- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 232 กลุ่มก้ายซื่อ
ตอนที่ 232 กลุ่มก้ายซื่อ
ตอนที่ 232 กลุ่มก้ายซื่อ
“อัญเชิญสัตว์อสูรเป็นฝูงหรือ? ข้ากลับคิดว่าทางฝั่งแดนประจิมคุยโวเกินจริงเสียมากกว่า”
ชิวจือขมวดคิ้วพลางกล่าวออกมา
กงอี๋หลานยิ้มบางๆ
“แต่ข่าวลือระบุว่าเด็กสาวผู้นั้นครอบครองพรสวรรค์ระดับเหนือชั้นเทียน ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ หากจะสามารถอัญเชิญสัตว์อสูรได้เป็นฝูง ก็มิใช่เรื่องที่เหลือเชื่อจนเกินไปนัก”
จ้งฉางเฟิงกล่าวเสริม
“ในแดนใต้ของพวกเรา มีเพียงศิษย์อาน้อย เนี่ยสวิน แห่งสำนักหวงซานเต้าเท่านั้นที่ครอบครองพรสวรรค์ระดับเหนือชั้นเทียน หากข่าวลือจากแดนประจิมเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นเด็กสาวผู้นั้นในภายภาคหน้า อาจจะมีชื่อเสียงทัดเทียมกับศิษย์อาเนี่ยก็เป็นได้”
“เหอะ ศิษย์อาเนี่ยใช่คนที่เด็กสาวแดนประจิมนั่นจะมาเทียบชั้นได้หรือ?”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายจ้งฉางเฟิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
ทันใดนั้น หางตาของชิวจือก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งภายในตลาด นางจดจำที่มาของกลุ่มนั้นได้ในทันที สีหน้าพลันฉายแววตกตะลึง รีบหันไปบอกกงอี๋หลานและคนอื่นๆ
“พวกท่านดูนั่นเร็วเข้า นั่นใช่ ‘กลุ่มก้ายซื่อ’ แห่งสถาบันแดนบูรพาหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กงอี๋หลานและคนอื่นๆ ก็รีบหันขวับไปมองทันที
“เป็นกลุ่มก้ายซื่อแห่งสถาบันแดนบูรพาจริงๆ ด้วย”
พวกเขากับกลุ่มนั้นเคยพบปะกันมาก่อน แม้จะไม่ได้สนิทชิดเชื้อลึกซึ้ง แต่ก็นับว่าคนกันเองพอสมควร
ในบรรดาสี่สถาบันแห่งทิศบูรพา ทักษิณ ประจิม และอุดร ขณะนี้มีประโยคหนึ่งที่เล่าขานกันไปทั่วว่า...
บูรพามีก้ายซื่อ ทักษิณมีถูเซียน ประจิมมีอู๋เซี่ยง อุดรมีฟ่านเทียน
เหล่าเยาวชนทั่วหล้าต่างฮึกเหิมลำพองใจ ต่างฝ่ายต่างแก่งแย่งชิงความเป็นใหญ่!
มีทั้งผู้ที่ฉายเดี่ยว และผู้ที่รวมกลุ่มเป็นพันธมิตร
อัจฉริยะมีมากมายดั่งขนวัว แต่ผู้ที่สามารถสร้างชื่อเสียงได้ ย่อมต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา
กลุ่มก้ายซื่อแห่งสถาบันแดนบูรพา เดิมกลุ่มีสมาชิกทั้งหมดสิบคน แต่ในระหว่างปฏิบัติภารกิจต่างๆ มีสองคนต้องจบชีวิตลง ตอนนี้จึงเหลือเพียงแปดคน
และบัดนี้ สมาชิกทั้งแปดของกลุ่มก้ายซื่อได้มาปรากฏตัวที่ตลาดแห่งนี้แล้ว
กงอี๋หลานคาดเดา
“พวกเขาก็คงจะเข้าไปในเฉาเซิ่งเทียนเช่นกัน?”
“น่าจะเป็นเช่นนั้น”
จ้งฉางเฟิงพยักหน้า แววตาดูมืดมนสับสน เขาถอนหายใจยาว
“หากพวกเราต้องแย่งชิงของสิ่งเดียวกันกับพวกเขา พวกเราย่อมสู้ไม่ได้แน่”
กลุ่มของพวกเขาไม่ใช่ กลุ่มถูเซียน อันเลื่องชื่อแห่งแดนใต้ แต่เป็น กลุ่มเฟิงหั่ว ซึ่งจัดอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงของสถาบันแดนใต้
กลุ่มเฟิงหั่วเดิมทีก็มีสิบคน แต่เมื่อปีก่อนมีสมาชิกคนหนึ่งโชคร้ายเสียชีวิต ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงเก้าคน
ชิวจือเบะปาก
“ไยต้องยกย่องผู้อื่นแล้วเหยียบย่ำตัวเองด้วยเล่า?”
กงอี๋หลานยกมือขึ้นลูบศีรษะชิวจือ ยิ้มอย่างจนใจพลางกล่าวว่า
“ชิวจือ พวกเขาแข็งแกร่งมากจริงๆ ต่อให้ให้เวลาพวกเราอีกสักสองปี พวกเราก็อาจจะยังเทียบไม่ได้กับพวกเขาในตอนนี้ด้วยซ้ำ”
ชิวจือได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน
จ้งฉางเฟิงกล่าวขึ้น
“ในเมื่อบังเอิญเจอกันแล้ว ก็นับเป็นวาสนา พวกเราเข้าไปทักทายพวกเขาสักหน่อยเถิด”
“ตกลง”
คณะของพวกเขาเดินตรงไปยังทิศทางที่กลุ่มก้ายซื่อยืนอยู่
ทางฝั่งกลุ่มก้ายซื่อนั้นสังเกตเห็นพวกเขาและกลุ่มซิวหลัวมาสักพักแล้ว แต่เมื่อเทียบกับกลุ่มเฟิงหั่ว พวกเขากลับให้ความสนใจกลุ่มซิวหลัวมากกว่า
พวกเขาสัมผัสได้ว่าสมาชิกกลุ่มซิวหลัวต่างปกปิดระดับพลังยุทธ์เอาไว้ ไม่ใช่เพราะพลังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก็ต้องเป็นเพราะพลังโดดเด่นเหนือใคร ซึ่งพวกเขาปักใจเชื่ออย่างหลังมากกว่า
นี่เป็นกลุ่มจากสถาบันไหนกันนะ?
ไม่นานนัก สมาชิกทั้งเก้าของกลุ่มเฟิงหั่วก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากลุ่มก้ายซื่อ
กงอี๋หลานประสานมือคารวะ ส่งยิ้มบางๆ ให้
“สหายเต๋าทุกท่าน ไม่เจอกันนานเลยนะขอรับ”
ชายหนุ่มผู้สวมชุดรัดกุมสีดำแดงยกมือกอดอก เขาเป็นคนที่มีโครงหน้าหล่อเหลา คิ้วกระบี่ดวงตาดุจดวงดาว ทว่ายามยิ้มกลับแฝงกลิ่นอายความดื้อรั้นอวดดีอยู่หลายส่วน
“ข้าเคยเจอพวกเจ้า... พวกเจ้าคือกลุ่มอะไรจากสถาบันแดนใต้แล้วนะ?”
กงอี๋หลานชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ตอบกลับอย่างลื่นไหลตามน้ำ
“คุณชายสือ กลุ่มเฟิงหั่วขอรับ”
“อ้อ กลุ่มเฟิงหั่ว...”
สือจ้านพยักหน้าเหมือนเพิ่งนึกออก เขายิ้มให้กงอี๋หลาน
“ข้ารู้จักแล้ว”
เมื่อบทสนทนามาถึงจุดนี้ ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องอะไรให้คุยต่อได้อีก ยิ่งไปกว่านั้น ดูท่าทางคนของกลุ่มก้ายซื่อจะไม่ได้ใส่ใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของกงอี๋หลานยังคงรักษาความสุภาพไว้ได้ดี
ทว่าชิวจือที่อายุน้อยกว่า หน้าตึงลงอย่างเห็นได้ชัด
จ้งฉางเฟิงยิ้มถาม
“พวกท่านก็จะเข้าไปในเฉาเซิ่งเทียนหรือ?”
“เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ?”
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวที่ยืนอยู่ข้างสือจ้านเลิกคิ้วถามกลับ
จ้งฉางเฟิงหน้าแข็งค้าง วาจาของนางแฝงนัยว่าเขาช่างถามคำถามโง่ๆ สมาชิกกลุ่มก้ายซื่อแห่งสถาบันแดนบูรพานี้ช่างเย่อหยิ่งจองหองเสียจริง
หญิงสาวชุดเขียวกวาดสายตาหงส์มองกลุ่มกลุ่มเฟิงหั่วแวบหนึ่ง
“หากไม่มีธุระอันใดแล้ว พวกเรายังต้องไปซื้อเสบียงต่อ”
ทั้งชิวจือและสมาชิกกลุ่มเฟิงหั่วต่างรู้สึกอัดอั้นตันใจเหมือนมีไฟสุมอก ชิวจือขยับปากกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กงอี๋หลานชิงตัดหน้าพูดขึ้นก่อน
“เช่นนั้นพวกเราไม่รบกวนแล้ว”
ทันใดนั้น กงอี๋หลานก็ดึงตัวชิวจือให้หันหลังเดินจากไป สมาชิกกลุ่มเฟิงหั่วคนอื่นๆ ได้แต่กล้ำกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจแล้วเดินตามไป
หญิงสาวชุดเขียวแค่นเสียงเยาะ
“อาศัยแค่พวกเขา? ก็คิดจะมาตีสนิทกับพวกเราหรือ?”
“รุ่ยหลิง ต่อให้พวกเขาอยากจะตีสนิท เราก็มีสิทธิ์ปฏิเสธได้นี่นา”
ผู้ที่กล่าวขึ้นคือชายหนุ่มในชุดคลุมผ้าไหมสีอ่อนนามว่าไป๋ซิวเจวี๋ย เขาเกล้าผมสวมกวานหยก คิ้วตาดูอ่อนโยน ริมฝีปากสีจางดูละมุนละไม
ซือคงรุ่ยหลิงได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มออกมา
“ที่พูดมาก็ถูก”
สือจ้านเอ่ยแทรกขึ้นในเวลานั้น
“ก่อนหน้านี้พวกเราเสียอาวุธวิญญาณป้องกันไปเยอะมากที่เมืองปู้โจวในแดนใต้ ตอนนี้ต้องหามาเติม ซิวเจวี๋ย เจ้าไปซื้อยาแก้พิษกับรุ่ยหลิง ส่วนพวกเราจะไปดูว่ามีอาวุธวิญญาณป้องกันชั้นยอดขายหรือไม่”
“ตกลง พี่จ้าน”
น้ำเสียงของซือคงรุ่ยหลิงอ่อนหวานลงโดยไม่รู้ตัว
ซือคงรุ่ยหลิงเป็นนักปรุงยา นางสามารถหลอมโอสถเองได้ แต่ในยามนี้เวลาเร่งรัด การซื้อยาสำเร็จรูปจึงรวดเร็วกว่า
...
ทางด้านกลุ่มซิวหลัว
พวกเขาพบว่าในตลาดแห่งนี้ พ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากนำของปลอมมาปะปนขาย โดยเฉพาะยาแก้พิษที่มีของด้อยคุณภาพ หรือกระทั่งของปลอมปนอยู่เพียบ!
โชคดีที่มีเจียงเสวียนเยว่อยู่ด้วย นางสามารถแยกแยะความจริงเท็จและคุณภาพของโอสถได้
เดินดูอยู่พักใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็เจอแผงเล็กๆ แห่งหนึ่ง ยาแก้พิษบนแผงส่วนใหญ่เป็นของแท้ คุณภาพก็นับว่าใช้ได้ ติดอยู่อย่างเดียวคือราคาแพงหูฉี่
ขวดหยกหนึ่งขวด บรรจุยาแก้พิษสิบเม็ด
ยาแก้พิษระดับสามหนึ่งเม็ด ราคาปาเข้าไปสี่พันตำลึงทอง
ยาแก้พิษหนึ่งขวด ก็เท่ากับสี่หมื่นตำลึงทอง
และหากเป็นยาแก้พิษระดับสี่ ราคาก็ยิ่งดีดตัวสูงขึ้นไปอีก ตกประมาณเม็ดละห้าพันตำลึงทอง
จูเก่อโย่วหลินรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังหลั่งเลือด เขามองพ่อค้าด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
“ยาบ้านี่ ทำไมถึงได้แพงบรรลัยขนาดนี้?”
พ่อค้าอธิบาย
“ไม่ใช่ข้าตั้งใจขายแพง แต่โอสถเดิมทีก็เป็นของหายากอยู่แล้ว ข้างนอกนั่นราคาก็เท่านี้ เผลอๆ จะแพงกว่าที่ข้าขายเสียอีก!”
จูเก่อโย่วหลินขมวดคิ้วแน่น เงยหน้ามองพวกเสิ่นเยียน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า
“หรือไม่พวกเจ้าก็ขายข้าทิ้งซะเถอะ!”
เสิ่นเยียนกล่าวเรียบๆ
“เจ้าไม่มีราคา”
จูเก่อโย่วหลิน
“......”
จูเก่อโย่วหลินกัดฟันกรอด หันไปต่อรองราคากับพ่อค้า
“เถานแก่ คณะของพวกข้าต้องการยาแก้พิษจำนวนมาก ท่านลดราคาให้หน่อยได้หรือไม่?”
“เรื่องนี้...”
พ่อค้ามีสีหน้าลำบากใจ
จูเก่อโย่วหลินโพล่งวาจาชวนตะลึงออกมา
“ยาแก้พิษระดับสามหนึ่งเม็ด ลดให้สักสามพันตำลึงทอง ได้หรือไม่?”
พ่อค้าถึงกับงุนงงไปชั่วขณะ เขาไม่เคยเจอใครต่อราคาแบบหั่นราคาทิ้งไปเกินครึ่งเช่นนี้มาก่อน สีหน้าพลันบึ้งตึงทันที นึกว่าคนกลุ่มนี้มาเพื่อก่อกวน จึงโบกมือไล่อย่างไม่สบอารมณ์
“ไปๆๆ! อย่ามารบกวนข้าทำมาหากิน!”
“เดี๋ยวก่อนสิ! งั้นลดลงสักสองพันตำลึงทองเป็นไง?”
“ไปๆๆ!”
“หนึ่งพัน!”
“เจ้าหนูนี่ตั้งใจมาก่อกวนใช่ไหม? ไปให้พ้น!”
จูเก่อโย่วหลินเห็นพ่อค้าเริ่มหมดความอดทน จึงงัดไม้ตายออกมา
“พวกเราตั้งใจจะซื้อยาแก้พิษตั้งหนึ่งร้อยเม็ดเชียวนะ ท่านจะไม่ขายให้พวกเราจริงๆ หรือ!”
พอพ่อค้าได้ยินดังนั้น สีหน้าก็ผ่อนคลายลงทันตา ถามย้ำด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
“พวกเจ้ามาซื้อยาแก้พิษจริงรึ?”
เสิ่นเยียนย่อตัวลงนั่งข้างๆ จูเก่อโย่วหลิน มองหน้าพ่อค้าแล้วยิ้มบางๆ
“ย่อมเป็นเรื่องจริง เถ้าแก่ช่วยคิดราคาถูกลงหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว ท่านปู่ ลดให้หน่อยเถอะนะเจ้าคะ”
เจียงเสวียนเยว่ผลักจูเก่อโย่วหลินออกไปให้พ้นทาง แล้วนั่งย่อตัวลง สองมือกุมแก้มตัวเองไว้ กระพริบตาปริบๆ จ้องมองพ่อค้าตาแป๋ว
เจียงเสวียนเยว่มีใบหน้าจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาเด็กน้อยอยู่แล้ว หากนางตั้งใจจะโปรยเสน่ห์ ย่อมต้องน่ารักจนใจละลายอย่างแน่นอน
พ่อค้าถูกรอยยิ้มของเจียงเสวียนเยว่หลอมละลายจนใจอ่อนยวบ ตัวเขาเองก็มีหลานสาวคนหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับเจียงเสวียนเยว่ เห็นนางแล้วก็อดคิดถึงหลานสาวสุดที่รักของตนไม่ได้
“อะแฮ่ม!”
พ่อค้าดึงสติกลับมา
“ก็ได้ๆ เห็นแก่พวกเจ้า ข้าจะลดให้หน่อย ยาหนึ่งเม็ดลดให้ห้าสิบตำลึงทอง”
“เถ้าแก่ ต้องลดสักหนึ่งพันตำลึงทองสิ!”
จูเก่อโย่วหลินขมวดคิ้วแย้ง
พ่อค้าได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันดำทะมึน ในใจอยากจะตะโกนใส่หน้าว่า...
งั้นเอ็งก็ไปปล้นเอาเถอะไป๊!