เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 68 สุสานแม่ม่าย 4

บทที่ 68 สุสานแม่ม่าย 4

บทที่ 68 สุสานแม่ม่าย 4


มันเหมือนว่าฉันได้ตกลงมาหลายชั่วโมงในขณะที่ถูกกระแทกระหว่างหินต่างๆที่ตกลงมาพร้อมกับฉัน ฉันก็กางแขนและขาพยายามหาอะไรมาคว้าเพื่อหยุดตัวเองไม่ให้กระเด็นไปมาอีก ความเร็วที่ฉันหล่นลงไปทำให้ฉันไม่สามารถทรงตัวได้ด้วยตัวเอง แต่โชคดีที่มือขวาของฉันยังสามารถจับรากต้นไม้ที่ยื่นออกมาได้ น่าเสียดายที่นั่นเป็นแขนที่หลุดจากไหล่ไปเมื่อไม่นานดังนั้นการเขย่าอย่างกะทันหันได้ส่งความเจ็บปวดอย่างรุนแรงมาที่แขนของฉันทำให้ฉันอยากที่จะล้มลงไปกองกับพื้นเสียมากกว่า

ห้อยลงด้วยแขนขวาของฉันอย่างช่วยไม่ได้ ฉันรู้สึกราวกับว่าแขนของฉันกำลังจะฉีกออกเมื่อใดก็ได้ ฉันส่งกระแสทางจิตไปยังซิลวีอย่างหมดหวัง

'ซิลวีเธออยู่ที่นั่นหรือเปล่า? ฉันหล่นลงลึกลงไปเล็กน้อย แต่ฉันก็ยังโอเค เธอรู้ไหมว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน?'

ฉันรออยู่สักครู่แต่ก็ไม่มีการตอบสนองกลับมา ฉันสัมผัสเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉันเริ่มกังวลทันทีว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอ แต่เมื่อราชินีสแนร์เลอร์นั้นตายไปแล้วและตัวที่เหลือก็ติดอยู่ในดันเจี้ยนใต้ดินจึงไม่น่าเป็นไปได้ มันสมเหตุสมผลมากกว่าที่จะสรุปว่าฉันอยู่ไกลเกินไปหรือว่าพื้นที่นี้ถูกปิดผนึกจากภายนอกหรือพูดให้ถูกก็คือพื้นผิว

จากขอบเขตการตกของฉัน ฉันสงสัยว่าฉันอยู่ตรงพื้นใดที่อยู่ด้านล่าง มันทำให้ฉันสงสัยว่าการระเบิดได้เปิดสร้างเส้นทางลับไปยังห้องใดที่หนึ่งในดันเจี้ยนหรือเปล่า

เมื่อนึกย้อนไปถึงการระเบิดที่เกิดจากราชินีกลายพันธุ์ฉันก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่ามันแปลกแค่ไหน แรงระเบิดนั้นรุนแรงมาก แต่ฉันรู้สึกได้ว่าแรงระเบิดนั้นจะไม่ใช่มีไว้สำหรับฆ่าใครก็ตามที่อยู่ใกล้มัน หากเป็นเช่นนั้นร่างกายของฉันพร้อมกับศาสตราจารย์กลอรี่คงจะอยู่ในสภาพที่แย่กว่าตอนนี้มาก

“อ๊าก” ฉันคร่ำครวญขณะที่ห้อยแขนที่อ่อนปวกเปียกและรู้สึกว่าตัวเองกำลังสูญเสียการยึดเกาะ ฉันหายใจเร็วๆ สองสามครั้งเพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนที่ฉันจะใช้กำลังที่เหลืออยู่ดึงตัวเองขึ้นมาและใช้แขนซ้ายประคองแทน

ฉันทนกัดฟันต่อต้านที่จะปล่อยมือและไม่ยอมให้มันขึ้นอยู่กับพระเจ้าหรือเทพเจ้าใดๆ ก็ตามที่พวกเขาเคารพบูชาในโลกนี้ถ้าหากพวกเขามี

หลังจากประเมินสภาพร่างกายของฉันอย่างรวดเร็วซึ่งอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดีนอกจากไหล่ขวาของฉัน ฉันพยายามสำรวจสภาพแวดล้อมของฉันแต่สิ่งที่ฉันเห็นคือความมืดเท่านั้น มันง่ายๆก็แค่ความมืด มันเป็นสีดำสนิท ความรู้สึกเดียวกันกับตอนคุณหลับตาอย่างแรงจนดูเหมือนว่ามีแสงต่างๆสาดส่องอยู่รอบๆในการมองเห็นของคุณหรือความรู้สึกที่ไม่ว่าคุณจะเหล่ตาแค่ไหนดวงตาของคุณก็ปรับสภาพไม่ได้นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้สึกในตอนนี้

ในขณะที่ฉันเปิดใช้งานการหมุนของมานาของฉัน ฉันเริ่มกระจายมานาที่ครอบคลุมร่างกายของฉันไปที่แขนซ้ายเท่านั้น ฉันต้องใช้ “เวลาพัก” นี้เพื่อรวบรวมมานาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันเพิ่มมานาเพียงเล็กน้อยในสายตาของฉันด้วยความหวังที่จะเห็นบางสิ่งบางอย่างได้แต่รางวัลที่ฉันได้รับเป็นเพียงแค่ความมืด

ฉันไม่ได้ตาบอด…ใช่มัย? ฉันอดไม่ได้ที่จะคิดกับตัวเองในขณะที่ฉันเสริมมานาไปที่ตาอีกครั้ง

เพื่อปลอบความกังวลที่ไม่จำเป็นของฉัน ฉันได้ฝ่าฝืนกฎพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ฉันจุดไฟเล็กๆที่ปลายนิ้วชี้ขวาของฉัน

เมื่อมองไปที่การสั่นไหวของไฟสีแดงและสีส้มที่อบอุ่นบนปลายนิ้วของฉัน ฉันหายใจด้วยความโล่งอกก่อนที่จะดับเปลวไฟนั้น

ในขณะที่การมองเห็นเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งสุดท้ายที่ฉันจะทำในที่มืดเช่นนี้คือการดึงดูดความสนใจมาที่ตัวเอง ตอนนี้ศัตรูที่นี่ได้รู้ตำแหน่งของฉันแล้วฉันจำเป็นต้องย้ายตำแหน่งทันที

เนื่องจากฉันมองไม่เห็นฉันจึงใช้ลมในการรับรู้ประเภทของพื้นที่ที่ฉันอยู่ในตอนนี้ ฉันไม่รู้ว่าช่องที่ฉันอยู่นั้นแคบหรือกว้างแค่ไหน แต่ฉันคิดว่ามันไม่ได้กว้างเกินไปเพราะฉันเดินชนเข้ากับวัตถุเพียงไม่กี่ชิ้นในระหว่างทางในขณะที่หล่นลงมา

เมื่อปล่อยลมสั้นๆออกมาในระยะทางที่เท่าๆกันรอบๆตัวฉัน ฉันคิดว่าพื้นที่นี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร อย่างไรก็ตามส่วนที่น่ากลัวที่สุดก็คือฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ไกลแค่ไหนและต้องลงไปลึกอีกเท่าไหร่จนกว่าฉันจะมีพื้นให้เดินต่อ

สิ่งที่ต้องตัดสินใจในตอนนี้คือจะลองปีนกลับขึ้นไปหรือเดินลงไป จากที่ฉันหล่นลงมาและจากเศษซากอื่นๆที่ตกลงมาพร้อมกับฉันโอกาสที่ทางออกด้านบนน่าจะถูกปิดไว้แล้ว โดยที่ซิลวี่ไม่ตอบกลับจากภายนอกฉันไม่มีทางรู้เลยว่าเธอจะเปิดทางออกให้ฉันได้หรือไม่

นั่นทำให้ฉันต้องเดินทางลงไปเท่านั้น

ฉันถอนหายใจ

ไม่ว่าฉันจะมีเหตุผลและมีจิตใจสงบแค่ไหนฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลกับสถานการณ์แบบนี้ ยิ่งกว่านั้นสิ่งอันตรายที่อยู่ตรงหน้าฉันและการที่ฉันมองไม่เห็นอะไรหรือสัมผัสได้ถึงชีวิตใดๆได้ทำให้ฉันหงุดหงิดมากขึ้น ก่อนหน้านี้ที่เหล่าสแนร์เลอร์อยู่ข้างหน้าเราฉันรู้ว่าฉันต้องทำอะไรและคิดได้ว่าจะจัดการกับพวกมันอย่างไร ตอนนี้ฉันไม่สามารถจินตนาการหรือคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า มันทำให้ฉันเครียดมากยิ่งขึ้น

เมื่อเพิ่มมานาทั้งสองมือของฉันด้วยมานาคุณสมบัติของดินฉันสามารถฝังมือของฉันลงไปที่ด้านข้างของหลุมที่มีลักษณะคล้ายก้นเหวขนาดยักษ์เพื่อสร้างที่จับสำหรับตัวฉันเอง ฉันทำตัวเองให้ราบไปด้านข้างโดยใช้มือทั้งสองข้างล้วงเข้าไปในผนังเพื่อไม่ให้ตัวเองล้ม

ด้วยการเคลื่อนไหวที่มั่นคงฉันดึงมือที่เสริมมานาของฉันออกจากด้านข้างของผนังกำแพงและปล่อยให้ตัวเองหล่นลงก่อนที่ฉันจะใช้มือของฉันแทงเข้าไปในผนังอีกครั้งเพื่อที่จะหยุดมัน ฉันทำอย่างนี้ไปเรือยๆและทำให้ฉันเคลียดทุกๆครั้งที่ต้องเอาแขนของฉันแทงไปที่ผนัง แต่นี่จะเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการลดระดับลงไปขั้นล่าง

จับ, ปล่อย, จับ, ปล่อย, จับ, ปล่อย ฉันต้องรักษาตัวเองให้ราบเพื่อที่จะได้ไม่อยู่ห่างไปจากผนังกำแพง ฉันไม่สามารถปล่อยมือได้นานเกินไปก่อนที่ฉันจะจับผนังอีกครั้งเพราะมันจะอันตรายมากที่จะพยายามชะลอตัวลงหลังจากเร่งความเร็วมากเกินไป

ฉันปล่อยลมออกไปเรือยๆเพื่อตรวจดูว่าฉันต้องลงไปอีกไกลแค่ไหน แม้จะจับและปล่อยไปเรือยๆเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงตามนาฬิกาภายในของฉัน ฉันก็ยังไม่รู้สึกว่าก้นดันเจี้ยนจะอยู่ใกล้ฉันเลย

ไอ้ดันเจี้ยนเชี้ยนี้มันลึกแค่ไหนกันนี้? ฉันพยายามที่จะไม่ระบายความขุ่นมัวของฉันออกไปและปล่อยให้คำพูดโผงผางอยู่ในหัวโดยใช้คำพูดที่แม้แต่พวกผู้ใหญ่ที่หยาบคายที่สุดก็ยังมองว่ามันไม่เหมาะสม

ฉันรู้ว่าทุกคนเคยเตือนนักผจญภัยเกี่ยวกับอันตรายและความไม่แน่นอนของการเข้าไปยังในดันเจี้ยน แต่ทั้งสุสานไดเออะและแม้แต่ดันเจี้ยนระดับต่ำนี้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันทำให้ฉันเดือดร้อนมากกว่าครั้งที่ฉันออกผจญภัยกับจัสมินโดยที่ไม่ใช้เวทมนตร์อีก

ฉันหมายความว่าโอกาสจะมี่สักกี่ครั้งกันที่ดันเจี้ยนคลาส D ซึ่งคาดว่าจะเต็มไปด้วยมอนสเตอร์ระดับ E แต่กลับเจอกับกองทัพที่บ้าคลั่งต้อนรับพวกเราที่ชั้นแรก?

พวกมินเนี่ยนสแนร์เลอร์ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดนั้นถ้าหากจะพูดตามตรง พวกเราโง่เองที่ใช้เวทมนตร์ธาตุไฟมากเกินไปในขณะที่เราไม่มีช่องระบายอากาศ แต่ฉันก็จัดการพวกมันส่วนใหญ่ได้โดยไม่ต้องใช้มานา

ราชินีที่กลายพันธุ์นั้นแหละที่เป็นปัญหา เธอแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไง? เป็นเพราะเธอกินราชินีอีกตัวหรือเปล่า? เป็นไปได้หรือที่พวกมันจะได้รับการเพิ่มพลังในทันที่แบบนั้น?

ในขณะที่ฉันยังคงซักถามกับตัวเองเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ฉันก็ยังคงจับและปล่อยกำแพงหินที่ไม่ใครจะรู้ว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนไปเรือยๆ

ฉันปล่อยผนังแล้วจับเวลาตัวเองก่อนที่จะฝังมือที่เสริมมานาของฉันเข้าไปในผนังอีกครั้ง อย่างไรก็ตามมือของฉันไม่สามารถแทงเข้าไปข้างในผนังได้

“เหี้ยอะไรนี้…!”

ฉันพยายามแทงไปที่ผนังกำแพงอย่างหมดหวัง แต่ถึงแม้จะมีการเสริมมานาที่มือของฉัน ฉันก็ไม่สามารถทำให้ผนังเป็นรอยได้

พื้นผิวของผนังแตกต่างกันมากในตอนนี้ มันเรียบ - มันเรียบเนียนเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติ

ฉันเร่งความเร็วในขณะที่พยายามฝังนิ้วของตัวเองเข้ากับผนังอย่างไม่ลดละ

วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล

ฉันระมัดระวังและลดการส่งเสียงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในขณะที่ฉันยังคงหล่นลงมา ฉันปล่อยจังหวะของลมรอบๆตัวฉันเป็นจังหวะเพื่อเป็นการสะท้อนชั่วคราว ด้วยการส่งคลื่นที่แผ่วเบาออกไปและวัดว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนก่อนที่มันจะกระทบกับพื้นผิว ฉันสามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งหลักที่เป็นไปได้และจดจำอยู่ในหัวของฉันเพื่อหาทางลงจอด

ฟังดูแล้วง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก ในทางทฤษฎีอาจจะทำได้ก็จริงแต่การลองทำโดยไม่มีการฝึกฝนนั้นพิสูจน์ว่ามันยากกว่าที่ฉันจินตนาการเอาไว้ มีหินที่เกาะอยู่ตามผนังที่ฉันสามารถใช้ทดลองในการฆ่าตัวตายได้แต่เทคนิคการตรวจหาตำแหน่งชั่วคราวของฉันก็ยังไม่แม่นยำเท่าที่ฉันคิดไว้

ฉันพลาดที่จะยึดหินที่อาจช่วยลดความเร็วไปอย่างหวุดหวิดและมันก็ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อฉันเร่งความเร็วจากการหล่น

โชคดีที่ฉันยังไม่รู้สึกว่าก้นหลุมจะอยู่ใกล้ๆ ฉันเลยมีเวลา แต่ถ้าฉันหล่นลงไปเร็วกว่านี้แม้ว่าฉันจะคว้ารากไม้ได้ฉันก็ไม่แน่ใจว่าแขนของฉันจะรับแรงกระแทกจากการหยุดกะทันหันไหวหรือเปล่า

ในขณะที่ฉันคลำแขนกับผนังกำแพงต่อไปเพื่อค้นหาสิ่งที่อาจชะลอหรือหยุดการหล่นของฉันในที่สุดฉันก็รู้สึกได้ถึงพื้นที่อยู่ข้างล่าง

ให้ตายเถอะ…นี่มันไม่ดีเอาเสียเลย

ฉันมีเวลาอีกประมาณ 200 เมตรก่อนที่ร่างกายของฉันจะกระแทกลงบนพื้นดิน นั่นทำให้ฉันเหลือเวลาอีกประมาณ…หกวินาที?

ซวยได้ทุกเรื่องจริงๆ

ฉันหมุนตัวไปเพื่อให้กำแพงอยู่ทางด้านหลังของฉัน ฉันรวบรวมมานาทั้งหมดที่ฉันสะสมไว้จนถึงตอนนี้ จะใช้เวลาประมาณ 4 วินาทีในการโฟกัสมานาให้เพียงพอในการร่ายคาถา

กระสุนลม ฉันเหยียดแขนออกไปข้างหน้าฉันและปล่อยกระสุนอัดอากาศขนาดเท่ากำปั้นไปอีกด้านหนึ่งของหลุมยักษ์ที่ฉันอยู่

หากฉันสร้างแรงกระแทกได้มากพอที่จะดันตัวเองเข้ากับกำแพงฉันจะสามารถชะลอตัวลงได้มากพอที่จะรอดจากการหล่นนั้น ฉันไม่ได้สนใจเรื่องการลดเสียงอีกต่อไปแล้ว

กระสุนปืนดังขึ้นเมื่อชนเข้ากับกำแพงห่างจากฉันประมาณ 10 เมตรร่างกายของฉันกดเข้ากับผนังกำแพงแรงขึ้นและแรงขึ้น ฉันไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากกัดฟันขณะที่ฉันรู้สึกว่าเครื่องแบบและผิวหนังของฉันไหม้เนื่องจากเกิดการเสียดสี

ฉันรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเข้าผลกระทบของการใช้มานามากไปแต่ฉันก็ปล่อยมานาทั้งหมดที่ฉันสามารถรวบรวมได้ในขณะที่ใช้การหมุนของมานา ในขณะที่กระสุนอากาศยังคงปะทะกับอีกด้านและผลักฉันกลับเข้าไปในกำแพงที่เรียบหนักขึ้นไปเรื่อยๆ ฉันก็เข้าใกล้ถึงพื้นดิน

50 เมตร…

40 เมตร…

20 เมตร…

ฉันเห็นแสงจางๆ !

10 เมตร…

5 เมตร…

“อ๊ากกกก !!” ฉันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มชะลอตัวและช้าลงขณะที่อาการปวดแสบปวดร้อนที่แล่นผ่านแผ่นหลังของฉันเริ่มชา

สองเมตรก่อนที่ฉันจะถึงพื้น ฉันปล่อยแรงอัดอากาศก้อนใหญ่ออกที่ด้านล่างของฉัน

ดวงตาของฉันปูดและเสียงเดียวที่ฉันทำได้คือไออย่างเจ็บปวดเมื่อฉันกระแทกเข้ากับพื้นดินเป็นแนวตรง

ฉันกลิ้งไปมาโดยเร็วที่สุดและพยายามกระจายแรงกดทับออกไปให้มากที่สุด แต่ก็ไม่เพียงพอ

หัวของฉันหมุนและฉันพยายามตั้งสติขณะที่การมองเห็นของฉันเริ่มพร่ามัว

วิสัยทัศน์ของฉัน!

ขณะที่ฉันเงยหน้าขึ้นจากพื้น มีแสงไฟจางๆส่องสว่างไปทั่วทำให้การมองเห็นที่พร่ามัวของฉันสามารถรับรู้ได้ว่าฉันอยู่ที่ไหน ดูเหมือนว่าฉันจะอยู่ในทางเดินที่มีแสงไฟเล็กๆอยู่ด้านข้าง ไกลออกไปจากห้องโถงมีแหล่งแสงที่สว่างกว่า

“ใครอยู่ตรงนั้น” เสียงของผู้หญิงสะท้อนกลับมา

เมื่อฉันอ้าปากฉันทำได้แค่ไอออกมา

ฉันพยายามตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ตกใจ แต่อีกครั้งเสียงของฉันก็ไม่ยอมออกมา

“ได้โปรด…ฉันต้องการความช่วยเหลือ” เธอพึมพำ

ฉันลองอีกครั้งแต่ก็ไม่มีอะไรออกมาในขณะที่การมองเห็นของฉันยังคงเลือนลาง ฉันพยายามลุกขึ้นยื่นแต่ล้มเหลวอย่างที่สุด

“…รอเดี๋ยวนะ…” น้ำเสียงของฉันแหบพร่าและอ่อนแอ แต่เธอได้ยินฉัน

ฉันได้ยินเสียงหายใจที่รุนแรงจากเธอก่อนที่เธอจะตอบกลับด้วยเสียงที่อ่อนแรง“โอเค”

เจตจำนงมังกรของซิลเวียเริ่มทำงานอย่างมหัศจรรย์เมื่อฉันรู้สึกว่าร่างกายกำลังเริ่มรักษาตัวเอง หลังของฉันไหม้เกรียมจากการไถลไปตามกำแพงและขาของฉันก็รู้สึกเหมือนจะถูกฉีกออกจากกันและถูกพันกลับเข้าหากัน แต่ฉันก็สามารถยืนขึ้นได้ภายในสามสิบนาที

เมื่อมองไปรอบๆจุดที่ฉันลงจอด ฉันก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวไปมาในความมืดมิดที่ปรากฏเหนือฉันจากที่ที่ฉันมาจาก รอบๆตัวฉันมีก้อนหินแตกกระจายอยู่เต็มไปหมดและฉันเห็นสิ่งที่ฉันคิดว่าแขนขาของราชินีสแนร์เลอร์ที่ระเบิดด้วย ใกล้ๆกับซากแขนนั้นดวงตาของฉันก็สังเกตเห็นแสงสะท้อนที่มาจากใต้เศษหิน

ฉันเดินไปทางนั้นช้าๆ รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของฉันเมื่อฉันรู้ว่ามันคืออะไร ดาบของฉันนิ! ดอนบัลลาดเพื่อนเก่าของฉันได้ถูกค้นพบและกลับเข้าไปในวงแหวนมิติของฉันอย่างปลอดภัยหลังจากขุดและดึงมันออกมาจากกองหินที่ทับมันอยู่ ฉันใส่แขนขาที่ฉีกขาดของราชินีสแนร์เลอร์กลายพันธุ์ไว้ในแหวนมิติของฉันด้วยโดยหวังว่าจะศึกษามันเมือฉันออกไปจากดันเจี้ยนนี้

เมื่อคิดในแง่ดีฉันก็ตระหนักว่าฉันไม่ได้มีสภาพที่แย่เกินไป ฉันสามารถทำให้ตัวเองชะลอช้าลงได้มากพอดังนั้นกระดูกของฉันเลยไม่ได้หัก แรงกระแทกแล่นผ่านกระดูกสันหลังและทำให้สมองของฉันสั่นทำให้ฉันเกือบจะหมดสติ แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์แล้วฉันรู้สึกว่ามันอาจจะแย่กว่านี้มาก ตอนนี้มานาของฉันเริ่มฟื้นตัวและเมื่อขาของฉันทำงานได้ฉันจึงเดินไปหาเสียงที่ดูเหมือนจะเงียบไปแล้ว

"สวัสดี?" ฉันเดินผ่านทางเดินโดยใช้กำแพงเป็นตัวประคอง

"ฉันอยู่นี่" เสียงนั้นดูอ่อนลงกว่าเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนด้วยซ้ำ

ฉันเดินไปทางสว่างที่ปลายสุดของห้องโถงฉันร้องเรียกเธออีกครั้ง

เมื่อฉันมาถึงปลายอุโมงค์การมองเห็นของฉันก็ใช้เวลาอยู่สองสามวินาทีในการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงของความสว่างหลังจากคุ้นเคยกับความมืดมานาน

“นี่…ทาง…นี้”

“…”

ก่อนที่ฉันจะตอบกลับไปฉันเกือบจะล้มลงเมื่อฉันสะดุดด้วยความสยองขวัญจากสิ่งที่ฉันเห็น

ซากสงครามที่สร้างขึ้นโดยซากศพนับร้อยที่กระจัดกระจายและกองทับกันจนดูเหมือนว่ามันมาจากหนังสือภาพสำหรับเด็กทำให้ฉันไม่สามารถละสายตาออกไปจากฉากนี้ได้เลย

ศพ...ซากศพของมนุษย์เอลฟ์และคนแคระนอนตายและบางส่วนก็ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆซึ่งอาจถือได้ว่ามันสวยงามหากมองเป็นศิลปะ

มอสสีเขียวที่เหมือนหญ้าที่แผ่กระจายไปทั่วพื้นดินถูกย้อมให้กลายเป็นสีแดงในขณะที่กระแสน้ำที่ไหลผ่านถ้ำมีร่างลอยและเลือดกระจายอยู่รอบๆ

มีศพราวๆสี่สิบถึงห้าสิบศพกระจายอยู่ในถ้ำพร้อมกับอาวุธของพวกเขาข้างๆตัวพวกเขา ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกายของพวกเขาเผยให้เห็นถึงความทรมานเนื่องจากบางคนแขนขาขาดออกจากกันและคนอื่นๆก็มีบาดแผลทั่วร่างกายที่ไร้หัว

ฉันได้ยินเสียงไอของเธออีกครั้ง "คุณยังอยู่ที่นั่นไหม?" เสียงที่อ่อนแอดังมาจากทางซ้ายของฉัน

“ฉันมองไม่เห็น…โอ้…” หัวใจของฉันหล่นวูบจนทำให้ฉันพูดไม่จบประโยค

ผู้หญิงที่นอนพิงกำแพงที่ถ้ำน่าจะอยู่ในสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าซากศพที่กระจายอยู่รอบๆเสียอีก

ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะเป็นเอลฟ์ แขนขาเกือบทั้งหมดของเธอถูกฉีกออก ที่แขนขวาและขาทั้งสองข้างของเธอถูกปิดผนึกอย่างโหดเหี้ยมด้วยการถูกเผา ดวงตาของเธอหายไปเลือดแห้งที่ไหลลงมาจากที่ดวงตาของเธอเปื้อนแก้มของเธอ ในช่องท้องของผู้หญิงคนนั้นตรงแกนมานาของเธอมีเหล็กแหลมสีดำเงาเสียบทะลุเธอและปิดผนึกเธอ

“คุณ…” ฉันย่อตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธอขณะตรวจสอบเธอ ฉันมองไปที่เธออย่างระมัดระวังฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็นเธอที่ไหนสักแห่ง ฉันไม่มั่นใจนักแต่ฉันก็เริ่มที่จะจำใบหน้าของเธอได้ ฉันเจอเธอที่ไหนนะ...

เหล่าหกแลนซ์ไง … หกแลนซ์! เธอเป็นหนึ่งในหกนักเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในไดคาเธนที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของทวีป

“คุณเป็นหนึ่งในหกแลนซ์นิ!” ฉันอดไม่ได้ที่จะพ่นออกมา

“ใช่ฉันเป็น…” เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า

“หากคุณจะถาม…ถ้าคุณจะถามฉันว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ในสถานะนี้ได้อย่างไรนั่นเป็นเพราะเขายอมปล่อยให้ฉันอยู่รอดแบบนี้” คิ้วของเธอขมวดมุ่นและเลือดแห้งที่หว่างเปลือกตาของเธอก็เริ่มแตกหักและปล่อยให้มีเลือดไหลออกมาจากที่ที่ดวงตาของเธอเคยอยู่

"เขาหรือ?" ฉันรู้สึกเหมือนกำลังถามคำถามโง่ๆ แต่ฉันกำลังสับสนมาก

“ใช่เขา เขาเรียกตัวเองว่าวิทรา” ด้วยมือซ้ายของเธอซึ่งเป็นแขนขาเดียวที่เธอเหลืออยู่เธอค่อยๆเอื้อมไปหาอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างหลังเธอแล้วดึงมันออกมา

ภายในมือของเธอมีเศษหินสีดำเงาบางอย่าง เมื่อฉันเหล่ตาและวิเคราะห์มัน ทันใดนั้นฉันก็นึกถึงตอนที่ฉันอยู่กับซิลเวีย

ในขณะที่ความทรงจำคลิก ชิ้นส่วนต่างๆก็รวมเข้าด้วยกันในหัวของฉัน มือของฉันบีบแน่นรอบชิ้นส่วนสีดำขณะที่ร่างกายของฉันเริ่มสั่นด้วยความโกรธ

ฉันจำได้ว่าทำไมหินสีดำนี้ถึงดูคุ้นเคยมาก

มันเป็นส่วนเขาของปีศาจเขาดำที่ซิลเวียปลอมตัวเป็นครั้งแรกและยังเป็นเผ่าพันธุ์ที่ลงมือฆ่าเธอ

จบบทที่ บทที่ 68 สุสานแม่ม่าย 4

คัดลอกลิงก์แล้ว