- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 32 - เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
บทที่ 32 - เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
บทที่ 32 - เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
บทที่ 32 - เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
พอนึกถึงลูกศิษย์ทั้งสามเหมาสามอันดับแรก ตัวฟางจี้ฟานก็ลอยละล่องโดยไม่รู้ตัว
หันกลับไปมอง ก็เห็นโอวหยางจื้อทั้งสามคนทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อตัวเอง เมื่อก่อนนี้ พวกเขาเป็นแค่ซิ่วไฉธรรมดาแสนธรรมดา แต่วันนี้... ได้สร้างเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล
ตุบ...
ท่ามกลางเสียงอึกทึก โอวหยางจื้อทิ้งตัวลงคุกเข่าก่อนใครเพื่อนอย่างไม่ใส่ใจสายตาใคร น้ำตาคลอเบ้า
เจียงเฉินและหลิวเหวินซานก็คุกเข่าลงตาม "ขอบพระคุณท่านเอินฟู่ที่สั่งสอน!"
เรื่องแปลกที่สุดในวันนี้คือ เวลานี้กลับไม่มีใครสนใจเจี้ยหยวนอันดับหนึ่ง หรือจู่เหรินหน้าใหม่อันดับสองอันดับสามอีกแล้ว แต่ทุกคนกลับจ้องมองฟางจี้ฟานด้วยสายตาร้อนแรง!
เจี้ยหยวนนับเป็นอะไรได้ อันธพาลเมืองหลวงผู้นี้ ถึงกับปั้นยอดนักสอบออกมาได้ตั้งสามคน แถมยังเป็นยอดนักสอบระดับเทพ!
ฟางจี้ฟานหุบพัดเซียงเฟย เผชิญหน้ากับสายตามากมายที่ทั้งสงสัยและอิจฉา แต่กลับนึกถึงหวังเจี้ยนเหรินคนนั้นขึ้นมาได้ เขาเดินช้าๆ ไปหยุดตรงหน้าหวังเจี้ยนเหริน "พี่เจี้ยนเหริน (คนเลว)..."
หวังเจี้ยนเหรินมองเขาตาค้าง จนถึงตอนนี้ ยังทำใจยอมรับความจริงตรงหน้าไม่ได้ เมื่อครู่แม้เขาจะบอกว่าตัวเองอาจพลาดได้แค่ที่สอง แต่ความจริงแล้ว ตำแหน่งเจี้ยหยวนครั้งนี้ เขาหมายมั่นปั้นมือไว้แล้ว ใครจะนึก... ว่าจะได้ที่หก
แค่นั้นยังพอทน แต่ที่รับไม่ได้ที่สุดคือ คนที่เหมาสามอันดับแรก ดันเป็นโอวหยางจื้อกับพวกหัวขี้เลื่อยสามคนที่เขาดูถูกที่สุด
เจ็บ... ปวด... ใจ... เหลือเกิน!
ฟางจี้ฟานเก็บอาการขี้เล่นตามปกติ ตบไหล่เขา พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "พี่เจี้ยนเหริน อย่างที่ท่านว่าเมื่อครู่ การสอบน่ะนะ ก็ไม่แน่ว่าจะเกี่ยวกับความรู้ความสามารถเสมอไป ท้ายที่สุดก็ต้องพึ่งดวง ดวงไม่มา ม้าตีนปลายแผ่ว ก็เป็นเรื่องปกติ ส่วนลูกศิษย์โง่ๆ สามคนของข้า ฮ่า... ฮ่าๆ... ช้าก่อน ขอข้าหัวเราะเยาะหน่อย ฮ่าๆๆๆ..." ฟางจี้ฟานอดกุมท้องหัวเราะร่าไม่ได้ ก่อนจะพยายามกลั้นขำ พูดกลั้วหัวเราะว่า "ลูกศิษย์โง่ๆ สามคนของข้า ได้อาศัยวาจามงคลของพี่เจี้ยนเหรินเมื่อครู่ ดวงดีขึ้นมาหน่อย อย่าถือสา อย่าถือสา ครั้งหน้า ต้องพยายามเข้านะ! ข้าเชื่อใจท่าน ท่านทำได้แน่!"
หวังเจี้ยนเหรินรู้สึกว่าทุกคำที่ได้ยิน บาดหูเหลือเกิน เขาเซถลา เกือบจะยืนไม่อยู่ ทันใดนั้น เขานึกอะไรขึ้นได้ ตะโกนด้วยความโกรธว่า "พวกแก... พวกแกโกงข้อสอบ พวกแกโกงข้อสอบ ต้องโกงข้อสอบแน่ๆ ถ้าไม่โกง คนไม่เอาถ่านอย่างโอวหยางจื้อสามคน จะสอบได้เจี้ยหยวน ได้ที่สองที่สามได้ยังไง ใช่แล้ว นี่มันโกงข้อสอบ"
เขาเหมือนคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ บัณฑิตสอบตกหลายคนรอบข้าง ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา เหมือนมีความหวัง
ซิ่วไฉสอบตก ชอบทฤษฎีโกงข้อสอบที่สุด อย่างน้อย ก็พิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่เพราะตัวเองไม่เก่ง แต่เพราะในห้องสอบมีคนเลวต่างหาก!
เดิมทีหวังเจี้ยนเหรินไม่พูดก็แล้วไป พอพูดขึ้นมา กลับทำให้ฟางจี้ฟานโมโห ฟางจี้ฟานจึงแสยะยิ้มเย็น "บังอาจ โกงข้อสอบรึ? ถ้าโกง ใครเป็นคนปล่อยข้อสอบ? คนคุมสอบเซียงซื่อครั้งนี้คือใต้เท้าหวังเอ๋า เสนาบดีกรมขุนนางคนปัจจุบัน เจ้าหมายความว่า เจ้ากำลังกล่าวหาใต้เท้าหวังโกงข้อสอบงั้นรึ?"
"..." หวังเจี้ยนเหรินถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณ เหมือนโดนฟ้าผ่า
จริงสิ หัวหน้าผู้คุมสอบไม่ใช่ใครอื่น คือใต้เท้าหวังผู้ขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ใต้เท้าหวังคืออาจารย์ของฮ่องเต้ เป็นเสนาบดีกรมขุนนาง เป็นที่เคารพของคนทั่วหล้า เป็นคนที่ขาข้างหนึ่งก้าวเข้าไปในคณะเสนาบดี เตรียมเป็นมหาอำมาตย์แล้ว
หากเหมือนการสอบเซียงซื่อมณฑลอื่น ที่มีแค่เจ้าหน้าที่การศึกษามาคุมสอบ ก็ยังพอจะร้องเรียนได้ แต่จะใส่ร้ายว่าหวังเอ๋าสมรู้ร่วมคิดกับฟางจี้ฟาน ก่อคดีทุจริตการสอบ นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ
ดวงตาของหวังเจี้ยนเหริน หมดสิ้นประกาย ในที่สุด เขาก็ทนรับไม่ไหว ทรุดฮวบลงกับพื้นดังตุบ
เหล่าซิ่วไฉสอบตกที่หวังจะพลิกสถานการณ์ด้วยข้อหาโกงข้อสอบ ต่างก็คอตกสิ้นหวัง คนคุมสอบทั่วหล้าอาจโกงได้ แต่ท่านหวังเอ๋า ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด
ในเมืองเกิดความโกลาหลแล้ว
ฟางจิ่งหลงที่กำลังเข้าเวรอยู่ที่ศูนย์บัญชาการทหารห้าเหล่าทัพ ถูกองครักษ์เสื้อแพร (จิ่นอีเว่ย) บุกมาหาถึงที่
ฟางจิ่งหลงพอเห็นจิ่นอีเว่ยมา ทีแรกก็ตกใจ หรือว่า... ลูกชายข้าไปก่อเรื่องอะไรอีกแล้ว รู้สึกหน้ามืดทันที
แม่ทัพนายกองในศูนย์บัญชาการทหารห้าเหล่าทัพ ล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์และขุนนางสืบตระกูล ยิ่งเป็นเวลาเข้าเวร แล้วมีคนถือหมายจับมา ถ้าไม่ได้คำสั่งจากเบื้องบนสุด ใครจะเชื่อ?
ดังนั้นพอหมายของจิ่นอีเว่ยส่งเข้ามา ในศูนย์บัญชาการก็แทบระเบิด
ระบุชื่อเรียกตัวหนานเหอป๋อฟางจิ่งหลง นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้น?
อิงกั๋วกงจางเม่าวันนี้ก็มาเข้าเวร พอได้ยินความเคลื่อนไหว หน้าก็ซีด เกิดเรื่องแล้ว เรื่องใหญ่แน่ จิ่นอีเว่ยถือหมายมาคุมตัวคนด้วยตัวเอง อย่าเห็นว่าจางเม่าเป็นถึงอิงกั๋วกงผู้ไม่เคยเห็นหัวจิ่นอีเว่ย แต่ถ้าจิ่นอีเว่ยปฏิบัติหน้าที่ เบื้องหลังพวกเขา ก็คือฮ่องเต้
พอคิดแบบนี้ จางเม่าก็รู้สึกว่าเรื่องราวร้ายแรง
ความจริงหลายวันมานี้เขาเบื่อเจ้าเฒ่าฟางมาก ตาแก่นี่หน้าด้านจะให้เขาไปเป็นพ่อสื่อให้ได้ แถมยังชอบพูดว่า ฝ่าบาทยังมีพระธิดาอีกองค์ยังไม่ออกเรือน จางเม่าฟังแล้วเสียวฟัน เลยตีตัวออกห่างฟางจิ่งหลง ตอแยไม่ได้ก็หลบซะสิ
แต่วันนี้เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ในฐานะเพื่อนเก่า จางเม่ารู้สึกว่าตัวเองจะนิ่งดูดายไม่ได้
จางเม่ารีบร้อนไปที่ห้องทำงานของฟางจิ่งหลง เห็นฟางจิ่งหลงนั่งหน้าซีดเหมือนคนตาย องครักษ์เสื้อแพรยังไม่ทันเข้ามา จางเม่าก็พุ่งเข้าไปถามโพล่งๆ ว่า "เจ้าเฒ่าฟาง ไปก่อเรื่องอะไรมา?"
ฟางจิ่งหลงก็ขวัญเสีย "คาดว่า เจ้าลูกชายตัวดีคงไปก่อเรื่อง..." พูดไป น้ำตาก็ไหลพราก "ข้ามีลูกชายแค่คนเดียว... มีลูกชายแค่คนเดียว..."
จางเม่าฟังเขาบ่นพึมพำ ก็ถอนหายใจยาว "ข้าก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง วันก่อน มหาอำมาตย์เซี่ยระเบิดอารมณ์ใส่ฝ่าบาท บอกว่าฟางจี้ฟานทำลายชีวิตบัณฑิต เรื่องนี้จริงไหม? ผู้ตรวจการดูเหมือนจะยื่นฎีกาฟ้องร้องแล้ว จะเป็นเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า ฝ่าบาท..."
ฟางจิ่งหลงสะดุ้ง "แค่ทำลายบัณฑิตไม่กี่คน ร้ายแรงขนาดนี้เชียว?"
จางเม่ารู้สาเหตุทันที แปดเก้าส่วน ฟางจิ่งหลงที่เป็นพ่อ นอกจากจะไม่ห้ามปราม ยังสมรู้ร่วมคิด จางเม่าโมโห "เจ้านะเจ้า แก่แล้วเลอะเลือนจริงๆ ฝ่าบาททรงพระเมตตา ตั้งแต่ครองราชย์ ก็ทรงให้เกียรติบัณฑิตเป็นพิเศษ เรื่องนี้จะว่าเล็กก็เล็ก คือเด็กเล่นซน แต่จะว่าใหญ่ ก็คือลูกหลานขุนนางดูหมิ่นลูกศิษย์สำนักปราชญ์ ซวยแล้ว น่าจะเพราะเรื่องนี้แหละ เจ้าเฒ่าฟาง เตรียมใจไว้เถอะ ข้าบอกแล้วไง บอกแล้วไง ลูกต้องตี โดยเฉพาะไอ้ลูกไม่รักดีอย่างจี้ฟาน ตอนนั้นข้าก็อยากตีมัน ถ้าเป็นลูกข้า จะยอมให้มันปีนเกลียวรื้อหลังคาได้เรอะ?"
แต่เวลานั้น ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบ จางเม่าเก็บสีหน้าโกรธเคือง ตอนนี้เจ้าเฒ่าฟางมีภัย ตนเองจะนิ่งเฉยไม่ได้ หากจิ่นอีเว่ยกล้าใช้กำลัง ฮึ อิงกั๋วกงอย่างข้าก็ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ
ดังนั้นเขาจึงวางมาดน่าเกรงขาม รอจนนายกองร้อยจิ่นอีเว่ยคนหนึ่งเดินเข้ามา นายกองร้อยพอเห็นอิงกั๋วกง ก็รีบคุกเข่าคารวะ "คารวะอิงกั๋วกง" จากนั้นก็มองฟางจิ่งหลงด้วยสายตาซับซ้อน "คารวะหนานเหอป๋อ"
"มีเรื่องอันใด?" จางเม่าถามเสียงเข้ม
นายกองร้อยตกใจ แต่เห็นสายตาพิฆาตของจางเม่ามองมา เหมือนเป็นการเตือนว่า ระวังตัวหน่อยนะ
นายกองร้อยรีบตอบ "เกิด... เกิดเรื่องแล้วขอรับ"
พอได้ยินว่าเกิดเรื่อง... ในห้องทำงาน บรรยากาศก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
"เกิดเรื่องอันใด?"
นายกองร้อยตอบ "เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน บริเวณบ้านเก่าตระกูลฟาง มีคนแปลกหน้ามาด้อมๆ มองๆ ดูท่าทางจะมุ่งเป้าไปที่หลุมศพบรรพบุรุษตระกูลฟาง เรื่องนี้ องครักษ์สังกัดกองพันจิ่นอีเว่ยเขตตะวันออกสืบทราบมา รู้สึกว่าสถานการณ์ร้ายแรง จึงรีบรายงานขึ้นมา ผู้น้อยก็เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา เกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ จึงรีบมารายงานท่านป๋อฟาง ขอท่านป๋อโปรดระวังด้วยขอรับ"
หลุม... หลุมศพ...
...
(จบแล้ว)