- หน้าแรก
- นายน้อยจอมล้างผลาญ
- บทที่ 1 - อย่าละทิ้งการรักษา
บทที่ 1 - อย่าละทิ้งการรักษา
บทที่ 1 - อย่าละทิ้งการรักษา
บทที่ 1 - อย่าละทิ้งการรักษา
ฟางจี้ฟานขยี้ตา มองดูม่านมุ้งสีแดงชาดตรงหน้าด้วยความงุนงง ไกลออกไปคือโต๊ะวางพิณอันวิจิตรและเก้าอี้กลมไม้พะยูงม่วง
หน้าม่านมุ้งมีชายสวมชุดเขียวสวมหมวกใบเล็กยืนอยู่ เขากำลังจ้องมองฟางจี้ฟานเขม็ง จากนั้นชายผู้นี้ก็เผยรอยยิ้มที่น่าโดนซ้อมออกมา เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความประจบสอพลอจนน่าขนลุก "นายน้อยตื่นแล้ว..."
หัวใจของฟางจี้ฟานกระตุกวูบ นี่มัน... ทะลุ... ทะลุมิติแล้วสินะ เพราะเขาได้ยินชัดเจนว่าชายสวมชุดเขียวผู้นี้พูดสำเนียงเฟิ่งหยาง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์สมัยหมิง ฟางจี้ฟานมั่นใจเต็มร้อยว่าข้าวของเครื่องใช้ที่นี่ รวมถึงชายหนุ่มท่าทางประหลาดผู้นี้ ในยุคสมัยของเขา ต่อให้เป็นกองถ่ายละครทุนหนา ก็ไม่มีทางเซตฉากได้สมจริงขนาดนี้
ไม่มีความหวาดกลัวหรือตกใจ ในใจของฟางจี้ฟานกลับมีความตื่นเต้นอยู่ลางๆ ศึกษาหาความรู้มาหลายปี ใครจะนึกว่าวันนี้จะได้เห็นคนโบราณตัวเป็นๆ!
คนโบราณเชียวนะ มองดูเจ้าหมอนี่ที่ยิ้มได้กวนประสาทหน่อยๆ ฟางจี้ฟานอดคิดไม่ได้ว่า นี่น่ะหรือ... คือคนโบราณ?
"นี่คือรัชศกหงจื้อใช่ไหม?" ฟางจี้ฟานเหลือบไปเห็นภาพตัวอักษรบนผนัง ข้อความที่ลงนามไว้เป็นของนักเขียนพู่กันในรัชศกเจิ้งถ่งแห่งต้าหมิง
และโต๊ะวางพิณที่ตั้งอยู่ข้างเตียง รูปแบบของมันก็ดึงดูดความสนใจของฟางจี้ฟาน นี่เป็นสไตล์ช่วงกลางราชวงศ์หมิง หลังจากรัชศกหงจื้อไปแล้วก็ไม่ค่อยนิยมกัน โต๊ะวางพิณดูเหมือนเพิ่งทำใหม่ เมื่อคำนวณดูแล้ว นี่น่าจะเป็นรัชศกหงจื้อไม่ผิดแน่
ชายสวมชุดเขียวพยักหน้า แต่ยังคงจ้องฟางจี้ฟานตาไม่กระพริบ
เมื่อได้รับคำยืนยัน ฟางจี้ฟานก็ลุกพรวดขึ้นจากเตียง ตบต้นขาฉาดใหญ่ พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า "อ๋องหนิงยังอยู่ไหม? ทางเหนือยังมีกบฏเสี่ยวหวังจื่อ ส่วนอุตสาหกรรมทอผ้าทางใต้เริ่มเฟื่องฟูแล้วสินะ..." ฟางจี้ฟานทำหน้าตาท่าทางกระดี๊กระด๊า "ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็นับว่าเป็นกษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถ มีอะไรให้ทำอีกเยอะ..."
ฟางจี้ฟานตื่นเต้นมาก นี่เป็นยุคสมัยที่ดี ลูกผู้ชายอกสามศอก การศึกษาหาความรู้ วิจัยประวัติศาสตร์ มักจะมีความเสียดายมากมาย ชาติที่แล้วไม่ค่อยได้ดิบได้ดี นึกไม่ถึงว่าในที่สุดก็ได้มาอยู่ในที่ที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถเสียที
ฟางจี้ฟานกลั้นขำแทบไม่อยู่ เพราะทำงานในห้องสมุด แถมสิ่งที่ค้นคว้ายังเป็นประวัติศาสตร์หมิง ไม่เพียงแต่เข้าใจประวัติศาสตร์หมิงอย่างลึกซึ้ง แม้แต่บันทึกท้องถิ่นของยุคนี้ เขาก็รู้แจ้งเห็นจริง พูดแบบน่าเกลียดหน่อยก็คือ อำเภอไหน วันเดือนปีอะไร มีโจรโผล่มากี่คน ความจำอันน่าทึ่งของเขาก็ยังพอจำได้
ชาติที่แล้ว อย่างไรก็ตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร มาอยู่ยุคนี้ ดูเหมือนก็ไม่เลวร้ายเท่าไหร่
ฟางจี้ฟานยังนับถือจิตใจของตัวเองที่... ช่างกล้าแกร่งเหลือเกิน
แต่สีหน้าของเจ้าหนุ่มชุดเขียวกลับเปลี่ยนไป เอ่ยถามอย่างลังเลว่า "นายน้อย... ท่าน... ท่านบอกว่า... มีอะไรให้ทำอีกเยอะ?"
"ใช่สิ" ฟางจี้ฟานกระตือรือร้น ตนเองเป็นนายน้อย เช่นนั้นคนคนนี้ถ้าไม่ใช่เด็กรับใช้ก็ต้องเป็นคนติดตาม เขาความตื่นเต้นยังไม่จางหาย พูดด้วยสีหน้าเปี่ยมความสนใจว่า "ลูกผู้ชายเกิดมาทั้งที ก็ต้องสอบจอหงวน สร้างชื่อเสียงสร้างผลงาน..."
พอพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของชายชุดเขียวก็เปลี่ยนจากสงสัยเป็นโศกเศร้า เขาแหกปากร้องลั่น "นายน้อย... นายน้อย... อาการกำเริบอีกแล้ว... ใคร... ใครก็ได้ช่วยด้วย..."
ฟางจี้ฟานสะดุ้งโหยง นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น?
ปัง...
ประตูถูกชายฉกรรจ์ร่างกำยำหลายคนพังเข้ามา ดูแล้วแต่ละคนดุร้ายปานเสือและหมาป่า
แสงแดดด้านนอกสาดส่องเข้ามา แต่ร่างกายอันล่ำสันของคนเหล่านี้กลับบดบังแสงส่วนเกินไปจนหมด
จากนั้น ชายวัยกลางคนสวมชุดบัณฑิต ไว้เคราแพะท่าทางเหมือนอาจารย์ ก็สะพายล่วมยาเดินเร็วๆ เข้ามา พูดอย่างตื่นเต้นว่า "นายน้อย อาการของนายน้อย... กำเริบอีกแล้ว... เร็ว เข้า เร็ว ฝังเข็ม!"
สิ้นคำสั่ง ชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็กระโจนเข้าใส่ฟางจี้ฟาน จับตัวฟางจี้ฟานกดไว้อย่างรวดเร็ว
รูม่านตาของฟางจี้ฟานหดเกร็ง ไอ้เชี่ยเอ๊ย เขาด่าในใจ เพราะเห็นตาแก่คนนั้นหยิบเข็มเงินยาวเป็นนิ้วออกมาจากกล่อง ทำหน้าตาเจ็บปวดรวดร้าว พูดกับฟางจี้ฟานว่า "โรคที่นายน้อยเป็นคือโรคสมอง ห้ามปิดบังหมอเด็ดขาด มามามา ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว... แทงเข็มเดียวก็หายแล้ว..."
ฟางจี้ฟานตกใจจนกรามแทบค้าง "ข้า... ข้าไม่ได้ป่วย..."
หมอฝังเข็มไปพลาง ส่ายหัวไปพลางว่า "ไม่ผิดแน่ เมื่อก่อนเวลาอาการกำเริบก็มีอาการแบบนี้แหละ นายน้อย อดทนหน่อย วิชาฝังเข็มของกระผมนี้ เป็นวิชาที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมา มีป่วยรักษาป่วย ไม่มีป่วยก็ช่วยบำรุงร่างกาย นายน้อย นอนนิ่งๆ!"
อ๊าก...
ตามมาด้วยเสียงโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด ผ่านไปครู่ใหญ่ ฟางจี้ฟานก็เงียบเสียงไป
มือเท้าถูกคนกดไว้ ส่วนตาแก่คนนั้น ดันเอาเข็มเงินแทงเข้าไปที่ท้ายทอยของเขาตรงๆ ฟางจี้ฟานไม่ร้องแล้ว แต่กัดฟันแน่นด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าขยับตัว กลัวว่าถ้าขยับนิดเดียว เข็มของตาแก่คนนี้จะแทงพลาดเป้า
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาเป็นคนกลัวเข็มมาตั้งแต่เด็ก!
เข็มยาวขนาดนี้ แทงเข้าไปในหัวสดๆ นี่มันรักษาโรคที่ไหน นี่มันฆาตกรรมชัดๆ ไอ้เวรตะไล!
เข็มยังไม่ทันดึงออก ตาแก่ก็ลูบเคราส่ายหน้าถอนหายใจอีกครั้ง "คนสมองพิการไร้ยารักษา กระผมก็ทำได้แค่ทำตามตำราโบราณ ควบคุมอาการไว้ชั่วคราว ส่วนจะหายขาดหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับวาสนาของนายน้อยเองแล้ว"
ส่วนเจ้าหนุ่มชุดเขียวคนนั้น แอบไปร้องไห้กระซิกๆ อยู่ข้างเตียง "นายน้อย นายน้อย ท่านหมอฟางเป็นหมอชื่อดังที่ท่านป๋อเชิญมา ท่านอย่ากลัวเลย ฝังเข็มไม่กี่เดือนก็หายแล้ว ท่านป๋อเขียนจดหมายมาสั่งกำชับว่า ขอแค่โรคของนายน้อยหายได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน... สรุปว่า ห้ามปิดบังหมอเด็ดขาด... นายน้อยเป็นลูกชายคนเดียวของท่านป๋อ นายน้อยทนหน่อยนะ... ทนหน่อย..."
ฟางจี้ฟานหน้าซีดเผือด ได้แต่นอนตัวสั่นงันงก
..................
เที่ยงวัน
ทิวทัศน์นอกหน้าต่างงดงามเจริญตา แต่ฟางจี้ฟานไม่มีอารมณ์จะชมทิวทัศน์!
นี่เป็นวันที่ยี่สิบเจ็ดที่ฟางจี้ฟานมายังโลกนี้ แน่นอน เขาไม่รู้ว่าโดนฝังเข็มไปกี่รอบแล้ว ทุกครั้งที่ฝังเข็ม สำหรับฟางจี้ฟานแล้ว เหมือนได้ไปเดินเล่นหน้าประตูนรก
'หมอชื่อดัง' ยุคโบราณคนหนึ่ง เอาเข็มเงินแทงเข้าไปที่ท้ายทอยของคุณ แถมยังคว้านเบาๆ อีกต่างหาก ฟางจี้ฟานนึกย้อนกลับไปทีไร ก็ตัวสั่นเทาไปทั้งตัว
ยี่สิบเจ็ดวัน เพียงพอให้ฟางจี้ฟานเข้าใจทุกอย่าง
เจ้าของร่างเดิมนี้ คือลูกชายคนเดียวของหนานเหอป๋อแห่งต้าหมิง นามว่าฟางจิ่งหลง
บรรดาศักดิ์ป๋อสืบทอดตระกูลฟางนี้ได้มาตอนศึกจิ้งหนาน บรรพบุรุษติดตามเยี่ยนอ๋องจูตี้ก่อการ ตีจากเป่ยผิงไปจนถึงหนานจิง จูตี้ก็นับว่าใจกว้าง โบกมือคราเดียว ก็มอบชามข้าวเหล็กให้
ส่วนเจ้าของร่างนี้...
เอาล่ะ มิน่าล่ะตนเองแค่พูดประโยคเดียวว่าลูกผู้ชายอกสามศอกต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ถึงได้ถูกมองว่าสมองพิการ เพราะเจ้านี่เป็นคนเลวระยำตำบอนตัวพ่อ เป็นอันธพาลตัวเอ้แห่งเมืองหลวง เป็นยอดนักล้างผลาญในหมู่ลูกล้างผลาญ เรียกได้ว่าเลวบริสุทธิ์!
วันก่อน เจ้านี่ป่วย ก็เลยเชิญหมอชื่อดังมาดู น่าจะเป็นเพราะจิตใจมีปัญหา เลยไม่เคยละทิ้งการรักษา หลังจากฟางจี้ฟานทะลุมิติมา ที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่ายังไม่หายป่วย ก็เพราะนิสัยของเขากับเจ้าลูกล้างผลาญคนก่อนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น... การรักษาจึงต้องดำเนินต่อไป...
โง่บรม
ฟางจี้ฟานทบทวนตัวเอง ตนเองยังอ่อนหัดนัก มาถึงใหม่ๆ ดันไปพูดเรื่องสร้างชื่อเสียงสร้างผลงาน ทำเพื่อชาติเพื่อประชาชนอะไรพวกนั้น นี่มันหาเรื่องเจ็บตัวชัดๆ
ลูกล้างผลาญที่เลวระยำคนหนึ่ง จู่ๆ พฤติกรรมผิดปกติไปขนาดนี้ ในสายตาคนอื่น ไม่ใช่โรคจิตแล้วจะเป็นอะไร?
เอาล่ะ เพื่อที่จะ 'เลิก' การรักษา ตนเองต้องเป็นฟางจี้ฟานให้มากกว่าฟางจี้ฟานคนก่อน
เวลานี้ ประตูห้องนอนเปิดออกแล้ว สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งเดินเข้ามา ตามหลังมาติดๆ คือคนติดตามของฟางจี้ฟาน ก็คือเจ้าหนุ่มชุดเขียวคนนั้น ชื่อว่าเติ้งเจี้ยน
วันใหม่... เริ่มต้นขึ้นอีกแล้ว
ฟางจี้ฟานสูดหายใจเข้าลึกๆ ยี่สิบกว่าวันนี้ เขาจับทางได้หมดแล้ว และเข้าใจภูมิหลังของตระกูลนี้โดยสังเขป แน่นอนว่า สำหรับฟางจี้ฟานคนเดิม เขาก็รู้ไส้รู้พุงไปนานแล้ว
สาวน้อยเดินมาถึงหน้าเตียง ย่อกายคารวะ "นายน้อย ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ"
ฟางจี้ฟานลืมตา ทำท่าทางหงุดหงิดรำคาญใจ ในใจก็ให้กำลังใจตัวเอง "ตัวล้างผลาญ ตัวล้างผลาญ พี่ชายคือตัวล้างผลาญ ห้ามหลุดพิรุธเด็ดขาด"
ฟางจี้ฟานตวาดเสียงดุ "กี่ยามแล้ว? เช้าตรู่ขนาดนี้ ร้องหาผีอะไร?"
สาวน้อยตกใจจนหน้าสวยๆ เริ่มเจื่อน "ตะ... ตะวันโด่งแล้วเจ้าค่ะ"
"เพิ่งจะตะวันโด่ง..." ฟางจี้ฟานแยกเขี้ยว "นายน้อยอย่างข้าใช่คนตื่นตอนตะวันโด่งหรือไง? นอนต่ออีกชั่วยาม!"
เติ้งเจี้ยนที่สวมหมวกชุดเขียวรีบถลันเข้ามา พยักหน้าโค้งตัวประจบว่า "นายน้อย ยังเช้าเกินไปขอรับ แต่บ่าวกลัวนายน้อยจะหิว..."
"เออๆ..." ฟางจี้ฟานจำต้องพลิกตัวลุกขึ้น ให้สาวน้อยปรนนิบัติเปลี่ยนเสื้อผ้า
แน่นอน ฟางจี้ฟานต้องแสดงท่าทางหื่นกาม จ้องมองหน้าอกของสาวน้อย ยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยว่า "เสี่ยวเซียงเซียง เจ้าโตแล้วนะเนี่ย มามามา นายน้อยขอตรวจสอบหน่อย"
มือของฟางจี้ฟาน ก็บิดก้นของเสี่ยวเซียงเซียงเบาๆ อย่างลื่นไหล เสี่ยวเซียงเซียงตกใจจนตัวสั่นระริก ขอบตาแดงก่ำ น้ำตาทำท่าจะร่วงเผาะ
ฟางจี้ฟานถอนหายใจในใจ รู้สึกสงสารจับใจ แต่พอเห็นเติ้งเจี้ยนที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเท้าสะเอวพูดว่า "ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า... นังหนูนี่ยังจะอายอีก ไม่ต้องกลัว นายน้อยรักเอ็งนะ"
เสี่ยวเซียงเซียงรีบจะหลบ ฟางจี้ฟานเลยถือโอกาสตามน้ำ ไม่ลวนลามต่อ เติ้งเจี้ยนที่อยู่ข้างๆ ยิ้มอย่างกะล่อนว่า "นายน้อยปรีชาสามารถ นายน้อยองอาจ นายน้อยสันดานเดิมไม่เปลี่ยน ผู้น้อยเลื่อมใส เลื่อมใสหมดใจขอรับ"
"ไปไกลๆ เลย!" ฟางจี้ฟานยกขา ถีบเติ้งเจี้ยนหงายท้อง ตวาดอย่างดุเดือดว่า "นายน้อยอย่างข้านอกจากรูปหล่อพ่อรวยแล้ว ก็ไม่มีดีอะไรสักอย่าง แกบังอาจมาบอกว่าปรีชาสามารถองอาจ? ปรีชาสามารถองอาจมันกินได้ไหม? ไอ้ชาติหมา"
เติ้งเจี้ยนกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น ร้องไห้โฮ
ฟางจี้ฟานใจหายวาบ หรือว่าเมื่อกี้ถีบแรงไป? บาปกรรม บาปกรรม ขอโทษจริงๆ แต่... เฮ้อ พี่ชายก็ลำบากใจนะ ถ้านายน้อยอย่างข้าทำตัวสุภาพเรียบร้อย แล้วจะเลิกการรักษาได้ยังไง?
ใครจะนึกว่าครู่ต่อมา เติ้งเจี้ยนก็ลุกพรวดขึ้นมา แหงนหน้าพูดอย่างตื่นเต้นว่า "โรคของนายน้อยดีขึ้นแล้วในที่สุด ผู้น้อย... ผู้น้อย... ดีใจแทนนายน้อยจริงๆ ผู้น้อยดีใจจนร้องไห้ ดีใจจนร้องไห้ขอรับ"
หือ?
ฟางจี้ฟานยืนงงเป็นไก่ตาแตก แบบนี้ก็ได้เหรอ? (จบแล้ว)