เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 301 เผ่ามังกรบรรพกาล

ตอนที่ 301 เผ่ามังกรบรรพกาล

ตอนที่ 301 เผ่ามังกรบรรพกาล


เฟิงสิงเหยาใช้นิ้วปาดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"ไม่เป็นไร"

คนอีกผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น

"นายท่าน สถานที่เช่นนี้จะมีของสิ่งนั้นอยู่จริงๆ หรือขอรับ?"

ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสามต่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดนายท่านของตนถึงต้องมาตามหาสิ่งนั้นในสถานที่แห่งนี้? เพราะของสิ่งนั้นคือสิ่งที่พวกเขากลัว...

"มีสิ"

เฟิงสิงเหยาหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง

"แดนจิ้นซวี เดิมทีคือถิ่นอาศัยของเผ่ามังกรบรรพกาล หลังจากเกิดสงครามความวุ่นวาย เผ่ามังกรบรรพกาลเกือบทั้งหมดได้สิ้นชีพลง ที่แห่งนี้จึงกลายเป็นสุสานของพวกมัน"

แดนจิ้นซวีนั้นเดิมทีเชื่อมต่อกับทวีปกุยหยวน โดยมีสิ่งที่เรียกว่าปราการฟ้าคอยกั้นขวางระหว่างแดนจิ้นซวีกับทวีปกุยหยวน ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดสามชั้น

แม้เผ่ามังกรบรรพกาลจะดับสูญไปแล้ว แต่ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซากศพและเศษเสี้ยววิญญาณของพวกมันถูกน้ำทมิฬแห่งแดนจิ้นซวีปนเปื้อน จึงทำให้เกิดกำเนิดเงาแค้นและวิญญาณแค้น

ขึ้นมา

เหตุที่เงาแค้นและวิญญาณแค้นเหล่านี้แข็งแกร่ง ก็เพราะพวกมันถือกำเนิดมาจากเผ่ามังกรบรรพกาล

ในยุคบรรพกาล สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เรียกว่าแดนจิ้นซวี แต่เรียกว่า... ถ้ำมังกร

และเหล่าอัจฉริยะมากมายจากทวีปกุยหยวนที่เข้ามาในแดนจิ้นซวี ก็เพื่อกำจัดเงาแค้นและวิญญาณแค้น รวมถึงใช้พลังวิญญาณของตนเองไปซ่อมแซมปราการฟ้า

เพราะว่า...

หากปราการฟ้าทั้งสามชั้นพังทลายลง เมื่อนั้นเงาแค้น วิญญาณแค้นจากเผ่ามังกรบรรพกาล รวมถึงน้ำทมิฬ จะทะลักเข้าสู่ทวีปกุยหยวนโดยตรง ถึงเวลานั้น ทวีปกุยหยวนคงต้องประสบกับหายนะจนย่อยยับ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เงาแค้นหรือวิญญาณแค้น แต่คือ... น้ำทมิฬ

น้ำทมิฬ คือสิ่งที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ในปัจจุบันแทบไม่มีใครล่วงรู้ว่าน้ำทมิฬมาจากที่ใด และมันคือสิ่งใดกันแน่?

แต่เฟิงสิงเหยารู้ดีว่า สงครามในยุคบรรพกาลครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับน้ำทมิฬ และดูเหมือนว่าทุกเผ่าพันธุ์ต่างก็บูชาน้ำทมิฬคนละหนึ่งขวด

เผ่ามังกรบรรพกาลเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

น้ำทมิฬสามารถกัดกินสติสัมปชัญญะ เปลี่ยนมนุษย์หรือสัตว์อสูรให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ ไม่ใช่คนไม่ใช่ผี ราวกับสัตว์ประหลาด

และที่ส่วนลึกที่สุดของแดนจิ้นซวี ก็มีน้ำทมิฬอยู่

การที่เฟิงสิงเหยามาที่นี่ในครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อตามหาน้ำทมิฬ แต่เป็นของอีกสิ่งหนึ่ง

ดวงตาของเขาทอประกายลึกล้ำ ก่อนหน้านี้ตอนที่รับมือกับจักรพรรดิเจั่วชวีและพวก เขาได้สละหางไปหนึ่งหาง แม้ร่างกายจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็สังหารคนเหล่านั้นจนหมดสิ้น

ร่างต้นของเขากำลังจำศีลอยู่ในสถานที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง

เนื่องจากเขาเสียหางไปหนึ่งหาง พลังจึงอ่อนโทรมลงมาก เขาจำเป็นต้องตามหาของสิ่งนั้น เพื่อใช้มันในการบำเพ็ญเพียรสร้างหางที่เก้ากลับคืนมา

"ข้างหน้านี้แหละ คือส่วนลึกที่สุดของแดนจิ้นซวี"

เฟิงสิงเหยาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาลึกล้ำ ริมฝีปากขยับเอ่ยแผ่วเบา

...

อีกด้านหนึ่ง

กลุ่มทั้งสิบสองกลุ่มที่ยังคงอยู่ในชั้นที่หนึ่งของแดนจิ้นซวี กำลังถูกเงาแค้นจำนวนนับไม่ถ้วนพัวพันจนขยับไปไหนไม่ได้

"รีบหลบเร็วเข้า!"

ใครบางคนตะโกนลั่น

สิ้นเสียงนั้น สมาชิกชายคนหนึ่งของ กลุ่มเพียวเซียน จากแดนใต้เพียงแค่เผลอใจลอยไปวูบเดียว ก็ถูกเงาแค้นหลายสายพุ่งทะลุผ่านร่างกายอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตา พลังวิญญาณในกายของชายคนนั้นก็ลดฮวบลงไปเกือบเจ็ดส่วน ใบหน้าของเขาซีดเผือด ร่างกายโงนเงนจนเกือบจะทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงกับพื้น

โชคดีที่เพื่อนร่วมกลุ่มของเขาคว้าตัวดึงขึ้นมาได้ทัน แล้วช่วยรับการโจมตีจากเงาแค้นแทน

"รีบกินโอสถฟื้นวิญญาณเร็ว!"

เพื่อนร่วมกลุ่มเร่งเร้า

สมาชิกชายคนนั้นได้สติ รีบหยิบ โอสถฟื้นวิญญาณ ระดับสี่ออกมาหนึ่งเม็ด กลืนลงท้อง สีหน้าของเขาจึงค่อยดูดีขึ้นมาบ้าง

แต่พลังวิญญาณที่สูญเสียไป ไม่ได้เติมเต็มกลับมาได้รวดเร็วปานนั้น

ในขณะเดียวกัน สมาชิกสองคนของ กลุ่มหมิงเย่ว์ จากวิทยาลัยแดนตะวันออก ก็ถูกเงาแค้นพุ่งผ่านร่างและช่วงชิงพลังวิญญาณไปเช่นกัน

หากผู้ใดไม่มีพลังวิญญาณหลงเหลือในกายอีก เงาแค้นเหล่านี้ก็จะฉวยโอกาสเข้ายึดครองร่าง ค่อยๆ เปลี่ยนผู้นั้นให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่มิใช่คนมิใช่ผี แม้แต่วิญญาณก็จะถูกปนเปื้อนและถูกกลืนกินในที่สุด

ดังนั้น กลุ่มต่างๆ ที่เคยมาเยือนที่นี่ ต่างก็เคยเห็นสหายของตนกลายสภาพเป็นสัตว์ประหลาด จากนั้นสหายที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดเหล่านั้นก็จะหันกลับมาทำร้ายพวกเขา

สุดท้าย พวกเขาจึงทำได้เพียงสังหารสหายที่กลายร่างไปแล้ว

ในบรรดากลุ่มทั้งสิบสองกลุ่ม มีเพียง กลุ่มสถาปนาเทพ เท่านั้นที่เคยย่างกรายเข้าสู่ชั้นที่สามของแดนจิ้นซวี และในครั้งนั้นเองที่หัวหน้ากลุ่มสถาปนาเทพได้กลายเป็นสัตว์ประหลาด สมาชิกในกลุ่มไม่อยากสังหารเขา แต่สุดท้ายเขากลับได้สติคืนมาเพียงเสี้ยววินาที และย้อนคมมีดแทงเข้าที่หัวใจของตนเอง

ประโยคสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้คือ

"อยู่กับพวกเจ้าต่อไม่ได้แล้ว... หนีไป!"

กงซุนอวิ้นหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต ขอบตาพลันร้อนผ่าวด้วยความโศกเศร้า นางเงยหน้ามองไปเบื้องหน้า

ผ่านไปสองปีกว่า พวกเขากลุ่มสถาปนาเทพได้กลับมายังแดนจิ้นซวีอีกครั้ง

"ถานหยาง..."

กงซุนอวิ้นพึมพำแผ่วเบา

อดีตหัวหน้ากลุ่มสถาปนาเทพของพวกเขา... ถานหยาง

ถานหยางมีชาติกำเนิดธรรมดา แต่พรสวรรค์ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เขาเป็นคนที่ผู้อำนวยการสวี่เจ๋อรับเข้าวิทยาลัยแดนกลางเป็นกรณีพิเศษ ถานหยางมีรูปโฉมหมดจด นิสัยใจคอเปิดเผยตรงไปตรงมา เขาชอบยิ้มและจิตใจดีงามมาก

ครั้งแรกที่นางได้พบกับเขา จริงๆ แล้วไม่ได้น่าประทับใจนัก

แต่นางค่อยๆ ถูกดึงดูดด้วยบุคลิกของเขา

สุดท้าย นางจึงเข้าร่วมกลุ่มของเขา

กลุ่มสถาปนาเทพ

พวกเขาเคยผ่านอุปสรรคขวากหนาม เคยพิชิตคลื่นลม แต่กลับไม่อาจก้าวข้ามความตายที่พรากจาก

ในใจของนาง ถานหยางคือคนที่เจิดจรัสที่สุด เจิดจรัสยิ่งกว่าสิ่งที่เรียกว่า สามคุณชาย เสียอีก

ถานหยาง หากท่านยังอยู่ ท่านจะอยากพูดอะไรกันนะ?

"พี่อวิ้น ทางซ้าย!"

คนของกลุ่มสถาปนาเทพส่งเสียงเตือน

กงซุนอวิ้นได้สติ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคม ตวาดกระบี่ฟาดฟันไปทางซ้าย พริบตาเดียวเงาแค้นทางซ้ายก็สลายกลายเป็นความว่างเปล่าทันที

กงซุนอวิ้นออกคำสั่งเสียงเข้ม

"บุกไปข้างหน้าสุดกำลัง!"

สิ้นเสียงคำสั่ง สมาชิกกลุ่มสถาปนาเทพก็ขานรับอย่างฮึกเหิม

"ลุย!"

ฝ่ายพันธมิตรอย่าง กลุ่มไก้ซื่อ และ กลุ่มหมิงเย่ว์ เมื่อได้ยินเช่นนั้น จิตวิญญาณการต่อสู้ในใจก็ลุกโชน พวกเขาลงมือรวดเร็ว รุนแรง และแม่นยำยิ่งขึ้น

ชั่วขณะนั้น สามกลุ่มจากแดนตะวันออกจึงพุ่งทะยานขึ้นมาอยู่แนวหน้าสุด

ร่างเงาเคลื่อนที่วูบไหวพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

กลุ่มอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า

ทว่าในเวลานี้ กลุ่มซิิวหลัว กลับรั้งท้ายขบวน

เวินอวี้ชูไม่ได้หยิบพิณโบราณออกมาดีดบรรเลง แต่เขากางเขตแดนพลังจิตขึ้นมาเพื่อต้านทานการโจมตีของเงาแค้น

พลังจิตของเวินอวี้ชูนั้นแข็งแกร่ง การกางเขตแดนป้องกันไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ตอนนี้เขาทำได้แค่ป้องกัน ไม่อาจทำการโจมตีได้

เสิ่นเยียนตวาดกระบี่ไล่เงาแค้นให้แตกกระเจิง หันไปเอ่ยกับเวินอวี้ชูว่า

"เวินอวี้ชู ข้อเสนอที่ข้าบอกเจ้าก่อนหน้านี้ เจ้าลองพิจารณาดูอีกทีเถอะ"

"อะไรนะ?"

เวินอวี้ชูตามไม่ทันชั่วขณะ

เซียวเจ๋อชวนเอ่ยเสริม

"ให้เจ้าวิ่งไปดีดพิณไปไง"

ใบหน้าของเวินอวี้ชูแข็งค้าง

"......"

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ข้าล่ะคาดหวังจริงๆ! เวินอวี้ชู เจ้าอย่ามัวแต่ รักศักดิ์ศรีจนต้องทนทุกข์อยู่เลย ถึงเวลาต้องดีดก็ต้องดีด!"

จูเก๋อโย่วหลินหัวเราะร่าพลางใช้พลังวิญญาณควบคุมเส้นด้ายวิญญาณไปด้วย

อวี๋ฉางอิงเอ่ยเย้า

"พี่อวี้ชู น้องหญิงเองก็ตั้งตารออยู่นะจ๊ะ"

เจียงเสวียนเยว่กล่าว

"ครั้งนี้จูเก๋อโย่วหลินพูดไม่ผิด"

เผยอู๋ซูพยักหน้า

"...ข้อเสนอนี้นับว่าน่าพิจารณาจริงๆ"

ฉือเยว่หันมาปรายตามองเวินอวี้ชูแวบหนึ่ง สายตานั้นดูเหมือนจะแฝงความคาดหวังเล็กๆ อยู่ด้วย

"พฤติกรรมเช่นนั้น เวินผู้นี้ทำไม่ได้หรอก"

เวินอวี้ชูยิ้มขื่นอย่างจนใจ

หากเสด็จพ่อของเขาทรงทราบว่าโอรสที่ทรงฟูมฟักมานับสิบปี จู่ๆ มีกิริยาท่าทางปล่อยเนื้อปล่อยตัวไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้ เกรงว่าคงจะแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาเป็นแน่

จูเก๋อโย่วหลินตะโกนเสียงดัง

"อะไรนะ เจ้าตกลงแล้วรึ!"

มุมปากของเวินอวี้ชูกระตุก

"เปล่า..."

เสิ่นเยียนยิ้มบางๆ

"ลองเก็บไปคิดดูให้ดีเถอะ"

จบบทที่ ตอนที่ 301 เผ่ามังกรบรรพกาล

คัดลอกลิงก์แล้ว