- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 218 อดีตในวันสิ้นโลก
ตอนที่ 218 อดีตในวันสิ้นโลก
ตอนที่ 218 อดีตในวันสิ้นโลก
เสิ่นเยียนมองเห็นภาพเบื้องหน้า ตึกระฟ้าสูงตระหง่านกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังไปนานแล้ว ท้องฟ้ามัวหมองเป็นสีเทาหม่น เหล่าคนแก่ คนเจ็บ และคนพิการถูกผู้แข็งแกร่งในยุควันสิ้นโลกนี้กดขี่เยี่ยงทาส ถูกทุบตีและดูถูกเหยียดหยามตามอำเภอใจ
และเสิ่นเยียนในเวลานี้ ย่อมไม่ใช่หนึ่งในผู้แข็งแกร่ง
นางในตอนนี้เป็นเพียงเด็กน้อยวัยสามขวบ ที่ขดตัวซุกอยู่ในกลุ่มคนแก่และคนเจ็บป่วย ใบหน้าเล็กๆ มอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่นเขม่า หน้าผากมีแผลแตกที่ตกสะเก็ดแล้ว เส้นผมสกปรกจับตัวเป็นก้อน สวมใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งไม่พอดีตัว ดูไม่ต่างอะไรกับขอทานน้อยคนหนึ่ง
นางไม่มีพ่อแม่
และไม่รู้ด้วยว่าพ่อแม่ของตนเป็นใคร นางถูกหญิงวัยกลางคนใจดีคนหนึ่งช่วยชีวิตเอาไว้ หญิงผู้นั้นป้อนน้ำนมให้นาง เลี้ยงดูนางจนถึงอายุสองขวบกว่า หญิงวัยกลางคนผู้นั้นก็ถูกกลุ่มเดรัจฉานข่มขืนและสังหาร
ในยุควันสิ้นโลกเช่นนี้ ชีวิตคนเปราะบางยิ่งกว่ากระดาษ
เสิ่นเยียนเคยคิดว่า เสิ่นอวี้ชุ่ย หญิงวัยกลางคนผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตนางนั้น จิตใจดีงามเกินไปสำหรับโลกที่ล่มสลายใบนี้ ใจดีประหนึ่งพระแม่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ นางไม่ควรช่วยชีวิตเสิ่นเยียนไว้ด้วยซ้ำ เพราะตัวเสิ่นเยียนเองเป็นเพียงภาระสำหรับนาง
แต่เสิ่นอวี้ชุ่ยก็ยังคงช่วยนางไว้
อาจเป็นเพราะนางรู้สึกว่าเสิ่นเยียนเหมือนลูกสาวที่ตายจากไปของนางกระมัง
เสิ่นอวี้ชุ่ยเคยลูบศีรษะนาง พลางกล่าวด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งร้องไห้ว่า
"มีข้าอยู่ ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า... ในภายภาคหน้าหากเจ้าปลุกพลังพิเศษขึ้นมาได้ เจ้าจะช่วยปกป้องข้าได้หรือไม่? ตัวข้านั้นไม่อาจปลุกพลังได้เลย เจ้าว่า... ทำไมสวรรค์ถึงไม่ยุติธรรมกับข้าเช่นนี้กันนะ?"
"เจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้น อย่าได้โง่เขลาเหมือนข้า และอย่าได้ใจอ่อนกับผู้อื่นเด็ดขาด เพราะโลกใบนี้น่ะ มันเน่าเฟะไปจนหมดแล้ว"
"ยิ่งอ่อนแอ ก็ยิ่งถูกรังแกจนยับเยิน ยิ่งใจอ่อน ภัยพิบัติที่จะนำมาสู่ตนเองก็ยิ่งใหญ่หลวง เยียนเยียน... ข้าหวังว่าเจ้าจะแข็งแกร่ง"
คำพูดของเสิ่นอวี้ชุ่ยสลักลึกเข้าไปในจิตใจของนาง
หยั่งราก และเติบโต
เมื่ออายุสามขวบ นางปลุกพลังพิเศษธาตุมิติขึ้นมาได้ แต่ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใคร ยามลับตาคน นางมักจะเก็บรวบรวมของทั้งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์เอาไว้
เพื่อที่จะมีชีวิตรอด นางต้องไปขโมย ไปแย่งชิง ไปเก็บของเก่า
เมื่ออายุห้าขวบ นางปลุกพลังพิเศษธาตุไฟขึ้นมาได้ จนไปเข้าตากลุ่มผู้รอดชีวิตกลุ่มหนึ่ง และได้กลายเป็นสมาชิกในกลุ่มนั้น
พรสวรรค์ด้านพลังพิเศษของนางสูงมาก ระดับพลังก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่ออายุเจ็ดขวบ นางก็เริ่มติดตามกลุ่มออกไปล่าสังหารผีดิบ
ผู้คนในกลุ่มเมื่อเห็นผลงานของนาง บ้างก็หยอกล้อ บ้างก็เยาะเย้ย บ้างก็อิจฉาริษยา และยังมีคนที่คอยกลั่นแกล้งใส่ร้าย แต่นางพญาผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มกลับให้ความสำคัญกับนางเป็นพิเศษ ถึงขั้นเอ่ยปากว่าจะเลี้ยงดูนางเหมือนลูกสาว
หัวหน้ากลุ่มผู้นี้เป็นสตรีที่งดงามเย้ายวนอย่างยิ่ง นามว่าจ้งหลินฟางนางมีพลังพิเศษธาตุสายฟ้า ความสามารถในการต่อสู้แข็งแกร่งมาก
แต่คนเก่งกาจเช่นนี้ กลับเป็นพวกคลั่งรักจนโงงม
นางตกหลุมรักหัวหน้ากลุ่มผู้รอดชีวิตอีกกลุ่มหนึ่ง ชายผู้นั้นหน้าตาหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่กลับเป็นคนเจ้าชู้เสเพล เขามีหญิงสาวรู้ใจอยู่หลายคน แต่ก็ยังคอยให้ความหวังจ้งหลินฟางอยู่เสมอ
นางรู้ดีว่า จ้งหลินฟางชอบผู้ชายคนนั้นมาก
แต่ผู้ชายคนนั้นกลับวางแผนทำร้ายนางเพื่อผลประโยชน์ ทำให้จ้งหลินฟางถูกพิษ
ก่อนตาย ใบหน้าที่เคยงดงามเย้ายวนของจ้งหลินฟางดูราวกับสูญสิ้นสีสันไปจนหมดสิ้น กลายเป็นความทรุดโทรมที่น่าเวทนา นางคว้าตัวเสิ่นเยียนในวัยเพียงสิบขวบเอาไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด อารมณ์ที่ผสมปนเประหว่างความรักและความแค้นกัดกินจิตวิญญาณของนาง
นางไม่ได้หลั่งน้ำตา เพียงแต่เอ่ยด้วยความเคียดแค้นว่า
"เยียน... อย่าไปรักผู้ชาย ผู้ชายมันเลว... เขาจะหลอกใช้เจ้า ทิ้งขว้างเจ้า หรือแม้กระทั่งฆ่าเจ้า"
"ข้า... ก็คือตัวอย่าง"
"เยียน... วันข้างหน้าช่วยฆ่าผู้ชายคนนั้นแทนข้าที เอาเถ้ากระดูกของมันไปโปรยทิ้ง... ได้หรือไม่..."
"ได้"
เสิ่นเยียนในเวลานั้นรับปาก จากนั้นจึงถามกลับไปสองคำถาม
"แล้วเหตุใดท่านถึงยังรักเขา? ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นหุบเหว เหตุใดท่านยังกระโดดลงไป?"
เมื่อจ้งหลินฟางได้ยิน นางก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เลือดสีดำไหลทะลักออกจากปาก ช่างเป็นภาพที่งดงามและน่าเวทนา หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมา ตกกระทบลงบนหลังมือของเสิ่นเยียน มันร้อนผ่าวจนแทบลวกผิว
"ข้ามันโง่ไงเล่า..."
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความสำนึกเสียใจปะปนกับความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยาย เป็นความรู้สึกที่ชวนให้หดหู่ใจยิ่งนัก
เสิ่นอวี้ชุ่ยและจ้งหลินฟาง สตรีทั้งสองคนนี้ได้ทิ้งร่องรอยสีสันที่เข้มข้นจัดจ้านไว้ในชีวิตของนาง และมีอิทธิพลต่อตัวตนของนาง
ต่อมา เมื่อเสิ่นเยียนอายุสิบหกปี นางได้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีสมาชิกนับร้อยคน อายุสิบเก้าปี นางสร้างฐานที่มั่นและกองกำลังเป็นของตนเอง
อายุยี่สิบปี นางสังหารชายที่ทำให้จ้งหลินฟางต้องตาย และนำเถ้ากระดูกของเขาไปโปรยทิ้ง
อายุยี่สิบเอ็ดปี ขณะต่อสู้กับราชันย์ผีดิบ นางถูกผู้ปกครองเขตอีกสามคนทรยศหักหลัง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส นางจึงตัดสินใจระเบิดตัวเอง เพื่อลากพวกมันทั้งหมดไปลงนรกพร้อมกัน
เมื่อเสิ่นเยียนหวนนึกถึงชีวิตในยุควันสิ้นโลก อารมณ์ของนางก็ไม่ได้ผันผวนมากนัก เพียงแต่รู้สึกว่านางไม่ควรต้องจบชีวิตลงในวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปี หากนางยังรอดชีวิต นางจะค่อยๆ ขยายขุมกำลังของตนเอง แล้วกลายเป็นผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวในยุควันสิ้นโลกนั้น
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งที่ฟังดูลึกซึ้งและกังวานไกลก็ดังขึ้น
"เจ้าเป็นคนฆ่าเสิ่นอวี้ชุ่ยใช่หรือไม่?"
เสิ่นเยียนเอ่ยตอบอย่างช้าๆ
"ไม่ใช่ นางถูกโลกที่มืดมนใบนี้ฆ่าตายต่างหาก"
เสียงนั้นยังคงดังต่อ
"หากไม่มีเจ้า เสิ่นอวี้ชุ่ยก็คงไม่วิ่งกลับไปที่จุดเติมเสบียงเพื่อขโมยของกินมาให้เจ้า และคงไม่ถูกคนกลุ่มนั้นรุมข่มขืนจนตาย เป็นความผิดของเจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมรับ?"
เสียงนั้นดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับค้อนหนักทึบที่ทุบลงกลางใจของนาง
นิ้วมือของเสิ่นเยียนสั่นระริก ภาพร่างกายของเสิ่นอวี้ชุ่ยที่ถูกทรมานจนยับเยินผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง ศพของนางถูกโยนทิ้งไว้ที่มุมซากปรักหักพัง ในมือนั้นยังกำลูกอมเม็ดหนึ่งที่ละลายแล้วไว้แน่น... นั่นคือของที่นางตั้งใจจะเอามาให้เสิ่นเยียน
เสียงปริศนานั้นดูเหมือนจะจับความเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ของนางได้ จึงเอ่ยซ้ำอีกครั้ง
"เป็นเจ้า... เป็นเจ้าที่ทำลายชีวิตนาง! ทำไมเจ้าถึงไม่กล้ายอมรับ? เจ้าไม่ควรมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เสิ่นอวี้ชุ่ยช่างไร้ความผิด ช่างน่าสงสาร หากไม่ใช่เพราะเจ้า นางก็คงไม่ตาย! เจ้า... ไม่สมควรตายหรอกหรือ?"
เสิ่นเยียนหลับตาลง กำนิ้วมือแน่นจนข้อกระดูกปูดโปนเป็นสีขาว
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของนางก็ฉายประกายเย็นเยียบ
"ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่านาง พวกเดรัจฉานพวกนั้นต่างหาก!"
เป็นความผิดของโลกใบนี้ เป็นความผิดของคนเลวพวกนั้น
ไม่ใช่ความผิดของนาง
ตอนนั้นนางอายุแค่สองขวบกว่า นางย่อมไร้หนทางต่อสู้
แต่นางรู้ดี...
ว่าเสิ่นอวี้ชุ่ยรักนาง
ขอบตาของเสิ่นเยียนแดงเรื่อ นางแค่นหัวเราะเย็นชา
"ทำไมต้องช่วยล้างมลทินให้คนทำผิดตัวจริงด้วย? ข้าไม่ผิด และการมีอยู่ของข้าก็ไม่ใช่บาปกำเนิด!"
สิ้นเสียงคำพูด เสียง เพล้ง ก็ดังขึ้น ภาพมายาตรงหน้าแตกสลายไป
แต่ในวินาทีสุดท้าย เสิ่นเยียนได้เห็นร่างของหญิงวัยกลางคนผู้นั้น... เสิ่นอวี้ชุ่ย
เสิ่นอวี้ชุ่ยหน้าตาไม่ได้สะสวย รูปร่างผอมเกร็ง ดวงตาเรียวรี จมูกไม่โด่ง ไว้ผมสั้น ใบหน้ากลมแป้น ที่หางตามีริ้วรอย รอยยิ้มของนางช่างดูอบอุ่นและส่งพลังถึงคนมองได้อย่างน่าประหลาด
เสิ่นอวี้ชุ่ยยิ้มพลางมองมาที่นาง
"เยียนเยียน..."
เสิ่นเยียนเผลอยื่นมือออกไปหมายจะไขว่คว้าร่างที่เลือนรางนั้น แต่ท้ายที่สุด มันก็เป็นเพียงภาพลวงตา
นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น ที่นี่ยังคงเป็นแท่นศิลาสีขาว รอบกายยังมีเวินอวี้ชูและคนอื่นๆ นั่งอยู่
นางผ่านด่านถามใจมาได้แล้ว
อารมณ์ของนางยังไม่สงบลงดีนัก จึงได้แต่หลุบตาลงต่ำ เพื่อซ่อนความหม่นหมองในแววตา
ทันใดนั้น ก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นที่เบื้องหน้า
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นบันไดทอดยาวปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ปลายทางด้านบนเชื่อมต่อไปยังแท่นศิลาสีขาวอีกแห่งหนึ่ง
นี่นางต้องปีนขึ้นไป แล้วค่อยรับการทดสอบขั้นต่อไปงั้นหรือ?