- หน้าแรก
- ยอดเชฟคุณพ่อแห่งแดนต่างมิติ
- บทที่ 11 ความปรารถนาของอ้ายหมี่
บทที่ 11 ความปรารถนาของอ้ายหมี่
บทที่ 11 ความปรารถนาของอ้ายหมี่
บทที่ 11 ความปรารถนาของอ้ายหมี่
เมื่อทานข้าวผัดทรงเครื่องลงท้องไปหนึ่งจาน ม่ายเก๋อก็นั่งสัมผัสความรู้สึกอยู่ครู่หนึ่ง ข้าวผัดที่ทำจากวัตถุดิบหายากเหล่านี้ ไม่ได้มีดีแค่รสชาติที่ยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียวจริงๆ
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการบรรเทาความเหนื่อยล้า ความอ่อนเพลียเล็กน้อยจากการตื่นเช้ามาทำข้าวผัดสองจาน ได้มลายหายไปจนหมดสิ้นหลังจากกินข้าวผัดจานนี้เข้าไป ตอนนี้ทั่วทั้งร่างรู้สึกอบอุ่นไปหมด กระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเสียอีก
"น่าจะเป็นเพราะข้าวสารนั่นเป็นหลัก ต่อไปถ้าได้กินข้าวนี้ครบทั้งสามมื้อ สมรรถภาพร่างกายก็น่าจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นได้อย่างมั่นคง" ม่ายเก๋อครุ่นคิดในใจ ในบรรดาวัตถุดิบเหล่านี้ สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดย่อมหนีไม่พ้นข้าวสารที่ปลูกด้วยการรดน้ำจากน้ำพุแห่งชีวิต
"เสี่ยวหมี่ ลูกกินข้าวผัดสายรุ้งแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?" ม่ายเก๋อมองอ้ายหมี่แล้วเอ่ยถาม ในตัวของนางมีสายเลือดของเอลฟ์ไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่ง กินข้าวที่เติบโตด้วยน้ำพุแห่งชีวิตเข้าไปแล้วคงไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านอะไรหรอกนะ?
"รู้สึกอร่อยสุดยอดไปเลย!" อ้ายหมี่วางถ้วยใบเล็กลงบนโต๊ะ แลบลิ้นสีชมพูออกมาเลียเม็ดข้าวที่ติดอยู่มุมปาก แล้วมองม่ายเก๋อพลางพยักหน้าอย่างจริงจัง
ม่ายเก๋อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา คำตอบนี้ก็ไม่ได้ผิดอะไร เขาจึงเปลี่ยนคำถามใหม่ "แล้วนอกจากอร่อยกับสวยแล้วล่ะ? ร่างกายรู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างไหม?"
"ร่างกายหรือ?" อ้ายหมี่นิ่งคิด ส่ายหน้า แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็พยักหน้า
"ไม่สบายตรงไหน?" ม่ายเก๋อลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที โน้มตัวไปข้างหน้ามองอ้ายหมี่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาฉับพลัน
"คือว่า... คือเสี่ยวหมี่รู้สึกเหมือนมีก้อนไฟลุกไหม้อยู่ในร่างกาย เมื่อก่อนก็เคยเป็นนะ แต่ไม่เคยร้อนเท่าตอนนี้มาก่อนเลย รู้สึกทรมานจังเลย ท่านพ่อ เสี่ยวหมี่เป็นอะไรไปหรือ?" อ้ายหมี่มองม่ายเก๋อ ใบหน้าเล็กๆ ของนางเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา ดวงตาฉายแววไม่เข้าใจ ทว่าท่าทางกลับดูสงบนิ่งอยู่บ้าง
แต่ม่ายเก๋อกลับเริ่มตื่นตระหนก เดิมทีคิดว่าอ้ายหมี่ที่มีสายเลือดเอลฟ์ครึ่งหนึ่ง เมื่อได้กินข้าวจากน้ำพุแห่งชีวิตน่าจะมีแต่ผลดีแท้ๆ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ดูเหมือนมันจะไปกระตุ้นสิ่งไม่ดีบางอย่างในร่างกายของนางเข้าให้แล้ว
เมื่อมองดูใบหน้าที่แดงก่ำของอ้ายหมี่ ในหัวของม่ายเก๋อกลับคิดหาวิธีรับมือไม่ออกเลยสักนิด นี่ไม่ใช่อาการตัวร้อนเป็นไข้แบบเด็กทั่วไป และในความทรงจำของร่างเดิมก็ไม่เคยมีวิธีรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ ขณะที่เห็นหน้าของอ้ายหมี่แดงขึ้นเรื่อยๆ จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงยื่นมือไปจูงมืออ้ายหมี่แล้วเอ่ยว่า "เสี่ยวหมี่ รีบไปกับพ่อ พวกเราไปที่วิหารสีเทากัน..."
"ท่านพ่อ เสี่ยวหมี่เหมือนจะรู้แล้วว่าจะต้องทำยังไง" อ้ายหมี่กลับดึงมือกลับไป นางส่ายหน้า ยกมือขวาเล็กๆ ขึ้นมาตรงหน้า หงายฝ่ามือขึ้น ราวกับกำลังประคองบางสิ่งบางอย่างเอาไว้
"เสี่ยวหมี่ ลูกจะทำอะไร?" ม่ายเก๋อมองอ้ายหมี่ด้วยความไม่เข้าใจ
ทันใดนั้น เปลวเพลิงสีน้ำเงินอมม่วงกลุ่มหนึ่งก็ลุกโชนขึ้นมาจากใจกลางฝ่ามือของนาง เปลวไฟพวยพุ่งสูงขึ้นไปกว่าครึ่งเมตร อุณหภูมิอันน่าสะพรึงกลัวแผดเผาจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
ม่ายเก๋อก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ จนชนเก้าอี้ล้มลงไปกองกับพื้น เขาเบิกตากว้างมองดูเปลวเพลิงสีน้ำเงินอมม่วงที่เต้นระริกอยู่บนฝ่ามือของอ้ายหมี่ เปลวไฟค่อยๆ หดเล็กลง จนสุดท้ายกลายเป็นลูกไฟสีน้ำเงินอมม่วงขนาดเล็ก
"เสี่ยวหมี่ ลูกไม่เป็นไรใช่ไหม?" ม่ายเก๋อรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ลูกไฟนี้ดูเล็กกว่าฝ่ามือของอ้ายหมี่เสียอีก แต่อุณหภูมิของมันกลับร้อนแรงจนน่ากลัว ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอันตราย ในใจเป็นห่วงอ้ายหมี่แทบแย่ แต่ก็เข้าใกล้ไม่ได้ ยิ่งทำให้ร้อนรนจนแทบบ้า
"ท่านพ่อ เสี่ยวหมี่ไม่เป็นไร ดูลูกไฟนี่สิ น่ารักจังเลย นี่คือเวทมนตร์หรือเปล่า?" อ้ายหมี่ส่ายหน้า สีแดงบนใบหน้าจางหายไปมากแล้ว นางมองดูระเบิดลูกไฟในมือด้วยความตื่นเต้น ราวกับกำลังมองของเล่นที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง
ม่ายเก๋อถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก มองดูสีหน้าของอ้ายหมี่ที่ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ ดูเหมือนว่าการปรากฏขึ้นของลูกไฟนี้ จะช่วยปรับสมดุลความร้อนและความไม่สบายตัวในร่างกายของนางได้แล้ว ทว่าเมื่อมองดูลูกไฟสีน้ำเงินอมม่วงลูกนั้น เขาก็หรี่ตาลงเล็กน้อย เขาเองก็ไม่แน่ใจว่านี่คือเวทมนตร์หรือไม่ ปกติแล้วเปลวไฟของคาถาลูกไฟมันควรจะเป็นสีแดงเพลิงไม่ใช่หรือ?
อ้ายหมี่เห็นม่ายเก๋อหรี่ตาลง สีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก มือสั่นไหวเล็กน้อย ลูกไฟในมือก็ดับวูบไป นางรีบชักมือกลับไปทันที ก้มหน้าลงราวกับเด็กที่ทำความผิดแล้วเอ่ยว่า "ท่านพ่ออย่าโกรธนะ เสี่ยวหมี่สำนึกผิดแล้ว ต่อไปจะไม่พูดเรื่องอยากเรียนเวทมนตร์อีกแล้ว" พูดจบก็แอบชำเลืองมองม่ายเก๋อแวบหนึ่ง สีหน้าบนใบหน้าเล็กๆ นั้นดูน่าสงสารจับใจ
"หือ?" ม่ายเก๋อชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นอ้ายหมี่ยอมรับผิดกะทันหัน แต่ไม่นานเขาก็ค้นพบคำตอบจากความทรงจำของร่างเดิม ที่แท้ร่างเดิมต้องการปกปิดตัวตนและปกป้องอ้ายหมี่ หลังจากมาถึงเมืองแห่งความโกลาหลจึงทำตัวให้ต่ำต้อยเจียมตัวมาโดยตลอด
เวลาอ้ายหมี่ออกจากบ้านจะต้องสวมหมวกที่ปิดใบหูได้มิดชิด ก็เพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่านางเป็นลูกครึ่งเอลฟ์ และนางที่แสดงความสนใจในเวทมนตร์มาตั้งแต่เด็ก กลับถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้แตะต้องสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเรียนเวทมนตร์เลย
ม่ายเก๋อมองอ้ายหมี่ที่ก้มหน้าสำนึกผิดด้วยความปวดใจ เขาย่อมเข้าใจพฤติกรรมของร่างเดิมที่ต้องการทำตัวต่ำต้อยเพื่อให้ลูกสาวได้ใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาและพยายามปกป้องนาง
แต่เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ เขาไม่ได้เห็นด้วยไปเสียทุกอย่าง การกดทับพรสวรรค์ตามธรรมชาติของอ้ายหมี่เป็นสิ่งที่เขาจะไม่มีวันทำ อีกทั้งในสายตาของเขา การทำตัวต่ำต้อยนั้นไม่ผิด แต่การยอมจำนนต่อความธรรมดาสามัญเพียงเพื่อปลอบใจตัวเองว่าเป็นเรื่องจริงแท้ มันเป็นเพียงคำโกหกเท่านั้น
ชาติก่อนเขาเคยเห็นประโยคหนึ่งที่ว่า ความธรรมดานั้นไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือการใช้ชีวิตอย่างธรรมดาไปชั่วชีวิต แล้วยังหลอกตัวเองว่าความเรียบง่ายคือความจริงแท้
ชีวิตของม่ายเก๋อ ย่าลี่เค่อซือ ย่อมไม่อาจใช้คำว่าธรรมดามาบรรยายได้ แต่การที่เขาต้องการให้อ้ายหมี่ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาไปตลอดชีวิต ข้อนี้ม่ายเก๋อรับไม่ได้
สายเลือดของอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษยชาติและองค์หญิงแห่งเผ่าเอลฟ์ ไม่แน่ว่านางอาจจะเป็นอัจฉริยะก็ได้?
ยิ่งเมื่อครู่นี้คาถาลูกไฟอ้ายหมี่สามารถใช้ได้เองโดยไม่มีใครสอน จากความทรงจำของร่างเดิม ลูกไฟระดับนี้ ต่อให้เป็นเขาในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดก็ยังไม่อยากจะเอาตัวเข้าไปรับตรงๆ
เมื่อมองดูอ้ายหมี่ที่ก้มหน้าเอานิ้วจิ้มกันไปมา หัวใจของม่ายเก๋อก็อ่อนยวบยาบ ลูกสาวน่ารักขนาดนี้ นางอยากทำอะไรย่อมต้องทำได้ทุกอย่าง ส่วนเรื่องความพยายามหรือความลำบาก แน่นอนว่าต้องเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องแบกรับ
"เสี่ยวหมี่ เงยหน้ามองพ่อสิ" ม่ายเก๋อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"ท่านพ่อ เสี่ยวหมี่ไม่เรียนแล้ว..." อ้ายหมี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองม่ายเก๋อ แม้ว่าท่านพ่อในวันนี้จะดูใจดีมาก แต่นางยังจำท่าทางตอนที่ท่านพ่อโกรธเมื่อครั้งก่อนที่นางบอกว่าอยากเรียนเวทมนตร์ได้ดี นางไม่อยากให้ท่านพ่อโกรธ ไม่อยากให้ท่านพ่อไม่มีความสุข
"ไม่ เสี่ยวหมี่ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พ่อจะไม่คัดค้านเรื่องที่ลูกจะเรียนเวทมนตร์อีกแล้ว รอให้ร้านอาหารเปิดกิจการ หาเงินได้เมื่อไหร่ พ่อจะส่งลูกไปเรียนเวทมนตร์ที่วิหารสีเทานะ" ม่ายเก๋อยิ้มและเอ่ยขัดคำพูดของอ้ายหมี่ จ้องมองดวงตาของนางและเอ่ยอย่างจริงจัง
"จริงหรือ?" อ้ายหมี่ชะงักไป นางมองม่ายเก๋อด้วยความดีใจ แต่ก็ยังมีความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อปะปนอยู่
"แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง" ม่ายเก๋อพยักหน้า "แต่อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยนะ เพราะร้านอาหารเพิ่งจะเปิดวันนี้วันแรก..."
"ท่านพ่อ ท่านดีที่สุดเลย เสี่ยวหมี่รักท่านพ่อ!" ม่ายเก๋อยังพูดไม่ทันจบ อ้ายหมี่ก็ลื่นไถลลงจากเก้าอี้ กระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของเขา กอดใบหน้าของเขาแล้วหอมแก้มดังฟอด จากนั้นก็เงยหน้ามองม่ายเก๋อ ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความจริงจังแล้วเอ่ยว่า "เสี่ยวหมี่จะต้องเป็นจอมเวทที่เก่งกาจให้ได้ เพื่อปกป้องท่านพ่อ นี่คือความปรารถนาของเสี่ยวหมี่"
"ได้สิ พ่อเชื่อว่าอ้ายหมี่ทำได้แน่นอน" ม่ายเก๋อมองตาของเสี่ยวหมี่แล้วพยักหน้าให้อย่างจริงใจ จากนั้นจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า "เอาล่ะ งั้นพวกเรามาเปิดร้านอาหารกันเถอะ ร้านอาหารม่ายหมี่ ร้านอาหารของพวกเรา"