- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 316 แล้วข้าทำผิดอันใด
ตอนที่ 316 แล้วข้าทำผิดอันใด
ตอนที่ 316 แล้วข้าทำผิดอันใด
ใบหน้าหล่อเหลาของอินซือเยี่ยนมืดครึ้มลง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"คนที่พวกเราอยากสังหาร มีเพียงต้วนจื้อหมิงเท่านั้น เพราะมันจงใจผลักพวกพ้องของพวกเรา จนทำให้สหายของข้าต้องตายอย่างน่าอนาถ ข้าอยากฆ่ามันเพื่อล้างแค้น แล้วข้าทำผิดอันใด?"
ผู้คนเมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปอย่างซับซ้อน
หากความจริงเป็นเช่นนั้น การที่พวกเขาต้องการฆ่าต้วนจื้อหมิงก็นับเป็นเรื่องปกติ
เซี่ยโหวเหว่ยถึงกับพูดไม่ออก เขาอยากจะบอกว่าเสิ่นเยียนมีจิตสังหารต่อตนเอง แต่ทว่าเมื่อสายตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างของเสิ่นเยียน ก็พบว่านางมีท่าทีเย็นชาและเรียบเฉย ไม่มีความผิดปกติใดๆ
เด็กหนุ่มอิ๋งฉีเก็บกระบี่ยาวลงพลางกล่าว
"เซี่ยโหวเหว่ย หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง พวกเราก็ไม่สมควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความแค้นระหว่างพวกเขา"
"พวกมันใส่ร้ายข้า!"
ต้วนจื้อหมิงกุมหน้าอกที่ถูกแทงด้วยกระบี่เอาไว้ ความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าของเขาซีดเขียว แต่เขาก็ยังคงยืนกรานว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเหลียนเสวี่ยเฟิง
เหยียนเหยาเริ่มมีท่าทีหมดความอดทน
"ในเมื่อคนก็ตายไปแล้ว พวกเรายังมีภาระหน้าที่สำคัญต้องซ่อมแซมปราการสวรรค์ เรื่องนี้เอาไว้ค่อยสะสางหลังจากออกจากแดนจิ้นซวีเถิด! ยิ่งไปกว่านั้น..."
สายตาของนางจับจ้องไปที่อินซือเยี่ยนและเสิ่นเยียน กล่าววาจาคล้ายยิ้มคล้ายเยาะว่า
"ต้วนจื้อหมิงเป็นถึงหลานชายของผู้อาวุโสใหญ่แห่งกุยหยวนจงเหมิง พวกเจ้ามีสิทธิ์กำหนดความเป็นความตายของเขาหรือ? ต่อให้พวกเจ้าฆ่าเขาตอนนี้ ออกไปข้างนอกพวกเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี!"
ถ้อยคำนี้ช่างพูดออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา
อินซือเยี่ยนหลุบตาลง พยายามข่มกลั้นอารมณ์บางอย่างเอาไว้
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มผมแดงก็พุ่งเข้ามา ด่าทอเสียงดัง
"รังแกกันเกินไปแล้ว! ช่างรังแกกันเกินไปแล้วจริงๆ! ต้วนจื้อหมิงเป็นตัวน่าขยะแขยง เจ้าเองก็น่าขยะแขยงพอกัน!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเหยียนเหยาก็ดูย่ำแย่ขึ้นมาทันที ขณะที่นางกำลังจะสะบัดแส้ยาวฟาดใส่เด็กหนุ่มผมแดงผู้นั้น แส้ยาวกลับบิดเบี้ยวอยู่กลางอากาศ เมื่อมองดูให้ดี จึงเห็นว่าเป็นด้ายวิญญาณกึ่งโปร่งใสที่พันธนาการแส้เอาไว้
เหยียนเหยาตระหนกตกใจเล็กน้อย
เสิ่นเยียนขวางจูเก๋อโย่วหลินที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านไว้ แล้วยิ้มกล่าวว่า
"หากคนในกลุ่มของพวกเจ้าสักคนถูกต้วนจื้อหมิงทำร้ายจนตาย พวกเจ้าก็คงทำได้เพียง น้อมรับด้วยความยินดีกระมัง เพราะถึงอย่างไร การล้างแค้นก็จะนำภัยมาสู่ครอบครัวนี่นะ"
ผู้คนต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป ภายในใจเริ่มรู้สึกต่อต้านคำพูดของเหยียนเหยาอยู่ลางๆ
และยิ่งไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้กับต้วนจื้อหมิงที่ลอบกัดทำร้ายผู้อื่นลับหลังผู้นี้แม้แต่น้อย
เสิ่นเยียนหัวเราะเบาๆ
"ก็ได้ พวกเราไม่ฆ่าเขา เช่นนั้นก็คอยดูเถิดว่า เขาจะมีปัญญาเอาชีวิตรอดในแดนจิ้นซวีต่อไปได้หรือไม่"
กล่าวจบ นางก็หันหลังกลับ เงยหน้ามองอินซือเยี่ยนแวบหนึ่ง แสร้งทำเป็นส่งกระแสเสียงอย่างไม่ตั้งใจว่า
"ศิษย์พี่อิน อยากให้ต้วนจื้อหมิงตายนั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัว"
อินซือเยี่ยนรับฟังคำพูดนั้น
เขาค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง เงยหน้ามองเซี่ยโหวเหว่ยแล้วเอ่ยถาม
"เซี่ยโหวเหว่ย กลุ่มเซียวเหยาของพวกเจ้าแน่ใจนะว่าจะแยกทางกับกลุ่มทิศตะวันตกของพวกเรา?"
แยกทางหรือ?!
ผู้คนต่างตกตะลึง
เซี่ยโหวเหว่ยหันไปมองเหยียนเหยาและอิ๋งฉี กล่าวว่า
“ข้าจะเข้าร่วมกลุ่มกับพวกเจ้า ส่วนภารกิจซ่อมแซมปราการสวรรค์ทิศตะวันตก ก็ให้พวกเขาไปทำกันเองเถิด”
คนของกลุ่มทิศใต้ได้ยินดังนั้น ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ในใจของพวกเขาไม่ค่อยอยากจะร่วมกลุ่มกับกลุ่มเซียวเหยาของเซี่ยโหวเหว่ยเท่าไรนัก
"ข้าคิดว่าไม่มีปัญหา"
เหยียนเหยาพยักหน้า จากนั้นหันไปมองอิ๋งฉี
"อิ๋งฉี เจ้าคิดเห็นอย่างไร?"
อิ๋งฉีทำท่าทางครุ่นคิด ไม่ได้ตอบรับในทันที
เมื่อได้ยินว่าเซี่ยโหวเหว่ยเป็นฝ่ายขอไปจับกลุ่มกับกลุ่มอื่นเอง อินซือเยี่ยนจึงหันมากล่าวกับเสิ่นเยียน
"ศิษย์น้องเสิ่น พวกเราพักผ่อนกันสักครู่ แล้วค่อยไปซ่อมแซมปราการสวรรค์ทิศตะวันตก"
"ตกลง"
เสิ่นเยียนรับคำ
แต่ทว่าในขณะที่เสิ่นเยียนกำลังจะก้าวเท้าเดิน เสียงทุ้มไพเราะดั่งสายน้ำก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง "แม่นางเสิ่น โปรดระงับฝีเท้าก่อน"
เสิ่นเยียนหันกลับไปมองผู้มาเยือน
ชายหนุ่มถือร่มกระดาษสีฟ้าอ่อน ใบหน้าที่ตกอยู่ในร่มเงายังคงขาวผ่องดุจหยกเย็น รูปโฉมของเขาช่างงดงามยิ่งนัก ดวงตาและคิ้วดูเยือกเย็น เพียงแต่บนใบหน้าเจือความซีดเซียวอยู่บ้าง
เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า
"แม่นางเสิ่น ข้ามีเรื่องอยากสอบถามเจ้าสักหน่อย จะสะดวกหรือไม่?"
เสิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย นางกับ อาเจ็กเล็ก เนี่ยซวินแห่งเขาหวงซานผู้นี้เคยข้องเกี่ยวกันเพียงแค่ครั้งเดียว เขาจะมีเรื่องอันใดมาถามนาง?
"ได้สิ"
บนใบหน้าอันเยือกเย็นของเนี่ยซวินปรากฏรอยยิ้มจางๆ ประหนึ่งหิมะแรกวสันต์ที่กำลังละลาย ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปเป็นระยะทางหนึ่ง
ก่อนจะหยุดลงในจุดที่ไม่ไกลนัก
ผู้คนทำได้เพียงมองดูแผ่นหลังของทั้งสองที่ยืนเคียงข้างกัน ซึ่งดูเหมาะสมกันอย่างยิ่ง
ไม่มีใครคาดคิดว่าเนี่ยซวินจะเป็นฝ่ายเข้ามาหาเสิ่นเยียน
ใบหน้าของเหยียนเหยามืดครึ้มลง เนี่ยซวินมักจะทำตัวเฉยชากับนางมาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายเข้าหาเสิ่นเยียนก่อน พวกเขามีเรื่องอะไรต้องคุยกันแน่?
อิ๋งฉีกระตุกยิ้มมุมปาก
"ดูท่า เนี่ยซวินจะสนใจในตัวเสิ่นเยียนนะ"
แต่ในใจของเขารู้ดีว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแดนจิ้นซวีชั้นที่สองเมื่อครู่นี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าเสิ่นเยียนผู้นี้จะเป็นคนก่อเรื่อง
เจียวมังกรสีดำขนาดยักษ์ตัวนั้น...
หากไม่ใช่เพราะเจียวมังกรดำตัวนั้นช่วยล่อความสนใจของพวกซากมังกรส่วนใหญ่ออกไป พวกเขาอาจจะต้องจบชีวิตลงในแดนจิ้นซวีชั้นที่สองกันหมดแล้วจริงๆ
ทางด้านนี้
เนี่ยซวินเอ่ยถามเสียงเบา
"เป็นเจ้าที่อัญเชิญเจียวมังกรตัวนั้นออกมาใช่หรือไม่?"
เสิ่นเยียนยอมรับ
"อื้ม"
แต่ประโยคถัดมา กลับทำให้จิตใจของเสิ่นเยียนสั่นสะเทือนเล็กน้อย
"นั่นคือ อูอิ่ง หนึ่งในเจ็ดสัตว์อสูรยุคหงฮวง เจ้าทราบหรือไม่?"
เสิ่นเยียนตวัดสายตามองเขาในทันที
เนี่ยซวินสบตากับนาง
"ดูท่า เจ้าจะรู้อยู่แล้วสินะ"
เขาพูดต่อ
"ในยุคหงฮวงมีเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน ท้ายที่สุด หลังจากผ่านพ้นภัยพิบัติที่ไม่อาจหวนคืน ครั้งนั้นเหลือรอดเพียงสัตว์อสูรเจ็ดตน นอกจากเจียวมังกรอูอิ่งแล้ว ยังมีสัตว์อสูรยุคหงฮวงอีกหกตน"
เสิ่นเยียนรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว นางได้รับรู้มาจากปากของอูอิ่ง เพราะอูอิ่งมักจะเอ่ยถึงวีรกรรมอันรุ่งโรจน์ในอดีตของมันเสมอ
เสิ่นเยียนถามกลับ
"เจ้าตั้งใจมาเพื่อบอกเรื่องนี้กับข้าหรือ?"
สีหน้าของเนี่ยซวินเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเนิบๆ ว่า
"นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคืออยากจะขอให้เจ้าช่วย หากซากมังกรในแดนจิ้นซวีชั้นที่สามเกิดการคลุ้มคลั่งขึ้นมา สถานการณ์ของพวกเราจะตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง ดังนั้น หวังว่าถึงเวลานั้นเจ้าจะอัญเชิญอูอิ่งออกมา ล่อพวกซากมังกรออกไป! เพื่อซื้อเวลาให้พวกเราซ่อมแซมปราการสวรรค์"
"นี่เป็นความต้องการของเจ้าเพียงคนเดียวหรือ?"
เสิ่นเยียนเงยหน้าจ้องเขา
เนี่ยซวินชะงักงัน
ใบหน้าสวยเฉี่ยวเย็นชาของเสิ่นเยียนเจือแววเย้ยหยัน นางกล่าวเน้นทีละคำ
"การที่ข้าให้อูอิ่งไปดึงดูดความสนใจของซากมังกร ลำพังแค่นั้นก็ผลาญพลังวิญญาณของข้าไปมากโขแล้ว ถึงเวลานั้น สถานการณ์ของข้าจะยิ่งยากลำบาก หากข้าพลาดพลั้งตายไป แล้วสิ่งที่ข้าทุ่มเท สิ่งที่ข้าเสียสละ จะมีใครจดจำข้าบ้าง?"
"เนี่ยซวิน ข้าไม่มีจิตวิญญาณที่เสียสละขนาดนั้นหรอกนะ"
ในแดนจิ้นซวีชั้นที่สอง นางให้อูอิ่งล่อซากมังกรออกไปก็เพื่อเอาตัวรอด และเพื่อปกป้องคนของสำนักแดนตะวันตก
การกระทำนั้นเป็นการช่วยเหลืออีกสามกลุ่มอย่างไม่ได้ตั้งใจ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า นางจะต้องคอยปิดทองหลังพระ ยอมเสียสละเพื่อให้คนอื่นได้อยู่อย่างสุขสบายต่อไป
เนี่ยซวินได้ยินวาจานี้ ริมฝีปากเผยอค้าง พูดไม่ออกไปชั่วขณะ ขนตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หลุบตาลงมองเสิ่นเยียน "แม่นางเสิ่น ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องเหนื่อยเปล่า... เมื่อครู่ เป็นข้าเองที่ไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ของเจ้า"
ท้ายที่สุด เขาได้กล่าวเสริมอย่างหนักแน่นว่า "ข้าจะทำให้ทุกคนรับรู้ถึงการเสียสละของเจ้า"
ทันใดนั้น เขาก็หยิบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมา ยื่นไปตรงหน้าเสิ่นเยียน
"แม่นางเสิ่น เรื่องนี้ถือว่าข้าเนี่ยซวินติดค้างน้ำใจเจ้าหนึ่งครั้ง หากวันหน้าเจ้ามีภัย ตราบใดที่ไม่ขัดต่อมโนธรรมของข้า เพียงเจ้านำป้ายคำสั่งนี้มาหาข้า ข้าย่อมต้องช่วยเหลือเจ้าอย่างแน่นอน"