เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 222 ได้รับการสืบทอด

ตอนที่ 222 ได้รับการสืบทอด

ตอนที่ 222 ได้รับการสืบทอด


คนทั้งสี่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป

พวกเขาทะยอยมองออกถึงตัวปลอมทีละคน และค่อยๆ ตามหาพวกอวี๋ฉางอิงทั้งห้าจนพบ

หลังจากรวมพลกันครบแล้ว ไม่นานนัก ฉากการทดสอบนี้ก็ถูกทำลายลง

พวกเขากลับมายืนอยู่บนแท่นวงกลมสีขาวแท่นที่สองอีกครั้ง ในเวลานี้ม่านกระจกใสที่กั้นกลางแท่นวงกลมได้หายไปแล้ว

เมื่อพวกเขายืนได้อย่างมั่นคง ก็มีลำแสงสีทองสาดส่องลงมาคลุมร่าง

ชั่วพริบตาเดียว เบื้องหน้าของพวกเขาแต่ละคนก็ปรากฏกลุ่มก้อนแสงหลากสีสัน ลอยละล่องอยู่กลางอากาศ ราวกับกำลังรอให้พวกเขาเลือกเสพสม

"นี่คือ..."

สีหน้าของเซียวเจ๋อชวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย

อวี๋ฉางอิงต่อบททันที

"มรดกวิชาของผู้อาวุโสฉวนหยางชิว"

"พวกเราผ่านการทดสอบการสืบทอดแล้วทุกคน"

สายตาของเสิ่นเยียนจับจ้องไปที่ก้อนแสงสีม่วงตรงหน้า

จูเก่อโย่วหลินพึมพำประโยคหนึ่ง

"การทดสอบสืบทอดมรดกนี่ก็ไม่เห็นยากเท่าไหร่เลย"

ฉวนหยางชิวที่อยู่ในตำหนักทองคำได้ยินคำพูดของจูเก่อโย่วหลิน ก็แค่นเสียงฮึในลำคอ ไม่ยากรึ? หากเจ้าหนุ่มนั่นเข้าไปในการทดสอบนี้เพียงลำพัง ก็ไม่แน่ว่าจะผ่านออกมาได้!

เพราะถ้าไม่มีเสิ่นเยียนและเวินอวี้ชู ป่านนี้เขาก็คงยังพัวพันอยู่กับพวกตัวปลอมไม่เลิกรา!

สิ่งที่ทำให้ฉวนหยางชิวคาดไม่ถึงก็คือ พวกเขาทุกคนล้วนผ่านด่านถามใจมาได้

ดวงตาของฉวนหยางชิวลึกล้ำอ่านยาก เขามองดูคนทั้งเก้าผ่านหน้าจอจำลอง พลางครุ่นคิดในใจ หรือว่าอัจฉริยะในยุคสมัยนี้จะเก่งกาจกันขนาดนี้แล้ว?

ด่านถามใจว่ายากแล้ว ด่านบททดสอบก็ยากเช่นกัน

หากไม่มีผู้นำทางอย่างเสิ่นเยียนและเวินอวี้ชู อีกหลายคนคงไม่สามารถพลิกสถานการณ์ออกมาได้ง่ายดายปานนี้

ภายในก้อนแสงเหล่านี้ มีมรดกวิชาซ่อนอยู่

แต่จะได้รับประสบการณ์จากการสืบทอดมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ของพวกเขาแล้ว

เสิ่นเยียนทั้งเก้าคนยื่นมือออกไปสัมผัสก้อนแสง ก้อนแสงเหล่านั้นสลายตัวและหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของพวกเขาทันที

เสิ่นเยียนหลับตาลง สติสัมปชัญญะคล้ายจะหลุดเข้าไปในพื้นที่ปิดทึบแห่งหนึ่ง นางเห็นชั้นวางเรียงราย บนนั้นมีก้อนแสงสีขาววางอยู่เต็มไปหมด

วินาทีต่อมา ก้อนแสงสีขาวบนชั้นวางก็พุ่งเข้ามาหานางเสียงดัง ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ

เสิ่นเยียนตกใจเล็กน้อย สัญชาตญาณสั่งให้ตั้งรับ แต่เมื่อสัมผัสได้ว่าพวกมันไม่มีเจตนาร้าย นางจึงค่อยๆ คลายความระแวดระวังลง

จู่ๆ พวกมันก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวออกมา

"เลือกข้าสิ! เลือกข้า!"

"เลือกข้า ข้าคือเคล็ดวิชาดาบที่ยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน! นามว่าวิชาดาบเฟิ่งหลิง!"

"เลือกข้า! ข้าคือเพลงทวนเงาเทพเก้าขอ ฝึกสำเร็จเมื่อใด รับรองว่าเจ้าแทงทวนครั้งเดียวสะเทือนไปทั้งหล้า ใต้หล้าล้วนอยู่ในกำมือเจ้า!"

"มรดกค่ายกลมีทั้งค่ายกลเคลื่อนย้าย ค่ายกลกับดัก ค่ายกลป้องกัน ค่ายกลโจมตี และอื่นๆ อีกมากมาย เลือกข้า รับรองว่าเจ้าไม่มีวันเสียเปรียบ! เจ้านายเก่าของข้าฉวนหยางชิวคือผู้ใช้อักขระค่ายกล!"

"เหลวไหล เหลวไหล เขาเป็นผู้บำเพ็ญเซียนสายกระบี่ชัดๆ!"

"ไม่ๆๆ เขาเป็นผู้บำเพ็ญสายดาบต่างหาก!"

"เลือกข้าสิ ข้าหวานเจี๊ยบเลยนะ! ข้าคือวิชาเสน่ห์ ผู้บำเพ็ญคนใดโดนวิชาเสน่ห์เข้าไป ล้วนต้องร้องอื๊อๆ อ๊าๆ เชื่อฟังคำสั่งข้าทั้งนั้น!"

เสียงของก้อนแสงนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าสู่หูของเสิ่นเยียน ทำให้นางรู้สึกรำคาญจนทนไม่ไหว หนวกหูเกินไปแล้ว!

"หยุด"

เสิ่นเยียนเอ่ยขัดจังหวะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ชั่วขณะหนึ่ง พื้นที่ปิดทึบก็เงียบสงบลงทันตา

เสิ่นเยียนระบุเป้าหมายของตนเองชัดเจน เพราะนางรู้หลักการข้อหนึ่งดีว่า โลภมากมักลาภหาย นางต้องการมรดกวิชาเพียงแค่สามแขนงเท่านั้น

"ตอนนี้ข้าต้องการฝึกวิชาอัญเชิญ วิชาดาบ และวิชาอัคคี"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก้อนแสงส่วนใหญ่ก็หม่นแสงลงทันที เหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา

ทว่ามีก้อนแสงส่วนน้อยที่ส่องสว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้น พวกมันพุ่งเข้าสู่อ้อมอกของเสิ่นเยียนอย่างกระตือรือร้น

เสิ่นเยียนคาดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสผู้ทรงพลังจากเมื่อพันปีก่อนท่านนี้ จะรวบรวมทักษะวิชาและยุทธภัณฑ์ไว้มากมายขนาดนี้ มิหนำซ้ำวิชาส่วนใหญ่เขายังเคยฝึกฝนมาแล้วด้วย

ประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจในการฝึกฝนวิชาของเขา ล้วนถูกหลอมรวมอยู่ในก้อนแสงนี้

ห้วงจิตวิญญาณของเสิ่นเยียนเริ่มเปิดรับทักษะวิชาที่เหมาะสมกับนาง

ส่วนอีกแปดคนที่เหลือ ก็เข้าสู่กระบวนการเดียวกัน

เพียงแต่ ไม่ใช่ก้อนแสงสีขาวทุกก้อนที่จะเลือกพวกเขาเอง ต้องขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และความสามารถในการเรียนรู้ด้วย

ในบรรดาคนทั้งหมด มีเพียงก้อนแสงสามสี่ก้อนเท่านั้นที่เลือกชิงอู

แต่ชิงอูก็ดีใจมากแล้ว

เพราะเขาได้รับเคล็ดวิชาการบำเพ็ญของนักพยากรณ์มาครอง

ทั้งเก้าคนต่างได้รับโอกาสวาสนาที่แตกต่างกันไป

ส่วนฉวนหยางชิวที่อยู่ภายในตำหนักทองคำ เมื่อสัมผัสได้ว่ามรดกวิชาทั้งหมดของตนกำลังพยายามจะเลือกเสิ่นเยียน สีหน้าของเขาก็ซับซ้อนจนแทบจะบิดเบี้ยว

มรดกเหล่านั้นของเขาครอบคลุมวิชาแทบทุกแขนง

นั่นหมายความว่า เสิ่นเยียนเหมาะสมที่จะฝึกฝนวิชาทุกแขนง

นางจะไม่ใช่ต้นกล้าชั้นดีที่ฝึกได้ทุกสายหรอกหรือ?

สีหน้าของฉวนหยางชิวตึงเครียด หากเสิ่นเยียนเกิดเร็วกว่านี้สักพันปี เขาคงจะ... อาจจะ... น่าจะรับเสิ่นเยียนเป็นศิษย์ไปแล้ว

เขาเงยหน้ามองคนทั้งเก้าบนหน้าจอจำลองอีกครั้ง ด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา

จากนั้น เขาก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเองที่เริ่มโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณว่าจิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเขากำลังจะเลือนหายไป

"เฮ้อ..."

...

พวกเขาใช้เวลารับการสืบทอดติดต่อกันถึงสามวัน

ชิงอูคือคนที่ตื่นขึ้นมาเร็วที่สุด เขาฝึกฝนวิชาเกี่ยวกับการเสี่ยงทายทำนายดวงชะตาจนสำเร็จขั้นแรกแล้ว ดังนั้น นี่จึงหมายความว่าการสืบทอดสำเร็จเสร็จสิ้น จิตสำนึกของเขาจึงถูกปล่อยออกมา

ส่วนวิชาพยากรณ์ที่เหลือ ก็ถูกเก็บไว้ในห้วงจิตวิญญาณของเขา

สามารถเปิดดูได้ทุกเมื่อ

ชิงอูเห็นว่าคนอื่นยังไม่ตื่น และตัวเองก็ไม่มีอะไรทำ เขาจึงเริ่มนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร

วันที่สี่ จูเก่อโย่วหลินและเซียวเจ๋อชวนหลุดออกจากภวังค์การสืบทอด

วันที่ห้า เจียงเสวียนเยว่ เวินอวี้ชู และเผยอู๋ซู หลุดออกจากภวังค์การสืบทอด

วันที่หก ฉือเยว่และอวี๋ฉางอิง หลุดออกจากภวังค์การสืบทอด

วันที่เจ็ด เสิ่นเยียนหลุดออกจากภวังค์การสืบทอด

ยังไม่ทันที่เสิ่นเยียนจะมีโอกาสได้พูดคุยกับพวกเขาสักสองสามคำ ก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าวูบไหว ตามมาด้วยความรู้สึกไร้น้ำหนัก พวกเขาถูกดีดออกจากสถานที่ทดสอบกลับมายังตำหนักทองคำในพริบตา

ฉวนหยางชิวยืนเอามือไพล่หลัง จ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าเย็นชาพลางกล่าวว่า

"ถือว่าพวกเจ้าโชคดี ที่มีโอกาสได้รับมรดกวิชาของข้า"

เสิ่นเยียนยกมือประสานคารวะ แสดงความเคารพในฐานะผู้น้อย

"ขอบคุณผู้อาวุโสที่มอบโอกาสให้พวกเราได้รับมรดกวิชา"

ฉวนหยางชิวกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาที่แสดงความรำคาญ

"พอได้แล้ว เลิกปากหวานก้นเปรี้ยวเสียที ข้าเกลียดพวกเจ้า พวกเจ้าก็เกลียดข้า จะมาเสแสร้งกันไปทำไม? หากพวกเจ้าอยากออกจากตำหนักทองคำก็ได้ ข้าต้องการให้พวกเจ้าทำเรื่องหนึ่ง หากพวกเจ้ายินยอม ก็จงให้คำสัตย์สาบานมารในใจ หากไม่ยินยอม ก็คำเดิม... จงอยู่ที่นี่ไปจนตาย!"

เผยอู๋ซูเอ่ยขึ้น

"ผู้อาวุโส โปรดชี้แนะ"

ฉวนหยางชิวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น คล้ายมีประกายแสงลึกลับพาดผ่านดวงตา

"รู้จักแดนกลางหรือไม่?"

"รู้จักขอรับ/เจ้าค่ะ"

ฉวนหยางชิวหัวเราะเบาๆ

"เมื่อหนึ่งพันปีก่อน สำนักศึกษาแดนกลางมีคนผู้หนึ่งนามว่า 'สวี่เจ๋อ' หากเขายังมีชีวิตอยู่ จงบอกให้เขามาหาข้าที่นี่ ข้าจะรอต้อนรับเขาอยู่ที่นี่"

เมื่อเวินอวี้ชูได้ยินชื่อ สวี่เจ๋อ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นั่นมันชื่อของอธิการบดีคนปัจจุบันของสำนักศึกษาแดนกลางนี่นา!

เวินอวี้ชูรีบอกเล่าสถานะของสวี่เจ๋อให้ฉวนหยางชิวฟังทันที

"เขาได้เป็นอธิการบดีเชียวรึ คนอย่างเขานเนี่ยนะ..."

ฉวนหยางชิวทำหน้ายิ้มแต่เหมือนไม่ยิ้ม สุดท้ายก็หุบยิ้มทั้งหมดลง สายตาเย็นชาจ้องมองกลุ่มของเสิ่นเยียน แล้วกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ

"ไม่ว่าสถานะของเขาจะเป็นอะไร หากพวกเจ้าตกลงตามเงื่อนไขของข้า ก็จงตั้งคำสัตย์สาบานมารในใจเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าไม่ตกลง ก็จงอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้าตลอดไปเถอะ"

เสิ่นเยียนขมวดคิ้วกล่าวว่า

"ผู้อาวุโส พวกเราเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดา จะมีโอกาสได้พบกับอธิการบดีสำนักศึกษาแดนกลางได้อย่างไร? ต่อให้พบเขา ก็ไม่แน่ว่าจะเกลี้ยกล่อมให้เขามาพบท่านที่นี่ได้"

"พวกเจ้าธรรมดา?"

ฉวนหยางชิวหัวเราะออกมา เขาหัวเราะด้วยความโมโหเสิ่นเยียน

ฉวนหยางชิวคร้านจะเถียงกับพวกเขาแล้ว เขาพยักหน้าเอออออย่างขอไปที

"ได้ พวกเจ้าธรรมดา งั้นข้าจะให้เวลาพวกเจ้าสิบปี ภายในสิบปี ต้องให้สวี่เจ๋อมาพบข้าที่นี่ให้ได้ มิฉะนั้นชั่วชีวิตนี้พวกเจ้าจะต้องถูกจิตมารกัดกิน ธาตุไฟเข้าแทรก ระดับพลังยุทธ์ไม่มีวันก้าวหน้าแม้แต่ครึ่งก้าว"

จบบทที่ ตอนที่ 222 ได้รับการสืบทอด

คัดลอกลิงก์แล้ว