- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 301 เผ่ามังกรบรรพกาล
ตอนที่ 301 เผ่ามังกรบรรพกาล
ตอนที่ 301 เผ่ามังกรบรรพกาล
เฟิงสิงเหยาใช้นิ้วปาดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ไม่เป็นไร"
คนอีกผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น
"นายท่าน สถานที่เช่นนี้จะมีของสิ่งนั้นอยู่จริงๆ หรือขอรับ?"
ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสามต่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดนายท่านของตนถึงต้องมาตามหาสิ่งนั้นในสถานที่แห่งนี้? เพราะของสิ่งนั้นคือสิ่งที่พวกเขากลัว...
"มีสิ"
เฟิงสิงเหยาหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง
"แดนจิ้นซวี เดิมทีคือถิ่นอาศัยของเผ่ามังกรบรรพกาล หลังจากเกิดสงครามความวุ่นวาย เผ่ามังกรบรรพกาลเกือบทั้งหมดได้สิ้นชีพลง ที่แห่งนี้จึงกลายเป็นสุสานของพวกมัน"
แดนจิ้นซวีนั้นเดิมทีเชื่อมต่อกับทวีปกุยหยวน โดยมีสิ่งที่เรียกว่าปราการฟ้าคอยกั้นขวางระหว่างแดนจิ้นซวีกับทวีปกุยหยวน ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดสามชั้น
แม้เผ่ามังกรบรรพกาลจะดับสูญไปแล้ว แต่ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซากศพและเศษเสี้ยววิญญาณของพวกมันถูกน้ำทมิฬแห่งแดนจิ้นซวีปนเปื้อน จึงทำให้เกิดกำเนิดเงาแค้นและวิญญาณแค้น
ขึ้นมา
เหตุที่เงาแค้นและวิญญาณแค้นเหล่านี้แข็งแกร่ง ก็เพราะพวกมันถือกำเนิดมาจากเผ่ามังกรบรรพกาล
ในยุคบรรพกาล สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เรียกว่าแดนจิ้นซวี แต่เรียกว่า... ถ้ำมังกร
และเหล่าอัจฉริยะมากมายจากทวีปกุยหยวนที่เข้ามาในแดนจิ้นซวี ก็เพื่อกำจัดเงาแค้นและวิญญาณแค้น รวมถึงใช้พลังวิญญาณของตนเองไปซ่อมแซมปราการฟ้า
เพราะว่า...
หากปราการฟ้าทั้งสามชั้นพังทลายลง เมื่อนั้นเงาแค้น วิญญาณแค้นจากเผ่ามังกรบรรพกาล รวมถึงน้ำทมิฬ จะทะลักเข้าสู่ทวีปกุยหยวนโดยตรง ถึงเวลานั้น ทวีปกุยหยวนคงต้องประสบกับหายนะจนย่อยยับ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เงาแค้นหรือวิญญาณแค้น แต่คือ... น้ำทมิฬ
น้ำทมิฬ คือสิ่งที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ในปัจจุบันแทบไม่มีใครล่วงรู้ว่าน้ำทมิฬมาจากที่ใด และมันคือสิ่งใดกันแน่?
แต่เฟิงสิงเหยารู้ดีว่า สงครามในยุคบรรพกาลครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับน้ำทมิฬ และดูเหมือนว่าทุกเผ่าพันธุ์ต่างก็บูชาน้ำทมิฬคนละหนึ่งขวด
เผ่ามังกรบรรพกาลเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
น้ำทมิฬสามารถกัดกินสติสัมปชัญญะ เปลี่ยนมนุษย์หรือสัตว์อสูรให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ ไม่ใช่คนไม่ใช่ผี ราวกับสัตว์ประหลาด
และที่ส่วนลึกที่สุดของแดนจิ้นซวี ก็มีน้ำทมิฬอยู่
การที่เฟิงสิงเหยามาที่นี่ในครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อตามหาน้ำทมิฬ แต่เป็นของอีกสิ่งหนึ่ง
ดวงตาของเขาทอประกายลึกล้ำ ก่อนหน้านี้ตอนที่รับมือกับจักรพรรดิเจั่วชวีและพวก เขาได้สละหางไปหนึ่งหาง แม้ร่างกายจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็สังหารคนเหล่านั้นจนหมดสิ้น
ร่างต้นของเขากำลังจำศีลอยู่ในสถานที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง
เนื่องจากเขาเสียหางไปหนึ่งหาง พลังจึงอ่อนโทรมลงมาก เขาจำเป็นต้องตามหาของสิ่งนั้น เพื่อใช้มันในการบำเพ็ญเพียรสร้างหางที่เก้ากลับคืนมา
"ข้างหน้านี้แหละ คือส่วนลึกที่สุดของแดนจิ้นซวี"
เฟิงสิงเหยาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาลึกล้ำ ริมฝีปากขยับเอ่ยแผ่วเบา
...
อีกด้านหนึ่ง
กลุ่มทั้งสิบสองกลุ่มที่ยังคงอยู่ในชั้นที่หนึ่งของแดนจิ้นซวี กำลังถูกเงาแค้นจำนวนนับไม่ถ้วนพัวพันจนขยับไปไหนไม่ได้
"รีบหลบเร็วเข้า!"
ใครบางคนตะโกนลั่น
สิ้นเสียงนั้น สมาชิกชายคนหนึ่งของ กลุ่มเพียวเซียน จากแดนใต้เพียงแค่เผลอใจลอยไปวูบเดียว ก็ถูกเงาแค้นหลายสายพุ่งทะลุผ่านร่างกายอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตา พลังวิญญาณในกายของชายคนนั้นก็ลดฮวบลงไปเกือบเจ็ดส่วน ใบหน้าของเขาซีดเผือด ร่างกายโงนเงนจนเกือบจะทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงกับพื้น
โชคดีที่เพื่อนร่วมกลุ่มของเขาคว้าตัวดึงขึ้นมาได้ทัน แล้วช่วยรับการโจมตีจากเงาแค้นแทน
"รีบกินโอสถฟื้นวิญญาณเร็ว!"
เพื่อนร่วมกลุ่มเร่งเร้า
สมาชิกชายคนนั้นได้สติ รีบหยิบ โอสถฟื้นวิญญาณ ระดับสี่ออกมาหนึ่งเม็ด กลืนลงท้อง สีหน้าของเขาจึงค่อยดูดีขึ้นมาบ้าง
แต่พลังวิญญาณที่สูญเสียไป ไม่ได้เติมเต็มกลับมาได้รวดเร็วปานนั้น
ในขณะเดียวกัน สมาชิกสองคนของ กลุ่มหมิงเย่ว์ จากวิทยาลัยแดนตะวันออก ก็ถูกเงาแค้นพุ่งผ่านร่างและช่วงชิงพลังวิญญาณไปเช่นกัน
หากผู้ใดไม่มีพลังวิญญาณหลงเหลือในกายอีก เงาแค้นเหล่านี้ก็จะฉวยโอกาสเข้ายึดครองร่าง ค่อยๆ เปลี่ยนผู้นั้นให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่มิใช่คนมิใช่ผี แม้แต่วิญญาณก็จะถูกปนเปื้อนและถูกกลืนกินในที่สุด
ดังนั้น กลุ่มต่างๆ ที่เคยมาเยือนที่นี่ ต่างก็เคยเห็นสหายของตนกลายสภาพเป็นสัตว์ประหลาด จากนั้นสหายที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดเหล่านั้นก็จะหันกลับมาทำร้ายพวกเขา
สุดท้าย พวกเขาจึงทำได้เพียงสังหารสหายที่กลายร่างไปแล้ว
ในบรรดากลุ่มทั้งสิบสองกลุ่ม มีเพียง กลุ่มสถาปนาเทพ เท่านั้นที่เคยย่างกรายเข้าสู่ชั้นที่สามของแดนจิ้นซวี และในครั้งนั้นเองที่หัวหน้ากลุ่มสถาปนาเทพได้กลายเป็นสัตว์ประหลาด สมาชิกในกลุ่มไม่อยากสังหารเขา แต่สุดท้ายเขากลับได้สติคืนมาเพียงเสี้ยววินาที และย้อนคมมีดแทงเข้าที่หัวใจของตนเอง
ประโยคสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้คือ
"อยู่กับพวกเจ้าต่อไม่ได้แล้ว... หนีไป!"
กงซุนอวิ้นหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต ขอบตาพลันร้อนผ่าวด้วยความโศกเศร้า นางเงยหน้ามองไปเบื้องหน้า
ผ่านไปสองปีกว่า พวกเขากลุ่มสถาปนาเทพได้กลับมายังแดนจิ้นซวีอีกครั้ง
"ถานหยาง..."
กงซุนอวิ้นพึมพำแผ่วเบา
อดีตหัวหน้ากลุ่มสถาปนาเทพของพวกเขา... ถานหยาง
ถานหยางมีชาติกำเนิดธรรมดา แต่พรสวรรค์ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เขาเป็นคนที่ผู้อำนวยการสวี่เจ๋อรับเข้าวิทยาลัยแดนกลางเป็นกรณีพิเศษ ถานหยางมีรูปโฉมหมดจด นิสัยใจคอเปิดเผยตรงไปตรงมา เขาชอบยิ้มและจิตใจดีงามมาก
ครั้งแรกที่นางได้พบกับเขา จริงๆ แล้วไม่ได้น่าประทับใจนัก
แต่นางค่อยๆ ถูกดึงดูดด้วยบุคลิกของเขา
สุดท้าย นางจึงเข้าร่วมกลุ่มของเขา
กลุ่มสถาปนาเทพ
พวกเขาเคยผ่านอุปสรรคขวากหนาม เคยพิชิตคลื่นลม แต่กลับไม่อาจก้าวข้ามความตายที่พรากจาก
ในใจของนาง ถานหยางคือคนที่เจิดจรัสที่สุด เจิดจรัสยิ่งกว่าสิ่งที่เรียกว่า สามคุณชาย เสียอีก
ถานหยาง หากท่านยังอยู่ ท่านจะอยากพูดอะไรกันนะ?
"พี่อวิ้น ทางซ้าย!"
คนของกลุ่มสถาปนาเทพส่งเสียงเตือน
กงซุนอวิ้นได้สติ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคม ตวาดกระบี่ฟาดฟันไปทางซ้าย พริบตาเดียวเงาแค้นทางซ้ายก็สลายกลายเป็นความว่างเปล่าทันที
กงซุนอวิ้นออกคำสั่งเสียงเข้ม
"บุกไปข้างหน้าสุดกำลัง!"
สิ้นเสียงคำสั่ง สมาชิกกลุ่มสถาปนาเทพก็ขานรับอย่างฮึกเหิม
"ลุย!"
ฝ่ายพันธมิตรอย่าง กลุ่มไก้ซื่อ และ กลุ่มหมิงเย่ว์ เมื่อได้ยินเช่นนั้น จิตวิญญาณการต่อสู้ในใจก็ลุกโชน พวกเขาลงมือรวดเร็ว รุนแรง และแม่นยำยิ่งขึ้น
ชั่วขณะนั้น สามกลุ่มจากแดนตะวันออกจึงพุ่งทะยานขึ้นมาอยู่แนวหน้าสุด
ร่างเงาเคลื่อนที่วูบไหวพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
กลุ่มอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า
ทว่าในเวลานี้ กลุ่มซิิวหลัว กลับรั้งท้ายขบวน
เวินอวี้ชูไม่ได้หยิบพิณโบราณออกมาดีดบรรเลง แต่เขากางเขตแดนพลังจิตขึ้นมาเพื่อต้านทานการโจมตีของเงาแค้น
พลังจิตของเวินอวี้ชูนั้นแข็งแกร่ง การกางเขตแดนป้องกันไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ตอนนี้เขาทำได้แค่ป้องกัน ไม่อาจทำการโจมตีได้
เสิ่นเยียนตวาดกระบี่ไล่เงาแค้นให้แตกกระเจิง หันไปเอ่ยกับเวินอวี้ชูว่า
"เวินอวี้ชู ข้อเสนอที่ข้าบอกเจ้าก่อนหน้านี้ เจ้าลองพิจารณาดูอีกทีเถอะ"
"อะไรนะ?"
เวินอวี้ชูตามไม่ทันชั่วขณะ
เซียวเจ๋อชวนเอ่ยเสริม
"ให้เจ้าวิ่งไปดีดพิณไปไง"
ใบหน้าของเวินอวี้ชูแข็งค้าง
"......"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ข้าล่ะคาดหวังจริงๆ! เวินอวี้ชู เจ้าอย่ามัวแต่ รักศักดิ์ศรีจนต้องทนทุกข์อยู่เลย ถึงเวลาต้องดีดก็ต้องดีด!"
จูเก๋อโย่วหลินหัวเราะร่าพลางใช้พลังวิญญาณควบคุมเส้นด้ายวิญญาณไปด้วย
อวี๋ฉางอิงเอ่ยเย้า
"พี่อวี้ชู น้องหญิงเองก็ตั้งตารออยู่นะจ๊ะ"
เจียงเสวียนเยว่กล่าว
"ครั้งนี้จูเก๋อโย่วหลินพูดไม่ผิด"
เผยอู๋ซูพยักหน้า
"...ข้อเสนอนี้นับว่าน่าพิจารณาจริงๆ"
ฉือเยว่หันมาปรายตามองเวินอวี้ชูแวบหนึ่ง สายตานั้นดูเหมือนจะแฝงความคาดหวังเล็กๆ อยู่ด้วย
"พฤติกรรมเช่นนั้น เวินผู้นี้ทำไม่ได้หรอก"
เวินอวี้ชูยิ้มขื่นอย่างจนใจ
หากเสด็จพ่อของเขาทรงทราบว่าโอรสที่ทรงฟูมฟักมานับสิบปี จู่ๆ มีกิริยาท่าทางปล่อยเนื้อปล่อยตัวไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้ เกรงว่าคงจะแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาเป็นแน่
จูเก๋อโย่วหลินตะโกนเสียงดัง
"อะไรนะ เจ้าตกลงแล้วรึ!"
มุมปากของเวินอวี้ชูกระตุก
"เปล่า..."
เสิ่นเยียนยิ้มบางๆ
"ลองเก็บไปคิดดูให้ดีเถอะ"