เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 69 สุสานแม่ม่าย 5

บทที่ 69 สุสานแม่ม่าย 5

บทที่ 69 สุสานแม่ม่าย 5


“ผมขอเก็บมันไว้ได้ไหม?” ฉันถามก่อนที่จะรู้ตัวว่าฝ่ามือของฉันมีเลือดไหลออกมาจากการจับชิ้นส่วนของเขาแรงเกินไป

หญิงเอลฟ์แม้จะอยู่ในสภาพแย่แต่ก็หัวเราะออกมาเบาๆหลังจากได้ยินคำขอของฉันทำให้ฉันประหลาดใจ ฉันเลิกคิ้วและอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในใจของเธอและมันน่าชื่นชมเพียงใดที่เธอยังสามารถหัวเราะได้เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของเธอ

“นายกำลังมองมาที่ฉันราวกับว่าฉันเป็นคนบ้าใช่มั้ย?” เธอพูดขณะพยายามหันหน้าไปทางเสียงของฉัน

“ไม่ไม่บ้าแต่น่าชื่นชมต่างหาก” ฉันตอบ

“นายก็เป็นคนแปลกเหมือนกันนะที่ถามทหารที่กำลังจะตายว่าขอเก็บของนั้นไว้ได้ไหม เก็บมันไว้เถอะ มันไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับฉันต่อไปแล้วละ” เธอถอนหายใจออกมา ทันใดนั้นใบหน้าของเธอก็ดูราวกับว่าเธอมีอายุเพิ่มขึ้นยี่สิบปีด้วยการแสดงออกที่น่ากลัวที่เธอทำ

“ฉันยังไม่รู้จักชื่อของนายด้วยซ้ำนะเจ้าเด็กน้อยฉันกำลังจะตายในไม่ช้าแล้ว นายไม่จำเป็นต้องพยายามสงสารฉันกับข้อเท็จจริงนั้นหรอกนะ” นักรบเอลฟ์ปล่อยลมหายใจอย่างเหนื่อยล้าแต่สีหน้าของเธอยังคงแน่วแน่

“ผมชื่ออาเธอร์และ…ใช่น่าเสียดายที่ดูเหมือนจะไม่มีทางใดที่ผมจะช่วยคุณได้เลย” ฉันใส่ชิ้นส่วนสีดำไว้ในแหวนมิติของฉัน "ผมขอโทษด้วย"

“มันก็ช่วยไม่ได้นิ อีกอย่างฉันคงมีเวลาไม่มากฉันจะบอกนายให้มากที่สุดเท่าที่ฉันรู้” หน้าอกของฉันรู้สึกหนักอึ้งเมื่อเธอละทิ้งความหวังที่จะมีชีวิตรอดและยอมรับชะตากรรมของเธออย่างง่ายดาย

“ฉันชื่อ อเลอา ทริสกัน อย่างที่นายรู้ฉันเป็นหนึ่งในหกแลนซ์และซากศพที่นายเห็นเมื่อมาถึงก็คือกองทหารของฉัน แลนซ์แต่ละคนจะคอยดูแลของกองพันที่ประกอบไปด้วยนักเวทย์ชั้นยอด” เธอถอนหายใจหนักๆอีกครั้งและครั้งนี้ฉันดีใจที่เธอไม่ได้เห็นการสังหารที่น่าสยดสยองซึ่งจะทำให้สถานที่ที่สวยงามครั้งหนึ่งนี้กลายเป็นที่ฝังศพที่แสนจะโหดร้าย

“หลังจากการเปิดตัวแลนซ์ทั้งหกเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาฉันได้ฝึกพวกนักเวทย์ให้ทำงานเป็นทีมเพื่อเคลียร์ดันเจี้ยนและพื้นที่อื่นๆที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก แลนซ์ทั้งหกแทบจะไม่ได้ไปทำภารกิจด้วยกันเว้นแต่เราจะสำรวจดันเจี้ยนระดับคลาส S ขึ้นไป” เธอพูดต่อหลังจากหยุดพักเพื่อหายใจ

“จากทิศทางการเดินของนายก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่านายจะเข้ามาจากช่องทางเข้าอื่น สถานที่นี้เชื่อมต่อกับสามดันเจี้ยน นายมาจากดันเจี้ยนไหนละอาเธอร์?” อเลอากระดิกตัวดิ้นรนเพื่อยันตัวเองขึ้นกับกำแพง

“ผมมากับเพื่อนร่วมชั้นและศาสตราจารย์จากสุสานแม่ม่าย ทุกคนสามารถออกกลับไปได้ แต่ผมไม่ได้โชคดีขนาดนั้น” ฉันนั่งพิงกำแพงข้างๆอเลอาขณะสำรวจการสังหารที่ปรากฏต่อหน้าฉัน ฉันสามารถจินตนาการได้อย่างคลุมเครือว่าเกิดอะไรขึ้นจากการที่ร่างกายอยู่ในตำแหน่งและตำแหน่งที่พวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส

“ฉันไม่แน่ใจว่านายอายุเท่าไหร่นะอาเธอร์ แต่ไม่ควรมีใครได้เห็นอะไรแบบนี้” อเลอากระซิบ เสียงของเธอเจือไปด้วยความสำนึกผิด

“อายุของผมอาจจะไม่สัมพันธ์มากเกินไปสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ แต่คุณพูดถูก ไม่ว่าใครจะอายุเท่าไหร่ก็ไม่ควรเห็นอะไรแบบนี้”

การหายใจของเธอเริ่มไม่มั่นคงเป็นพักๆ แต่เธอก็อดทนต่อไป

“กองทหารของฉันและฉันมาจากดันเจี้ยนคลาส A ชื่อเฮลจอ เราได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบดันเจี้ยนหลังจากได้รับรายงานการพบเห็นที่ไม่สอดคล้องกัน นักผจญภัยที่รอดกลับมาคือพวกที่แวะเวียนไปมาที่ดันเจี้ยนเพื่อฝึกฝน พวกคนที่เกือบไม่รอดกลับพวกเขาทั้งหมดบอกว่าพวกสัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ภายในดันเจี้ยนจู่ๆก็แข็งแกร่งขึ้นและดุร้ายขึ้น เป็นกรณีเดียวกับดันเจี้ยนนายด้วยมั้ย?” อเลอาถามคำพูดของเธอออกมาช้ากว่าเดิม

"ใช่ ที่ชั้นหนึ่งเราเจอกับกองทัพสแนร์เลอร์ต้อนรับพวกเราอยู่ เหล่ามินเนี่ยนก็ไม่ได้เลวร้ายนัก แต่มีราชินีถึงสองตัวปรากฏตัวขึ้น หนึ่งในราชินีได้กินราชินีอีกตัวแล้วจู่ๆเธอก็เปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีดำและความแข็งแกร่งของเธอก็เพิ่มขึ้นสองถึงสามเท่า ผมสงสัยว่านี้ปีศาจที่มีเขาจะเป็นต้นเหตุ”

“นายหมายถึงอะไรที่นายบอกว่าสงสัย?! นายกำลังบอกฉันว่านายเคยเห็นปีศาจตัวนั้นมาก่อนหรือเปล่า?” ทันใดนั้นร่างกายที่อ่อนปวกเปียกของอเลอาก็ลุกขึ้นมาในขณะที่หัวของเธอหันกลับมาหาฉัน เสียงของเธอตกใจอย่างเห็นได้ชัดเจน

“ฉันไม่แน่ใจว่าใช่คนๆเดียวกันหรือเปล่า แต่ใช่” ฉันตอบอย่างตรงไปตรงมา

“คนๆเดียวกันเหรอ? นายคิดว่ามีพวกมันมีมากกว่าหนึ่งคนหรือ?” ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วของอเลอากลายเป็นสีที่ขาวมากยิ่งขึ้น

“ผมไม่มีหลักฐานแน่ชัดแต่ผมบอกได้เลยว่าคนที่คุณเห็น 'วิทรา' เป็นเพียงหนึ่งในปีศาจที่มีเขาที่ไม่แน่ชัดว่าพวกเขาอยู่กันที่ไหน” ฉันตอบเมื่อนึกถึงคืนนั้นที่ฉันแยกจากซิลเวีย ปีศาจสีดำที่มีเขาโค้งลงกล่าวบางอย่างเกี่ยวกับการทำให้พวกเขาเดือดร้อน มันเป็นเพียงการคาดเดาแต่ฉันสงสัยว่าอาจมีมากกว่านั้น

จิตใจของฉันเริ่มหมุนเมื่อฉันไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้และเหตุผลที่แตกต่างกันว่าทำไมพวกเขาถึงทำเช่นนี้ ทั้งหมดนี้ทำเพื่อแย่งตัวซิลวีหรือสาเหตุอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น?

ฉันจำได้ว่าตอนที่ซิลเวียให้หินกับฉันเธอบอกกับฉันว่าต้องปกป้องมันด้วยชีวิตไม่ว่าจะด้วยอะไร “หิน” นั้นกลายเป็นไข่และของมังกร ซิลวีเป็นตัวตนที่สำคัญขนาดที่ปีศาจมีเขาต้องทำขนาดนี้เพื่อจะได้ครอบครองมัน?

“นายกำลังคิดอะไรอยู่หรออาเธอร์?” อเลอาปล่อยเสียงไอที่ตึงเครียดขณะที่เลือดสดไหลออกมาจากบาดแผลที่ปิดสนิทซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีแกนมานา

ฉันพบว่ามันน่าสนใจอยู่เสมอในขณะที่คอร์สัตว์อสูรสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มมานาได้แต่คอร์มานาของมนุษย์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อนักเวทย์ตายแกนมานาของพวกเขาก็จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆและมานาที่สะสมอยู่ภายในก็จะกระจายหายไป นั้นเป็นเพราะพวกเรารวบรวมมานาจากชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นหรือเปล่า?

ดูเหมือนจะมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อฉันนึกถึงวิธีที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีแกนมานาเพื่อที่จะอยู่รอดในขณะที่แกนมานาของเราช่วยในการเอาตัวรอดของเรา โลกนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเป็นวัฎจักรที่คนๆหนึ่งจะเป็นนักเวทย์หรือไม่และถ้าคนๆนั้นเป็นคนๆนั้นต้องแข็งแกร่งแค่ไหนกัน ฉันอดคิดไม่ได้ว่าพระเจ้าของโลกนี้ต้องการบอกเราว่าการมีชีวิตนั้นสำคัญกว่าเวทมนตร์ซึ่งน่าจะเป็นคำพูดที่ชัดเจนแต่เป็นคำพูดที่ผู้คนในโลกนี้ดูเหมือนจะลืมไปแล้ว

ก่อนที่ฉันจะลงลึกไปในแง่มุมของสิงมีชีวิตที่เหนือกว่ามนุษยอาการไอของอเลอาก็ทำให้ฉันกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง

"คุณสบายดีไหม?" นั่นเป็นคำถามที่โง่จริงๆ เห็นอยู่กับตาว่าเธอนั้นไม่โอเค

“เมื่อทีมของฉันไปถึงชั้นแรกของเฮลจอมันยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น สัตว์มานาเป็นสัตว์ชนิดเดียวกับที่ถูกบันทึกไว้ มันคือตอนที่เราไปถึงชั้นสุดท้ายที่หัวหน้าของดันเจี้ยนต่างหาก อสรพิษฮาเดส ซึ่งเป็นสัตว์ร้ายมานาคลาส AA ฉันสามารถเอาชนะมันได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย” ไม่มีร่องรอยของการโอ้อวดหรือความมั่นใจในน้ำเสียงของเธอ มันเป็นเพียงความจริงสำหรับเธอ

“ อสรพิษฮาเดสซึ่งเป็นที่รู้จักในว่ามีแสงไฟสีฟ้าที่ตามแนวสันหลังของมันดูแตกต่างออกไป ตอนแรกเราสับสนเพราะมันดูเหมือนไม่มีเปลวไฟเลย แต่เมื่อเรามองเข้าไปใกล้ๆสาเหตุที่เรามองไม่เห็นเปลวไฟนั้นเป็นเพราะว่าเปลวไฟนั้นเป็นสีดำ

“มันดูเหมือนควันหนาที่กระพืออย่างรุนแรงตามแนวกระดูกสันหลังของอสรพิษนาวร้อยฟุต อสรพิษฮาเดสตัวนั้นมีเขาสีดำยื่นออกมาจากหน้าผากของมันในขณะที่เกล็ดของมันซึ่งถูกบันทึกว่าเป็นสีเทาด้านนั้นเป็นสีดำเงา…” หายใจเข้าลึกๆฉันสังเกตเห็นอเลอากำลังสั่นไปทั้งตัว

“การต่อสู้นั้นน่าสยดสยองมาก ฉันเสียลูกน้องไปห้าคนให้กับอสรพิษฮาเดสตัวนั้น การต่อสู้ใช้เวลาหลายชั่วโมงแต่ฉันก็สามารถฆ่ามันได้ ตอนที่เราพยายามหาแกนมานาของมันแต่มันกลับไม่อยู่ที่นั่น” เธอไออีกครั้งฉันจึงรีบวิ่งไปที่บ่อน้ำและแช่เครื่องแบบที่ขาดของฉันลงไป หลังจากล้างมันฉันก็ปล่อยให้ผ้าดูดซับน้ำให้มากที่สุดก่อนที่จะเดินกลับไปที่อเลอา

“อ้าปากนะ” ฉันสั่ง

เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ในที่สุดเธอก็ทำตามที่บอก ขณะที่ฉันค่อยๆบีบเครื่องแบบที่เปียกชุ่มไปทั่วปากของเธอ น้ำไหลเข้าไปในปากของเธอ

เธอตะโกนออกมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยกับของเหลวเย็นๆ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มกลืนน้ำลงคออย่างดุเดือด เธอกระซิบคำขอบคุณเล็กน้อยก่อนจะเล่าเรื่องราวของเธอต่อไป

“แม้ว่าเราอยากจะกลับไปที่พื้นผิว แต่เราก็ยังไม่ได้ข้อสรุปของเรื่องทั้งหมดดังนั้นเราจึงค่อยๆเริ่มค้นหาเบาะแสอีกครั้ง คนของฉันคนหนึ่งใช้คาถาและพบว่ามีอุโมงค์ซ่อนอยู่ใต้ชั้นดินบางๆหลังจากข้ามอุโมงค์ไปเราก็มาถึงที่นี่…” เสียงของอเลอาสั่นสะท้านในคำพูดสุดท้ายของเธอ น้ำตาผสมกับเลือดที่ไหลลงมาที่เปลือกตาที่ปิดซึ่งเคยเป็นดวงตาของเธอ

“ขะ - เขาอยู่ที่นี่…เมื่อเรามาถึงถ้ำนี้ ฉันยังจำวิธีที่เขามองเราได้ดี ด้วยดวงตาสีแดงสดคู่นั้น…” หลังจากปล่อยลมหายใจที่สั่นเทาแล้วเธอก็พูดต่อ

“ทีมของฉัน…ไม่มีใครรู้เลยว่าสัตว์ประหลาดตัวนั้นคืออะไรดังนั้นเราจึงทำในสิ่งที่สัญชาตญาณบอกให้เราทำ พวกเรายกอาวุธขึ้น… นั่นเป็นความผิดพลาดครั้งแรกของเรา ฉันยังจำมันได้อย่างชัดเจน ผิวสีเทาซีดของเขา ใบหน้าของเขา…มันเป็นสัตว์ร้าย แต่ก็ดูเกือบจะเหมือนกับ…มนุษย์ เขามองมาที่เราและยิ้มเยาะเผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคมของเขา สิ่งที่ทำให้เราตกใจที่สุดคือตอนที่เขาพูด…” เสียงของเธอกระซิบ

“อืม” ฉันตอบเพียงเพื่อให้เธอรู้ว่าฉันยังอยู่ที่นั่น

“เขาไม่แปลกใจเลยที่เจอเราที่นั่น วิทรา...เขา ... เจ้านั้นมองมาที่เราก่อนที่จะ ...”

"ก่อนที่จะ?" ฉันถามนั่งตัวตรง

“เขาให้ทางเลือกสองทางแก่เรา” น้ำตาและเลือดยังคงไหลลงมาบนใบหน้าที่สวยงามของเธอในขณะที่เธอพยายามให้ตัวเองพูดออกมา

“เขามองตรงมาที่ฉันราวกับว่าเขารู้ทันทีว่าฉันเป็นหัวหน้าและบอกฉันว่าเขาจะปล่อยให้ฉันเดินออกไปโดยไม่เป็นอันตรายถ้าหากฉัน -” เธอสำลักสะอื้นมือข้างเดียวของเธอกำหมัดแน่น“- ถ้าฉันยอมแยกชิ้นส่วนร่างกายของเพื่อนร่วมทีมของฉันทีละคนต่อหน้าเขา”

ข้อเสนอที่ไร้สาระนั้นทำให้ทุกคนโกรธเคือง แต่เมื่อมองมาที่สถานะของอเลอาในตอนนี้ฉันไม่มีความมั่นใจที่จะบอกว่าเธอตัดสินใจได้ถูกต้อง บางทีเพื่อนร่วมทีมของเธออาจต้องการให้เธอฆ่าพวกเขาอย่างรวดเร็วแทนที่จะถูกทรมานแบบที่พวกเขาเป็น

“ตัวเลือกอีกทางคืออะไร?” ฉันถามพลางเอามือของฉันหุ้มเบาๆเหนือกำปั้นที่กำแน่นของเธอ

“เขาแค่…เย้ยหยันใส่พวกเราและพูดว่า ‘…หรือพวกแกจะลองสู้ดูก็ได้’” น้ำตาที่ผสมเลือดของเธอเปื้อนเสื้อผ้าที่ฉีกขาดขณะที่เธอยังคงร้องไห้อย่างแผ่วเบา

ฉันไม่สามารถหาคำพูดที่จะปลอบโยนเธอได้ ฉันทำได้แค่เอามือโอบรอบกำปั้นของเธอไว้แน่น ช่วงเวลาไหลผ่านโดยมีเพียงเสียงน้ำไหลและเสียงสะอื้นเบาๆของอเลอาที่ทำลายความเงียบงัน

“พวกเราไม่…มีแม้แต่โอกาสที่จะ...” เธอกระซิบสะอึก

“ผมขอโทษที่จะทำให้คุณหวนนึกถึงฉากนี้ แต่ผมต้องการรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้อเลอา” ฉันลูบมือเธอเบาๆเพื่อพยายามทำให้เธอสงบ

“เค้ามีเขาหนึ่งอันที่กลางหน้าผาก…ซึ่งโค้งไปข้างหลัง” เธอพยายามอย่างเต็มที่ที่จะพูดอย่างใจเย็น

“มีเพียงเขาเดียวเหรอ?” เป็นอย่างที่ฉันคิด มีปีศาจเขามากกว่าหนึ่งตัวจริงๆด้วย พวกมันเป็นกลุ่มของอะไรสักอย่าง? หรือพวกมันเป็นเผ่าพันธุ์อะไรสักอย่าง?

หัวใจของฉันเริ่มเต้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้จากการจินตนาการถึงเผ่าพันธุ์ปีศาจที่มีเขา เพียงคนเดียวก็สามารถกำจัดหนึ่งในหกแลนซ์และทีมของเธอได้อย่างง่ายดาย

“ใช่ - ใช่ การโจมตีที่รุนแรงที่สุดของฉันทำได้เพียงสร้างรอยร้าวเล็กๆบนเขานั้น” อเลอาดูเหมือนว่าเธออยากจะถามอะไรฉันแต่เธอก็พูดต่อไปด้วยลมหายใจสั้นๆของเธอ

“เขา…มัน… วิทราสามารถใช้เวทมนตร์ได้ - เวทมนตร์ที่ดูเหมือนจะท้าทายสามัญสำนึกของเวทมนตร์ทั้งหมดที่ฉันเคยเห็น” ริมฝีปากของอเลอาเริ่มสั่น

“เขาใช้เวทมนตร์แบบไหน?”

"โลหะ โลหะดำ เขาสามารถเสกเหล็กแหลม ใบมีดอาวุธทุกชนิดจากพื้นและตัวเขาได้ในทันที ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะอธิบายอย่างไรให้ถูกต้อง มันจบลงเร็วเกินไป ทีมของฉันครึ่งหนึ่งเสียชีวิตในการโจมตีครั้งแรกที่เขาปล่อยออกมาด้วยการสะบัดข้อมือง่ายๆ คนที่รอดเข้าโจมตีเขาแต่เขาก็ไม่สนใจที่จะหลบมัน…แผ่นโลหะสีดำปรากฏขึ้นในทันทีและปิดกั้นการโจมตีใดๆก็ตามที่เข้ามาใกล้เขา”

ฉันรู้สึกว่าใบหน้าของฉันตึงเครียดขณะพยายามนึกภาพว่าของวิทราและความเป็นไปได้ของพลังทั้งหมดของเผ่าพันธุ์นั้น ดูเหมือนการร่ายเวทย์แต่ในระดับที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง วิธีที่เธออธิบายมันทำให้ดูเหมือนการสำแดงหรือแม้แต่การสร้างปรากฏการณ์บางอย่างมากกว่าที่จะส่งผลกระทบต่ออนุภาคมานาที่มีอยู่แล้ว

มันจะเป็นไปได้อย่างไร? พวกเขามีความสามารถในการข้ามขั้นตอนของกฎพื้นฐานของเวทมนตร์ในโลกนี้หรือว่าพวกเขามีความรู้และสามารถในการทำสิ่งนี้ได้ด้วยทักษะพิเศษ?

หัวของฉันหันไปทางอเลอาทันทีเมื่อได้ยินเสียงไอของเธอ อาการของเธอเริ่มแย่และเธอไอออกมาเป็นเลือด

“วิทรา …เขาทิ้งฉันไว้แบบนี้ ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขารู้หรือไม่ว่าจะมีใครบางคนมาทีนี้ แต่สิ่งสุดท้ายที่เขาพูดก่อนไปคือชื่อของเขา ... และบอกว่าไดคาเธนกำลังจะกลายเป็นเขตสงคราม…” เมื่อเลือดไหลรินที่มุมปากเธอก็หันหน้ามาหาฉัน

“สิ่งนี้อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่นายช่วยฉันได้ไหม?” อเลอายิ้มจางๆเผยให้เห็นฟันที่เปื้อนเลือดของเธอ

“แน่นอนอะไรก็ได้” ฉันคาดหวังให้เธอฝากสิ่งของหรือข้อความไว้ให้ฉัน บางทีอาจจะให้คนรักของเธอหรือครอบครัวของเธอ

“…นายกอดฉันไหม?” เธอพึมพำ

ฉันโน้มตัวเข้าไปใกล้เพื่อให้ได้ยินเพียงท่อนสุดท้ายนั้นอีกครั้ง “ขอโทษนะ ผมไม่เข้าใจ”

“ฉันคิดเสมอว่าฉันไม่ต้องการใคร…ตราบใดที่ฉันแข็งแกร่ง ฉันไม่เคยมีครอบครัวหรือคนรัก…ที่จะพึ่งพา… แต่รู้ไหม? ตอนนี้ฉันไม่อยากตายตัวคนเดียวจริงๆ…” อเลอากัดริมฝีปากล่างที่สั่นระริก “นายช่วยกอดฉันหน่อยได้ไหม?”

ฉันโอบแขนรอบคอและเอวที่บอบบางของอเลอาโดยไม่พูดอะไรสักคำแล้วเอนหัวของเธอพิงกับหน้าอกของฉัน

“ฉันกลัวจังเลย” เธอพึมพำ “ฉันยังไม่อยากตาย…”

ฉันนิ่งเงียบ กัดฟันขณะที่ฉันไม่สามารถหาคำพูดที่จะปลอบโยนเธอได้อีกต่อไป ฉันลูบหลังศีรษะของอเลอาเบาๆ ฉันรู้สึกว่าการหายใจของเธออ่อนลงและอ่อนแอลงและจากนั้นไม่นานเธอก็จากไปในอ้อมแขนของฉัน

อ่านได้ก่อนใครที่ https://www.facebook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A2-Novel-106963667829815

จบบทที่ บทที่ 69 สุสานแม่ม่าย 5

คัดลอกลิงก์แล้ว