้าเย็นชาหล่อเหลา เดินนำพู่กวงเฉียงผู้ติดอาวุธครบมือพร้อมปืนลูกซองมาอย่างมั่นคง
เมื่อเห็นเครื่องหมายยศ “หนึ่งขีด สามดาว” บนไหล่ของกู้เฉิงหยวน ชายบางคนที่เคยเป็นทหารต่างแสดงความประหลาดใจออกมา ส่วนชายอื่น ๆ แม้ไม่รู้ความหมายของยศก็ตาม แต่ก็คิดว่าเขาดูเท่มาก
หญิงสาวทั้งสี่คนไม่พูดไม่จาใด ๆ แต่อย่างน้อยแววตาของพวกเธอก็ดูเปล่งประกายขึ้นกว่าก่อนหน้า
“สวัสดีทุกคน ฉันคือหัวหน้าหน่วยจู่โจมหน่วยนี้ ชื่อของฉันคือกู้เฉิงหยวน!”
“ตอนนี้ทุกคนก็คงรู้ดีว่าโลกใบนี้กลายเป็นอะไรไปแล้ว! เพราะฉะนั้นฉันจะไม่พูดมากให้เสียเวลา!”
“ขอบใจทุกคนที่ไว้ใจกล้ามามอบชีวิตให้เราเป็นผู้ดูแล ฉันก็ย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยของทุกคนอย่างชอบธรรม”
เมื่อได้ยินคำสัญญานี้ ดวงตาของผู้คนก็สว่างวาบขึ้นทันที การที่พวกเขายอมเสี่ยงตายมาถึงอพาร์ตเมนต์หมายเลข 22 ตอนกลางคืน ไม่ใช่ก็เพื่อรอฟังคำนี้หรอกหรือ?
“เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยของทุกคน เราจึงต้องมีการตั้งกฎระเบียบให้ชัดเจน”
ข้อหนึ่ง: ชายหญิงแยกชั้นกันอยู่ ห้ามขึ้นลงข้ามชั้น!
ข้อสอง: ใช้การควบคุมแบบทหาร ทุกการเคลื่อนไหวต้องฟังคำสั่ง ยอมรับคำสั่งโดยสมบูรณ์!
ข้อสาม: โลกาวินาศทำให้อาหารกลายเป็นของล้ำค่า เราจะใช้ระบบแจกจ่ายขั้นต่ำเท่าที่จำเป็น ส่วนอาหารที่เกินจากระดับประกันจะใช้ระบบแบ่งตามแรงงาน ทำมากได้มาก ไม่ทำก็ไม่ได้!
ข้อสี่: เพราะกำลังคนยังน้อย หน่วยของเรายังมีภารกิจสำคัญอื่น ๆ อีก ดังนั้นกลุ่มผู้รอดชีวิตจะถูกจัดการโดยคุณไช่เป็นการชั่วคราว ทคุณไช่เป็นประธานบริษัทหงถูกรุ๊ป ทุกคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง ดังนั้นในเรื่องความสามารถด้านการจัดการ ขอให้วางใจ
ในเรื่องนี้ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือกับคุณไช่ และคุณไช่เองก็ลำบากหน่อย หากกระบวนการจัดการใด ๆ มีปัญหา ทุกคนสามารถมาร้องเรียนกับฉันได้”
“ตอนนี้มีเพียงเท่านี้ หลังจากนี้จะค่อย ๆ ปรับปรุงเพื่อให้ดูแลทุกคนได้ดียิ่งขึ้น!”
เมื่อกู้เฉิงหยวนประกาศกฎออกไปทีละข้อ สีหน้าของคนบางส่วนในกลุ่มก็เริ่มแสดงความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนเมื่อเขาพูดจบ ชายร่างผอมสูงคนหนึ่งที่สวมแว่นก็อดทนไม่ไหว เอ่ยขึ้นทันที
“ผู้กองกู้ ผมรู้สึกว่ามีปัญหา! จากที่คุณพูดมา อำนาจของทหารดูจะมากเกินไป พวกเราเป็นนักศึกษา ไม่ใช่ทหารของคุณ สมัยนี้เป็นยุคประชาธิปไตย!”
“อำนาจเบ็ดเสร็จจะนำไปสู่การคอร์รัปชันเบ็ดเสร็จ! ผมคิดว่าควรมีการตรวจสอบอำนาจ! ผมขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมการนักเรียนขึ้นเป็นหน่วยตรวจสอบอิสระ ทำหน้าที่ควบคุมการใช้อำนาจ!”
เมื่อชายผอมแว่นกล่าวจบ ผู้คนบางส่วนที่ฟังอยู่ก็เหมือนได้ช่องทางระบายทันที พากันพูดเสริมขึ้นมา
“ใช่เลย!”
“พวกเราก็ไม่ใช่ทหาร ทำไมต้องให้เชื่อฟังคำสั่งอย่างไม่มีข้อแม้? ถ้าสั่งให้ไปตาย เราก็ต้องไปหรือ?”
“กองทัพมีไว้เพื่อคุ้มครองพวกเราไม่ใช่หรือ?”
บรรยากาศเริ่มคุกรุ่นขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่กู้เฉิงหยวนจะได้ตอบ ไช่อันซินก็รีบก้าวออกมายืนกลางกลุ่ม เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น
“ทุกคน โปรดสงบก่อน ให้ฉันพูดอะไรสักสองสามประโยคเถิด”
“ทุกคนล้วนเป็นคนมีการศึกษา มีความคิดและความสามารถ ฉันข้าใจสิ่งที่ทุกคนพูดเป็นอย่างดี! อำนาจนั้นย่อมต้องมีการตรวจสอบ!”
“แต่ตอนนี้โลกอยู่ในยุคแห่งความโกลาหล พวกเจ้าคงเคยได้ยินคำที่ว่า ‘ยุคปั่นป่วนต้องใช้กฎอันเข้มงวด’! หากในยุคเช่นนี้เรายังเก็บดาบเข้าฝัก ลดความเกรงขามต่อผู้ก่อความวุ่นวาย ก็มีแต่จะนำพาความโกลาหลที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม!”
“ดังนั้นฉันขอเสนอ หากพวกคุณเป็นห่วงว่าสิทธิ์ของพวกคุณจะไม่ได้รับการคุ้มครอง และอยากตั้งองค์กรตรวจสอบ ก็ให้ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบฉันก็แล้วกัน!”
“ยังไงฉันก็เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อการบริหารจัดการทุกคนที่นี่!”
“ส่วนทหารเป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะโดยหลักการหรือโดยเหตุผล พวกเราก็ไม่มีอำนาจใดไปตรวจสอบได้อยู่แล้ว!”
“อีกทั้ง ความร่วมมือระหว่างทหารกับประชาชนก็เป็นขนบประเพณีของต้าจวินรามาแต่ไหนแต่ไร แล้วในยามวิกฤตของชาติ ทุกคนล้วนมีหน้าที่และภาระรับผิดชอบต่อการรับการเกณฑ์!”
เมื่อคำพูดของไช่อันซินจบลง ชายผอมแว่นก็คลายคิ้วที่ขมวดแน่นลงช้า ๆ ดูเหมือนว่าเขาจะถูกชักจูงสำเร็จแล้ว
“ท่านประธานไช่ คุณพูดมีเหตุมีผลมาก ในยามบ้านเมืองคับขัน ทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียสละ ผมยินดีสละแรงกายแรงใจ เพื่อนำพาประเทศและเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยให้ผ่านพ้นไปให้ได้!”
“ก่อนหน้านี้ผมเคยเป็นหัวหน้าแผนกวินัยนักษึกษาของสภานักศึกษา หากมีผู้ใดต้องการช่วยงาน ก็มาเข้าร่วมกับผมเพื่อจัดตั้งองค์กรที่คุ้มครองสิทธิ์ของทุกคนเถอะ!”
ชายสองคนที่เคยเห็นด้วยก่อนหน้านี้รีบยกมือพร้อมพูดขึ้นว่า
“ฉันยินดี!”
“ฉันยินดีร่วมมือกับหัวหน้าลู่ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของพวกเรา”
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ไช่อันซินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร เพียงหันไปมองกู้เฉิงหยวน
ส่วนกู้เฉิงหยวนก็ไม่ได้กล่าวความเห็นใด ๆ ราวกับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้น เขาเพียงแค่ปรบมือเบา ๆ แล้วกล่าวว่า
“ในเมื่อพวกคุณได้หารือกันและตกลงกันได้แล้ว เรื่องรายละเอียดก็แล้วแต่พวกคุณ ฉันจะไม่แทรกแซง ให้สิทธิ์ในการจัดการเอง”
“แต่อะไรที่กล่าวไปแล้วนั่นคือ ‘กฎแข็ง’ จำต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ในยุคโลกาวินาศนี้ ขอให้พวกคุณรู้จักประเมินตน!”
“หากผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติภารกิจของทหาร อย่าโทษว่าฉันใช้กฎทหารลงโทษ!”
ประโยคสุดท้ายนี้คือคำขู่โต้ง ๆ และกู้เฉิงหยวนกล่าวด้วยท่าทีจริงจังอย่างยิ่ง
ไช่อันซินและลู่เซิงฝู ชายผอมแว่นต่างก็รีบพยักหน้า รับปากว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและไม่ขัดขวางงานของทหารเด็ดขาด
เมื่อเห็นเช่นนั้น กู้เฉิงหยวนก็ไม่เสียเวลาอีกต่อไป หลังจากสั่งให้พวกเขาไปจัดระเบียบงานด้านสนับสนุนแล้ว เขาก็หมุนตัวออกไปขึ้นรถ
ส่วนเสียงเรียกร้องเรื่อง “ระบอบทหารไม่เป็นประชาธิปไตย” และ “จำกัดเสรีภาพ” เมื่อครู่ ก็พลันหายเงียบไปอย่างน่าอัศจรรย์
ลู่เซิงฝูในตอนแรกก็เป็นตัวแทนของความคิดแบบนักศึกษาทั่วไป เปิดปากก็เสรีภาพ ปิดปากก็สิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล
แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ เมื่อได้ยินคำว่า “ยุคปั่นป่วนต้องใช้กฎอันเข้มงวด” จากไช่อันซิน เขาก็ตกใจขึ้นมาทันที แล้วก็ตั้งสติได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ใช่แล้ว เวลานี้ไม่ใช่ยุคสงบสุข หากยังทำตัวเป็นเป้าออกหน้า อาจจะกลายเป็นไก่ตัวแรกที่โดนเชือด
เขาจึงรีบพลิกแพลงความคิด หยิบเอาความพยายามของไช่อันซินที่อยากเบี่ยงประเด็นไปยังตัวเอง เพื่อช่วยให้กู้เฉิงหยวนไม่ต้องลำบากใจ กลายเป็นช่องทางตีสนิทและแสวงหาอำนาจ
ในฝั่งของไช่อันซิน เขาเองก็มั่นใจว่าผู้มีอำนาจและหลักการแน่นหนาเช่นกู้เฉิงหยวนนั้นจะไม่มีวันยอมอ่อนข้อให้กลุ่มนักศึกษา เพราะนั่นจะทำลายความน่าเกรงขามของตน
ดังนั้นการที่เขายื่นมือเข้าช่วยตรงนี้ นอกจากจะทำให้ตนดูเป็นคนรู้ความเหมาะสม จนได้รับความเชื่อถือแล้ว ยังช่วยให้กู้เฉิงหยวนมองกลุ่มนักศึกษาเป็นพวก “ไม่รู้คุณค่าความดี” แล้วตอบโต้กลับอย่างเข้มงวด ยิ่งเสริมบารมีให้ตนเองมากขึ้นไปอีก
หากต่อไปนักศึกษาคิดต่อต้านตน ก็จะรู้สึกว่ากำลังต่อต้านกองทัพโดยอ้อม
ทว่ากู้เฉิงหยวนเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ชัดเจน ลู่เซิงฝูนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบแยบยล แม้จะมีท่าทีดีงาม แต่เขาเองก็ไม่ชอบใจ
แต่การที่ลู่เซิงฝูกระโจนออกมานั้น กลับทำให้กู้เฉิงหยวนมองเห็นวิธีอีกอย่างหนึ่ง คือการปล่อยให้ผู้รอดชีวิตมีสมดุลอำนาจภายใน แล้วตัวเองทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินอยู่ตรงกลาง
ในรูปแบบเช่นนี้ ทั้งสองฝ่ายกลับจะยิ่งพยายามทำตามคำสั่งของเขาอย่างเต็มที่ ยิ่งลดเส้นแบ่งระหว่างคำสั่งกับการเชื่อฟัง
ราวกับแข่งขันกันเป็น “หมาน้อยที่จงรักภักดี” ใครตามไม่ทัน หรือใครเสียความโปรดปราน ก็จะถูกคัดทิ้งไปเอง
หากจะรับมือกับคนที่หัวแข็งดื้อด้าน ก็จงมอบอำนาจให้เขา เมื่อเขากลายจากวีรบุรุษเป็นมังกรร้ายแล้ว เขาจะเป็นผู้ที่คอยปกป้องระเบียบของมังกรร้ายเสียเอง
เหมือนที่คนหนุ่มสาวกล่าวกันเรื่อง “ปฏิรูปในที่ทำงาน” ก็เพียงเพราะพวกเขายังไม่ได้รับประโยชน์จากระบบ
แต่เมื่อพวกเขาค่อย ๆ กลายเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ในระบบนี้แล้ว ก็จะเหมือนกับลู่เซิงฝู กลายจากผู้คัดค้านเป็นผู้ปกป้องเสียเอง!
ยิ่งไปกว่านั้น กู้เฉิงหยวนก็ไม่มีใจจะมานั่งจัดการผู้รอดชีวิตเหล่านี้แต่แรกอยู่แล้ว ขอแค่พัฒนาหน่วยรบให้เข้มแข็ง ทุกเล่ห์กลทั้งปวงก็ล้วนเป็นไก่ฟ้าในพงหญ้า!
ตราบใดที่ยึดปืนไว้ในมือ ก็ยึดคำพูดเด็ดขาดไว้ในกำมือด้วย!
…………………