- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 20 ฟ้องเป็นแล้ว
ตอนที่ 20 ฟ้องเป็นแล้ว
ตอนที่ 20 ฟ้องเป็นแล้ว
พลันปรากฏร่างของสาวน้อยในชุดสีเขียว ผู้หนึ่งก้าวฉับๆ เข้ามา ด้านหลังนางยังมีกลุ่มทหารตามมาด้วย สีหน้าของนางหยิ่งผยอง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน สายตาของนางมองสำรวจเสิ่นเยียนในปัจจุบันอย่างดูแคลน
“เจ้าสวะ ยังจำข้าองค์หญิงผู้นี้ได้หรือไม่?”
หงรื่อและอิ๋นเยว่ ที่คอยคุ้มกันอยู่ข้างกายเสิ่นเยียนมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกนางพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที คิดอยากจะพาคุณหนูรองออกไปจากที่นี่
ทว่าเมื่อพวกนางเห็นคุณหนูของตน ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งไม่สะทกสะท้าน ก็ถึงกับตะลึงงันไป
สาวน้อยชุดเขียวขมวดคิ้ว กล่าวอย่างไม่พอใจ: “ข้าถามเจ้าอยู่นะ!”
เสิ่นเยียนละสายตากลับมาอย่างเฉยเมย แล้วหันไปพูดกับเถ้าแก่ร้านอาวุธ “ข้าขอดูมีดสั้นที่คมที่สุดในร้านของท่านหน่อย”
ครานี้ สาวน้อยชุดเขียวทั้งอับอายทั้งโมโห: “เสิ่นเยียน! ตอนนี้เจ้าใจกล้าไม่เบาเลยนะ! เจ้ากล้าเมินเฉยต่อการมีอยู่ของข้าองค์หญิงรึ? หรือว่าเจ้าลืมเรื่องที่ถูกข้าองค์หญิงใช้ต่างม้าขี่ไปแล้ว?”
พูดพลาง นางก็ยื่นมือหมายจะผลักเสิ่นเยียน ทว่ากลับถูกเสิ่นเยียนคว้าจับมือของนางไว้ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบจนอีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
กร๊อบ—
“อ๊ากกกก!”
“มือของข้า!”
สาวน้อยชุดเขียวกรีดร้องโหยหวน ใบหน้านางซีดเผือดเล็กน้อย ดูบิดเบี้ยวไปบ้าง ทันใดนั้นนางก็รีบรวบรวมพลังวิญญาณซัดเข้าใส่เสิ่นเยียน
“คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ!” หงรื่อร้อนรน รีบรวบรวมพลังวิญญาณเข้าปัดป้องการโจมตีนี้แทนเสิ่นเยียน
อันที่จริงเสิ่นเยียนเตรียมพร้อมที่จะเปิดเผยพลังพิเศษธาตุไฟของตนแล้ว แต่เมื่อมีหงรื่อช่วยรับการโจมตีนี้ไว้แทนนาง นิ้วมือของนางจึงหุบเข้าเล็กน้อย ดับประกายไฟที่ริบหรี่อยู่บนฝ่ามือจนหายไปอย่างเงียบเชียบ
พลังวิญญาณของทั้งสองปะทะกัน กลับกลายเป็นว่าสูสีไม่แพ้ชนะกัน
หงรื่อเซถอยไปเล็กน้อย เสิ่นเยียนจึงยื่นมือไปดึงนางไว้
สาวน้อยชุดเขียว เจ็บปวดจนหน้าซีดเผือด กุมแขนข้างที่ถูกบิดหักของตนไว้ นางจ้องเขม็งไปยังทิศของเสิ่นเยียนตะโกนอย่างเดือดดาล: “ใครก็ได้ จับพวกนางทั้งหมดไว้!”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง!”
เหล่าทหาร ที่ติดตามสาวน้อยชุดเขียว มา ต่างชักดาบยาว ออกมา ชี้ไปยังทิศทางของเสิ่นเยียน หงรื่อ และอิ๋นเยว่
ส่วนองครักษ์ตระกูลเสิ่น สองสามคนที่รออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างตื่นตระหนก รีบพุ่งเข้ามาทันที ขณะที่กำลังจะเข้าไปคุ้มกันคุณหนูรอง ก็กลับถูกเหล่าทหาร ของอีกฝ่ายใช้ดาบยาว ขวางกั้นเส้นทางไว้
“คุณหนูรอง!” เหล่าองครักษ์ตระกูลเสิ่นร้องอุทาน พวกเขาล้วนเป็นองครักษ์ที่เสิ่นเทียนฮ่าวฝึกฝนมา ย่อมต้องภักดีต่อเสิ่นเยียนอย่างที่สุดเช่นกัน
สาวน้อยชุดเขียวผู้นี้ก็คือองค์หญิง เพียงหนึ่งเดียวของแคว้นหนานเซียวนามว่า หนานกงอิ๋ง นางเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิอย่างยิ่ง และเป็นสหายสนิทกับเสิ่นเสวี่ย
ด้วยเหตุผลของเสิ่นเสวี่ย หนานกงอิ๋งจึงไม่ชอบหน้าเสิ่นเยียนอย่างมาก และมักจะรังแกนางอยู่เป็นประจำ
การที่นางใช้เจ้าของร่างเดิมเสิ่นเยียนเป็นม้าขี่ ก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่นางใช้เพื่อเหยียดหยามเจ้าของร่างเดิม
ในขณะนี้ เถ้าแก่ร้านอาวุธมีสีหน้าทั้งเคร่งขรึมและตื่นตระหนก ลอบถอนหายใจว่าคราวนี้ซวยแล้ว
หนานกงอิ๋ง เจ็บปวดจนเหงื่อเย็นกาฬผุดซึม นางจ้องเสิ่นเยียนอย่างอาฆาต: “เจ้าสวะ เจ้าไปกินใจสิงห์ดีหมีจากไหนมา! ุถึงกล้าดีอย่างไรมาตีข้าองค์หญิง! จับนางไว้เดี๋ยวนี้!”
สิ้นเสียงของนาง ขณะที่เหล่าทหารกำลังจะลงมือ เสิ่นเยียนก็เอ่ยขึ้น
“ใครกล้า?!”
น้ำเสียงเย็นเยียบราวกับคมมีด ทำให้เหล่าทหารชะงักงัน
ทุกคนต่างมองเสิ่นเยียนอย่างตกตะลึง
สวะผู้นี้กลับมีรัศมีน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้เชียวรึ?
เสิ่นเยียนหัวเราะเยาะถามว่า: “หนานกงอิ๋ง เจ้าเป็นฝ่ายรังแกและเหยียดหยามข้าก่อน บัดนี้ยังคิดจะเล่นงานข้าอย่างอึกทึกครึกโครม การกระทำเช่นนี้ของเจ้า ไม่เห็นตระกูลเสิ่นในสายตาเลยรึไง?”
หนานกงอิ๋งชะงักไป
นางรังแกเสิ่นเยียนจนเคยชิน พอมาเจอกับคำถามย้อนกลับของเสิ่นเยียน ชั่วขณะหนึ่งนางถึงกับพูดไม่ออก แต่ในไม่ช้านางก็นึกถึงสถานการณ์ของเสิ่นเยียนในตระกูลเสิ่น ที่ถูกขับไสและรังเกียจ ดังนั้นนางไม่จำเป็นต้องกังวลเลยว่าตระกูลเสิ่นจะมาแก้แค้นหรือไม่
หนานกงอิ๋งกล่าวอย่างหยิ่งผยอง: “เสิ่นเยียนต่อให้ข้าองค์หญิงจะสั่งทุบตีเจ้าจนตาย แล้วจะอย่างไร? ดีไม่ดีตระกูลเสิ่น อาจจะขอบคุณข้าองค์หญิงด้วยซ้ำ ที่ช่วยกำจัดตัวหายนะให้พวกเขา!”
“ความหมายของเจ้าก็คือ...” สีหน้าของเสิ่นเยียนชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นอย่างเย็นชา: “ตระกูลเสิ่น คือตระกูลเลือดเย็นที่ทอดทิ้งไม่ใส่ใจแม้กระทั่งสายเลือดของตนเอง?”
สิ้นคำพูดนี้ สีหน้าของหนานกงอิ๋งก็แข็งทื่อไป นางตระหนักได้ถึงบางสิ่ง และจ้องเขม็งไปยังเสิ่นเยียน เจ้าสวะนี่กล้าขุดหลุมพรางให้นางรึ?!
นางกัดฟันตอบ: “ไม่ใช่!”
เสิ่นเยียนยิ้มบางๆ: “ตระกูลเสิ่นของเราคือครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นและสามัคคี เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลล้วนเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมน้ำใจ พวกท่านไม่เพียงแต่เห็นความสำคัญของข้าอย่างยิ่ง แม้แต่ลูกสาวบุญธรรม อย่างเสิ่นเสวี่ย ก็ยังคอยปกป้องดูแลราวกับเป็นลูกสาวแท้ๆ ลองถามหน่อยเถอะว่า ครอบครัวเช่นนี้จะทอดทิ้งสายเลือด ของตนเองได้อย่างไร?”
สีหน้าของหนานกงอิ๋ง พลันเปลี่ยนไปทันที
เจ้าสวะนี่เหตุใดถึงพูดจาฉะฉานเช่นนี้?!
ตอนนี้นางดูเหมือนจะตกลงไปในกับดักคำพูดที่อีกฝ่ายวางไว้ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็ดูเหมือนจะหาทางออกที่สวยงามไม่ได้เลย
หนานกงอิ๋งสูดหายใจเข้าลึกๆ “เสิ่นเยียน เจ้าทำร้ายข้าองค์หญิง ข้าองค์หญิงก็จะทำให้เจ้าต้องชดใช้เช่นเดียวกัน!”
จากนั้น นางก็สั่งเหล่าทหารว่า: “ไปหักมือนางซะ!”
หงรื่อและอิ๋นเยว่ได้ยินดังนั้น ก็รีบเข้ามาขวางอยู่หน้าเสิ่นเยียน ทั้งสองมีสีหน้าเคร่งขรึม กดเสียงต่ำพูดกับเสิ่นเยียน: “คุณหนู เดี๋ยวหากท่านสบโอกาส รีบหนีไปทันทีนะเจ้าคะ!”
เสิ่นเยียนยกมือขึ้นผลักพวกนางออกไปเบาๆ
เมื่อเห็นเสิ่นเยียนก้าวออกไปข้างหน้าสองก้าว รูม่านตาของหงรื่อและอิ๋นเยว่ ก็หดเล็กลงร้องเรียกอย่างตกตะลึง: “คุณหนู...”
หนานกงอิ๋งนึกว่านางคิดได้แล้ว กำลังจะยอมจำนน มุมปากจึงเหยียดยิ้มเย้ยหยัน ทว่าในวินาทีต่อมา นางก็ได้ยินเสิ่นเยียนเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งอย่างแผ่วเบา
“ท่านพ่อ ของข้ากลับมาแล้ว”
คำพูดนี้หยุดฝีเท้าของทหาร สองสามคนที่กำลังจะลงมือกับนางได้สำเร็จ เหล่าทหารมีสีหน้าหวาดกลัว แววตาฉายแววเกรงขาม
หนานกงอิ๋งตัวสั่นสะท้าน ตอนเด็กนางเคยเห็นท่าทางตอนที่เสิ่นเทียนฮ่าวโกรธจัด ครั้งนั้นมีทูตจากต่างแคว้นผู้หนึ่งเตะเสิ่นเยียนด้วยความรังเกียจ ภาพนั้นอยู่ในสายตาของเสิ่นเทียนฮ่าวพอดี เขาถึงกับคลุ้มคลั่งหักขาและทุบกระดูกของทูต ผู้นั้นจนแหลกละเอียดแล้วสั่งให้สัตว์อัญเชิญของตนกลืนกินเข้าไปทั้งคำ!
เสิ่นเทียนฮ่าวคือคนบ้า!
แต่เขาก็เป็นผู้อัญเชิญที่เก่งกาจที่สุดในแคว้นหนานเซียวด้วย!
เสิ่นเยียนทำให้พวกเขาหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ทันใดนั้นก็จงใจกดเสียงให้ต่ำลง: “ใช่แล้วล่ะ ข้าฟ้องเป็นแล้ว”
เมื่อก่อนเจ้าของร่างเดิม โง่เขลาอย่างหนัก ความจำย่ำแย่มาก นางลืมเรื่องราวต่างๆ ได้เร็ว ทั้งยังพูดจาจับใจความไม่ได้ หลายครั้งนางมักจะเหม่อลอยอยู่คนเดียว ราวกับไม่มีจิตสำนึกเป็นของตนเอง
คนที่นางจดจำได้เสมอมีเพียงสามคน หนึ่งคือเสิ่นเทียนฮ่าว สองคือเสิ่นหวย และอีกคนก็คือ... เสิ่นเสวี่ย
ส่วนคนอื่นๆ เจ้าของร่างเดิม เห็นหน้าแล้วก็ลืม นับประสาอะไรกับการฟ้องร้อง
อีกทั้ง เวลาที่เสิ่นเสวี่ย และคนอื่นๆ รังแกเจ้าของร่างเดิม พวกนางก็ฉลาดพอที่จะไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้บนผิวหนังที่อยู่นอกร่มผ้า เพราะนั่นจะเห็นได้ชัดเจนเกินไป
ภายใต้เสื้อผ้าที่ปกปิดไว้ คือรอยฟกช้ำบวมเป่ง คือรอยจิกหยิก... ล้วนเป็นแผลเก่าที่ยังไม่ทันหาย ก็มีแผลใหม่เพิ่มเข้ามา
ส่วนสาวใช้หลิงเยวียนที่คอยดูแลเจ้าของร่างเดิม อาบน้ำชำระร่างกาย รวมทำไม่เห็นกับสาวใช้อีกหลายคนในลานซีชุ่ยล้วนถูกเสิ่นเสวี่ยซื้อตัวไปหมดแล้ว
ส่วนเสิ่นเทียนฮ่าว ก็มักจะออกไปธุระข้างนอกหรือไม่ก็พาเสิ่นหวยออกไปฝึกฝน เมื่อก่อนเสิ่นเทียนฮ่าว ไว้ใจเสิ่นเสวี่ยมาก พอออกไปข้างนอกทีไร ก็จะกำชับให้เสิ่นเสวี่ยดูแลเสิ่นเยียนให้ดี
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ สำหรับเสิ่นเยียนแล้วตัวตนของเสิ่นเสวี่ยก็คือสุนัขป่าและเสือร้าย ที่สามารถกัดกินผู้คนและสูบเลือดสูบเนื้อได้
ที่เสิ่นเทียนฮ่าวไม่ได้ดูแลเสิ่นเยียนอย่างใกล้ชิดในทุกเรื่อง ก็เพราะชายหญิงมีขอบเขตจึงต้องระมัดระวังอยู่บ้าง