เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: ขายแตงโมจากเกม!

บทที่ 2: ขายแตงโมจากเกม!

บทที่ 2: ขายแตงโมจากเกม!


โดยปกติแล้วอำเภอโหยวเฉิงจะมีสองช่องทางในการซื้อขายแตงโม

หนึ่งคือไปตลาดค้าส่งผักผลไม้ซึ่งอยู่ในสวนรับส่งของอีกปลายด้านหนึ่งของอำเภอซึ่งมีระยะทางค่อนข้างไกลพอสมควร

สองคือไปหาซื้อกับชาวสวนใกล้บ้าน

ดังนั้นแม้ว่าจะเขาจะขายราคาส่งเท่ากันคือจินละหนึ่งจุดห้าหยวน  แต่ถ้าเป็นแตงโมที่อร่อยกว่าและยังส่งตรงถึงหน้าบ้านล่ะก็  ใครบ้างล่ะที่จะไม่เอา

ทันทีที่ฉินหลินส่งข้อความปุ๊บก็มีสามคนตอบปั๊บ

“เสี่ยวฉินนี่นา!”

“เสี่ยวฉินเปลี่ยนไปขายส่งแล้วเหรอ!”

“ขอร่วมด้วยคนได้ป่าว?”

ฉินหลินรู้จักทั้งสามคนที่ตอบกลับมา  พวกเขาเปิดร้านใกล้ ๆ ตลาด

และเมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบอีกฉินหลินจึงนัดทั้งสามมาพบที่ร้านตอนนี้เลย

เขาเห็นว่าจู่ ๆ ก็มีกล่องข้อความปรากฏขึ้นในใจบอกว่าได้เวลารดน้ำแล้ว

เขาจึงสั่งตัวละครในเกมให้เข้าไปในห้องเก็บเครื่องมือหยิบบัวรดน้ำไปตักน้ำจากริมแม่น้ำแล้วเอามารด

ครู่ต่อมาทั้งสามคนในกลุ่มวีแชทก็นั่นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามาถึง

สองคนเป็นชายวัยกลางคนคือหลิวต้าเชิ่งกับเฉินต้าเหอ  อีกคนเป็นผู้หญิงชื่ออ้ายชูนี

ทันทีที่หลิวต้าเชิ่งเข้ามาก็รีบพูดเลยว่า “เสี่ยวฉิน ๆ แตงโมที่เธอว่าอยู่ไหนเอามาดูหน่อยเร็ว!”

ฉินหลินชี้ไปที่กองแตงโมบนพื้น “พี่หลิว  พี่เฉิน  พี่อ้าย  ดูแตงโมพวกนี้สิ”

ทั้งสามคนไปดู

พวกเขาอยู่ในวงการนี้มานานดังนั้นจึงสามารถบอกได้เลยว่าที่เห็นอยู่นี้ของดีหรือไม่ดี

ลายเส้นชัดเจนและเข้ม...

ผิวยังเขียวและสีสดมาก

รายละเอียดทั้งหมดสามารถมองเห็นได้เด่นชัด

แตงโมเหล่านี้เป็นของดีแน่นอนไม่มั่วนิ่ม!

“ของดีจริง ๆ นะเนี่ย” หลิวต้าเชิ่งยิ้ม

เฉินต้าเหอกับอ้ายชือนีพยักหน้าเห็นด้วย

ถึงจะเป็นของดีก็จริง  แต่ในยุคสมัยนี้มันมีชาวสวนกับพ่อค้าส่งที่ไร้ยางอายอยู่เยอะเกินไป  เพราะงั้นยังไงมันก็ต้องทดสอบกันหน่อย

ซึ่งฉินหลินเองก็เข้าใจเรื่องนี้จึงต้องการให้ทั้งสามลองเทสต์ดูอยู่แล้ว

“ลองเลือกมาเลยลูกนึง” ฉินหลินบอกกับทั้งสามคน

“งั้นก็...  เอา...  ลูกนิ!” หลิวต้าเชิ่งชี้ไปมั่ว ๆ เลย

ฉินหลินพยักหน้ารับคำและหยิบแตงโมลูกนั้นขึ้นมาผ่าครึ่งเผยให้เห็นเนื้อสด ๆ ดูน่าจกขึ้นมาใส่ปาก

จากนั้นเขาก็ผ่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ แบ่งให้กับทั้งสามคน “พี่หลิว  พี่เฉิน  พี่อ้าย  อะ  ลองชิมดู!”

ทั้งสามไม่มากพิธีหยิบชิ้นแตงโมขึ้นมากินทันที

“โฮ่ง ๆ!”

ไอ้หมาดำมันเอาอีกและ  ดูท่ามันที่หมอบอยู่หน้าประตูร้านจะเหลือบมาเห็นเขาแบ่งแตงโมพอดี

เหมือนมันจะตัดสินใจแล้วว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของมันจะเกาะติดอยู่กับเขานี่แหล่ะไม่ยอมปล่อยแน่นอน

เมื่อฉินหลินเห็นแบบนั้นก็ได้แต่โยนชิ้นแตงโมให้มันไปชิ้นหนึ่ง

ที่เขาให้มันก็เพราะรู้ว่าถ้าสุนัขกินแตงโมมากเกินไปมันจะท้องเสีย  เขาเลยกะจะสั่งสอนให้มันได้รู้ซึ้งถึงจิตใจอันชั่วร้ายของเผ่ามนุษย์  ถึงตอนนั้นมันได้รู้บทเรียนว่าไอ้ที่มันชอบกินน่ะมันกินไม่ได้และมันก็จะอยู่ที่นี่ไม่ได้ด้วย

ด้วยคุณสมบัติของ อร่อย +1 หวาน +1 รสสัมผัส +1 ทำให้พวกหลิวต้าเชิ่งทั้งสามที่กินเข้าไปต้องตาเบิกโพลง

“โคตร  แตงโมนี่โคตรดีเลย  อร่อยกว่าไอ้ที่เคย ๆ กินมาซะอีก”

“จริง  ทั้งหวานทั้งฉ่ำ”

“เสี่ยวฉิน  เธอจะส่งให้ถึงหน้าประตูเลยจริง ๆ ใช่มั้ย?”

ทั้งสามหันมามองฉินหลิน  แตงโมดีขนาดนี้กลับขายราคาเดลิเวอรี่เท่ากับราคาส่งนี่ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ซื้อ

“จัดส่งถึงบ้านแน่นอนอยู่แล้วครับ” ฉินหลินยืนยัน

ทั้งสามคนพยักหน้าและตัดสินใจเอาเลยคนละสามสิบลูกก่อน  โดยทิ้งไว้ที่ร้านของฉินหลินก่อน

ร้านค้าของทั้งสามอยู่ไม่ไกล  ฉินหลินไม่ได้รับเงินมัดจำและตกลงให้พวกเขาจ่ายหลังจากที่ส่งมอบแตงโมแล้ว

สาเหตุที่เขาจะทำการจัดส่งถึงบ้านนั้นก็เป็นเพราะว่าเขาต้องการปิดบังที่มาของแตงโม  แม้ในร้านตัวเองจะไม่มีกล้องวงจรปิด  แต่ทุกมุมในตลาดกลับมี

วันนี้จู่ ๆ ร้านเขาก็มีแตงโมคุณภาพดีโผล่มาซึ่งแค่วันแรกคนยังไม่เห็นเยอะความจึงยังไม่แตก  แต่ถ้าหากหลังจากนี้มีคนเห็นเยอะ ๆ เข้าล่ะก็ต้องมีคนจับพิรุธอะไรได้บ้างอยู่แล้ว

มีแตงโมล็อตใหญ่มาวางหน้าร้านทุกวันเลยเนี่ยนะ?  ถ้าเกิดคนจับพิรุธได้ล่ะก็เป็นปัญหาใหญ่แน่

ดังนั้นเขาจึงวางแผนว่าในอนาคตต้องหารังลับไว้ซักที่แล้ว

....................

หลังจากที่ทั้งสามคนนั้นจากไปฉินหลินก็หันมาหาไอ้เจ้าหมาดำที่ตอนนี้ยังแทะแตงโมอยู่หน้าประตูร้านอยู่เลย  จากนั้นก็เลิกสนใจมันแล้วปิดประตูร้านจากด้านนอก  เสร็จแล้วเขาก็เดินไปยังลานจอดรถและตรงไปยังรถสามล้อบรรทุกที่สนิมเขรอะไปทั้งคันขนาดที่ขายแค่สองพันหยวนยังไม่มีใครเอา

กระนั้นเจ้ารถคันนี้ขอแค่ยางไม่แตกมันก็สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึงหนึ่งตันเลยทีเดียว

ฉินหลินขับรถสามล้อบรรทุกไปที่ร้านแล้วเอาแตงโมที่ทั้งสามสั่งไว้ขึ้นรถ  จากนั้นก็ปิดประตูร้านอีกครั้งก่อนจะขับรถไปส่งแตงโมให้กับพวกหลิวต้าเชิ่ง

ร้านของหลิวต้าเชิ่งอยู่ใกล้ร้านของเขามากที่สุด  โดยร้านตั้งอยู่บนถนนคนเดินซึ่งสามารถไปมาหาสู่กันได้ในเวลาไม่นาน

และแล้วเขาก็มาถึงซึ้งร้านที่ชื่อว่าร้านผลไม้ต้าต้าเชิ่ง

หลิวต้าเชิ่งตอนนี้กำลังคุยกับชายคนหนึ่งที่ในมือถือแตงโมลูกหนึ่งอยู่หน้าประตูร้าน  เมื่อเห็นสามล้อของฉินหลินมาจอดเขาก็รีบลากชายคนนั้นมาหาฉินหลินทันที “นี่แหล่ะ ๆ เสี่ยวเฉิน  นี่เป็นแตงโมที่พึ่งมาส่ง  เป็นแตงโมสดคุณภาพเกินคุ้มชัวร์  ลองเลือกมาเลยลูกนึงเด๋วฉันผ่าให้ลอง”

“จัดไปพี่หลิว” เสี่ยวเฉินพยักหน้าและเดินไปที่ไปเลือกที่รถ

หลิวต้าเชิ่งหันมาบอกกับฉินหลินว่า “เถ้าแก่ฉิน  เสี่ยวเฉินเป็นเพื่อนบ้านฉันเองแหล่ะแถมยังเป็นลูกค้าเก่าแก่กันด้วย  หมอนี่ชอบแตงโมมาก ๆ มาซื้อทีก็เอาไปหลายลูกเลยแหล่ะ  เรื่องเงินเด๋วค่อยคิดรวมไปเลยเนอะ”

“อืม” ฉินหลินพยักหน้า

เสี่ยวเฉินรีบหยิบแตงโมจากรถของฉินหลินให้หลิวต้าเฉิง

“เสี่ยวฉินเอ๊ย  แตงโมลูกนี้หนักสิบเอ็ดจินเน่อ~” หลิวต้าเชิ่งได้ผ่าแบ่งเป็นชิ้น ๆ แล้วส่งชิ้นหนึ่งให้เสี่ยวเฉิน

ด้วยความที่เป็นคนกันเองเสี่ยวเฉินจึงเอามากินโดนไม่มากมารยาท

และในไม่ช้าเสี่ยวเฉินก็อุทานอย่างอึ้ง  ๆ ว่า “โห!  แตงโมนี่ทั้งหวานทั้งฉ่ำ  ดีกว่าที่พี่ขายก่อนหน้านี้อีก!  ราคาเท่าไหร่นะ?”

หลิวต้าเชิ่งยิ้มหน้าบานบอกราคาอย่างเป็นกันเอง “จินละสองหยวน  จะเอาเท่าไหร่ก็ว่ามา”

“เอาสี่ลูก  พี่หลิวส่งให้ด้วยนะ” เสี่ยวเฉินพูดพลางเลือกแตงโมสี่ลูกจากรถของฉินหลินให้หลิวต้าเฉิงชั่งกิโล

แตงโมแต่ละลูกหนักประมาณสิบจิน  รวมแล้วสี่สิบเจ็ดจิน

“สี่สิบเจ็ดจิน  เก้าสิบสี่หยวน  ทำเครื่องหมายไว้เลยเด๋วว่างเมื่อไหร่ฉันเอาไปส่งให้” หลิวต้าเชิ่งบอก

“ไม่ต้องทำเครื่องหมายร้อก  ฉันเชื่อใจพี่หลิวอยู่แล้ว  ส่วนเงินเด๋วโอนผ่านวีแชทนะ” เสี่ยวเฉินโบกมือและหยิบมือถือออกมาโอนเงินให้หลิวต้าเชิ่ง

หลังจากที่เสี่ยวเฉินจากไปหลิวต้าเชิ่งก็เรียกฉินหลิน “เสี่ยวฉิน  ดูท่าแตงโมของญาตินายจะสุดยอดจริง ๆ นะ  ก็เสี่ยวเฉินคนนั้นน่ะถ้าเรื่องแตงโมล่ะก็จู้จี้อย่าบอกใครเชียว”

ฉินหลินเองก็มีความสุขเช่นกัน  เขาไปหยิบเข่งจากร้านของหลิวต้าเชิ่งมาขนแตงโม

หลิวต้าเชิ่งขายแตงโมได้สี่ลูกก็ทำเอาเขามีรายได้มาแล้วเจ็ดสิบกว่าหยวน

นอกจากห้าลูกก่อนหน้านี้ฉินหลินได้เอาอีกยี่สิบห้าลูกมาใส่เข่งชั่งกิโล  ทั้งหมดคือสองร้อยแปดสิบเจ็ดจิน  เมื่อบวกกับสี่สิบเจ็ดจินแล้วจะได้สามร้อยสามสิบสี่จิน  ราคาส่งจินละหนึ่งจุดห้าหยวนจึงเป็นเงินห้าร้อยหนึ่งหยวน

หลิวต้าเชิ่งรีบส่งวีแชทให้ฉินหลิน

ฉินหลินก็ออกใบแจ้งหนี้ให้เขาเพื่อเอาไว้ดำเนินการในเรื่องของภาษี

“ถ้าพี่หลิวมีอะไรอีกก็ทักมาได้เลย  เด๋วผมไปส่งแตงโมอีกสองเจ้าก่อน” ฉินหลินตอนนี้ยิ้มกรุ้มกริ่มหน้าชื่นตาบาน  เพราะแค่เงินก้อนนี้ก้อนเดียวก็เยอะกว่าการขายผักผลไม้ทั้งวันไปแล้ว

ต่อไปฉินหลินก็ได้ส่งแตงโมให้กับเฉินต้าเหอและอ้ายชือนี

ของเฉินต้าเหอทั้งหมดสามร้อยหกสิบจินเป็นเงินห้าร้อยสี่สิบหยวน  ของอ้ายชือนีอีกสามร้อยยี่สิบแปดจินเป็นเงินสี่ร้อยเก้าสิบสองหยวน

แปลว่าเมื่อรวมกับห้าร้อยหนึ่งหยวนจากหลิวต้าเชิ่งด้วยแล้ว  แตงโมเก้าสิบลูกเขาขายได้เงินทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อยสามสิบสามหยวน

พอกลับถึงร้านเขาก็เห็นเจ้าหมาดำยังคงนอนเฝ้าอยู่หน้าร้านอย่างสบายใจเฉิบโดยไม่มีอาการท้องเสียให้เห็นแต่อย่างใด

‘ไม่น่าเป็นงี้ดิ’

เมื่อพระอาทิตย์ตกดินแล้วฉินหลินได้ขายแตงโมอีกสี่ลูกในร้าน  รวมกับของในร้านที่ขายได้อีกนิด ๆ หน่อย ๆ เป็นเงินอีกร้อยเจ็ดสิบสองหยวน

รวมแล้วแตงโมที่เขาเอาออกมาจากเกมขายได้ทั้งหมดที่หนึ่งพันเจ็ดร้อยห้าหยวน

ฉินหลินกำหมัดแน่นทำท่า ‘เยสเซอร์!’ อย่างอดไม่ไหว  เพราะเงินวันละพันเจ็ดร้อยห้าหยวนแปลว่าถ้าได้แบบนี้ทุกวันจะได้เงินเดือนละห้าหมื่นหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน  ซึ่งในอำเภอห่วย ๆ อย่างอำเภอโหยวเฉิงนี้ถือได้ว่าเป็นรายได้ที่จัดว่าสูงเลยทีเดียว

ขณะที่กำลังเพ้อฝัน  ในเกมได้มีการแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมาให้ฉินหลินถอนหญ้าทันที  ไม่งั้นต้นแตงโมที่ปลูกไว้จะเหี่ยวเฉาได้

เมื่อถอนหญ้าเสร็จฉินหลินก็มองดูเวลาเห็นว่ามืดแล้ว  เขาลุกขึ้นไปหยิบผักที่เหลือเพื่อนำกลับบ้าน จากนั้นเขาก็ดึงประตูบานพับลงและขับสามล้อบรรทุกกลับไปลานจอดรถ

โดยปกติแล้วเขาจะต้องขับไอ้เจ้าบุโรทั่งคันนี้ไปหาของมาเติมร้านทุก ๆ เช้า  ทว่าเขาได้เปลี่ยนแผนแล้ว  นั่นคือพรุ่งนี้เขาจะขับมันไปส่งแตงโมเท่านั้น

รายได้วันละพันเจ็ดนี่ทำเอาเขาไม่ต้องพะวงรายได้จากร้านขายผักเลยด้วยซ้ำ  อาจถึงขั้นจ่ายเงินที่ไปติดหนี้คนอื่นเขาไว้หลายแสนหยวนได้ในเวลาอันสั้นด้วยซ้ำ

ฉินหลินขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลับไปยังย่านเมืองเก่า  หลังจากที่ครอบครัวของพวกเขาขายบ้านพวกเขาก็ได้เช่าอพาร์ทเมนต์สองห้องนอนราคาถูกในย่านแห่งนี้

เขาเดินเข้าไปในอพาร์ทเม้นและขึ้นไปยังชั้นสาม  เมื่อเปิดเข้าไปในห้องก็เห็นว่าแม่ตัวเองกำลังทำข้าวเย็นให้กิน

แม้ว่าอพาร์ทเมนท์จะมีสองห้อง  แต่มันก็ทั้งแคบและเล็กมาก  มีห้องแยกกันสองห้องก็จริง  แต่เมื่อเจอกับพวกข้าวของต่าง ๆ ในบ้านเข้าไปก็ทำเอาดูมืด ๆ ทึม ๆ น่าหดหู่อยู่เหมือนกัน

ด้วยสภาพครอบครัวและหนี้อีกหลายแสนทำให้มันไม่มีทางเลือกมากนัก

ฉินหลินเห็นภาพนั้นก็บอกว่า “แม่ก็  บอกแล้วไงว่าให้รอผมกลับมาทำให้”

“แม้แม่ร่างกายแบบนี้จะทำอะไรไม่ได้มาก  แต่ไม่ได้แปลว่าแม่จะขยับตัวไม่ได้ซักหน่อย  มา ๆ ๆ มากินข้าว!” หลินเฟินมีสุขภาพไม่ดีดูอ่อนแรงอย่างยิ่ง  แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้นก็ยังมีความดื้อรั้นไม่ยอมหาย

คนที่ขยันทำงานมาทั้งชีวิตจะให้จู่ ๆ มานั่งเฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลยมันอยู่ไม่ได้อยู่แล้ว

“เฮ้อ~” ฉินหลินเอาผักที่เอากลับบ้านมาด้วยเข้าตู้เย็นพลางถอนหายใจ

หลินเฟินก็ตักข้าวให้ฉินหลินแล้วถามว่า “วันนี้เป็นไงบ้างลูก?”

“จริงสิ  ดีกว่าเมื่อวานเยอะเลยครับแม่  แล้วก็จะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วย” ฉินหลินนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ออกและตอบออกมาด้วยความมั่นใจสุดขีด

“เฮ่อ~”

เมื่อหลินเฟินได้ยินคำตอบของลูกชายก็ได้แต่ถอนหายใจ “พ่อกับแม่ทำให้ลูกผิดหวังแล้ว  เพื่อน ๆ คนไหนของลูกบ้างที่ไม่มีพ่อแม่ช่วยเตรียมสินสอดทองหมั้นกับเงินดาวน์บ้านให้?  แต่พ่อกับแม่สิเตรียมไว้ให้แต่หนีสินทั้งนั้นแถมยังมากมายหลายแสนด้วย”

“แม่พูดอะไรน่ะครับ?  แม่กับพ่อเลี้ยงดูผมจนเรียนจบได้นี่ก็สุดยอดที่สุดแล้ว” ฉินหลินไม่เคยตำหนิพ่อแม่ของตัวเองเลย  เพราะการที่เขามีสุขภาพแข็งแรงและเรียนจบได้ก็เพราะมีพ่อแม่คอยดูแลอย่างลำบาดตรากตรำนี่แหล่ะ  พ่อกับแม่น่ะเจ๋งกว่าคนอื่น ๆ เยอะเลยนะจะบอกให้

ยิ่งได้ยินลูกชายพูดแบบนี้แล้วยิ่งแต่จะคิดว่าตัวเองนั้นไร้ประโยชน์ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจเศร้า ๆ “ว่าแต่เสี่ยวหลิน  ลูกกับโม่ชิงเป็นไงบ้างแล้ว?  อย่าไปว่าพ่อแม่เค้าเลยนะลูก  โม่ชิงน่ะเป็นเด็กดี  พ่อแม่เค้าก็ทำดีที่สุดแล้ว  ไม่ต้องการพวกของหมั้นหรือรถขับ  ขอแค่มีบ้านหลังเล็ก ๆ พออยู่กันได้เท่านั้นเอง  แต่ครอบครัวเรากับหาไม่ได้ซึ่งเป็นปัญหาของเราล้วน ๆ”

“ลูกคบกับโม่ชิงไปก่อน  พอแม่ดีขึ้นก็จะไปดูแลร้านต่อเอง  ตอนนั้นลูกก็จะไปหางานทำได้อีกครั้ง  แล้วเราแม่ลูกก็จะได้ช่วยกันทำมาหากินเพื่อหาเงินผ่อนบ้าน  แต่ถ้าสุดท้ายแล้วลูกกับโม่ชิงไม่ได้ครองรักกันล่ะก็ไม่ต้องเสียใจไปนะลูก!”

เมื่อฉินหลินได้ยินแบบนั้นก็หยุดกิน

โม่ชิงที่ว่าเป็นคนที่ดีมากจริง ๆ ทั้งสองเรียนห้องเดียวกันตอนม.ปลาย  ทว่าตลอดสามปีเต็ม ๆ ในโรงเรียนทั้งคู่ไม่เคยแม้แต่จะทักทายกัน  แต่ว่าพอเรียนจบทั้งคู่ดันไปเข้ามหาลัยเดียวกัน  ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันไปเรียนจึงได้เริ่มพูดคุยกันจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ค่อย ๆ พัฒนาสานต่อมาเรื่อย ๆ

โชคชะตาช่างเป็นอะไรที่แปลกประหลาดนัก

และก็อย่างที่แม่ว่านั่นแหล่ะ  เขาไม่อาจตำหนิพ่อแม่ของโม่ชิงได้เลยจริง ๆ พ่อแม่คนไหนบ้างจะยอมอนุญาตให้ลูกสาวแต่งงานกับเขาที่ไม่มีรถ  ไม่มีบ้าน  แถมยังมีแต่หนี้สิน?

ต่อให้เป็นตัวเขาเองก็ยังไม่ยอมเลย

พ่อแม่ของโม่ชิงไม่ต้องการอะไรมาก  สินสอดหรือรถยนต์นี่ไม่เอา  ขอแค่บ้านหลังเล็ก ๆ พออยู่ได้เท่านั้น  เรียกว่ามีความอดทนสูงกว่าพ่อแม่ชาวจีนโดยทั่วไปมากมายนัก

ถ้ายังทำไม่ได้ก็เป็นปัญหาของฝ่ายเขาเองนั่นแหล่ะ

“แม่ไม่ต้องกังวลหรอกครับ  เราจะมีบ้านอยู่แน่นอน  และแม่จะมีโม่ชิงเป็นลูกสะใภ้ด้วย  ไม่มีทางเป็นคนอื่นหรอก” ฉินหลินรีบกินข้าวในชามให้เสร็จและกลับไปที่ห้อง

เขาเปิดลิ้นชักอันหนึ่งออกและข้างในมีทะเบียนสมรส!!!

ฝ่ายชายคือฉินหลิน  และฝ่ายหญิงคือจ้าวโม่ชิง!!!

เจ้าหมอนี่ไม่ได้บอกแม่ตัวเองว่าเธอได้โม่ชิงมาเป็นลูกสะใภ้ไปแล้ว  ไอ้ที่ว่าไม่มีทางเป็นคนอื่นหรอกไม่ใช่พูดเพื่อให้กำลังใจ  แต่กลับเป็นเรื่องจริงไปแล้วซะอย่างนั้น  เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ว่าจะแม่เขาหรือพ่อแม่ของโม่ชิงต่างไม่รู้

วันหนึ่งแฟนสาวของเขาขโมยทะเบียนบ้านของตัวเองมาแล้วบอกว่าจะจดทะเบียนสมรสกับเขา  โดยบอกว่าเธอตัดสินใจเลือกเขาแล้วในชีวิตนี้  ความอบอุ่นที่ผุดขึ้นมาในหัวใจนี่มันสามารถละลายธารน้ำแข็งในแอนตาร์กติกได้ทั้งทวีปเลยทีเดียว

เขารู้ว่าโมชิงมีความกล้าหาญมากเพียงใด  และรู้ว่าเขาในชีวิตนี้ได้ต้องไม่ทำให้เธอผิดหวัง

และยังรู้ด้วยว่ามันไม่ยุติธรรมต่อโม่ชิงที่จะลงทะเบียนสมรสกับเขาภายใต้สถานการณ์เช่นนี้  และมันยังเป็นการโกหกตระกูลจ้าวของเธออีกด้วย  กระนั้นสิ่งที่เขากลัวยิ่งกว่าคือการสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไป

ขณะที่กำลังคิด ๆ อยู่นั้นฉากเกมในใจของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลง  เขาจึงค่อย ๆ วางทะเบียนสมรสและปิดล็อคลิ้นชักกลับไปอย่างเบามือ  จากนั้นก็หันมาดูเกม

แตงโมในแปลงปลูกงอกเถาออกมาแล้ว  และมันจะสุกในเช้าวันพรุ่งนี้  และศัตรูพืชทั้งหลายเองก็ปรากฏขึ้นมาเพื่อทำลายเถาแตงโมด้วยซึ่งต้องจัดการกับพวกมันให้เรียบร้อย  ไม่งั้นมันจะส่งผลต่อความเร็วการเจริญเติบโตและผลผลิตของแตงโม

ฉินหลินจึงใช้ความคิดในการสั่งให้ตัวละครในเกมของเขาไปเอาตาข่ายเล็ก ๆ มากำจัดเหล่าศัตรูพืชทั้งหลาย

จบบทที่ บทที่ 2: ขายแตงโมจากเกม!

คัดลอกลิงก์แล้ว